ถึงวันที่เราต้องรู้จักกับ“โควิด-19”ให้ลึกซึ้งมากขึ้น

ณ ตอนนี้สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มไม่สู้ดีนักเนื่อ

งจากมีโควิด-19สายพันธุ์ใหม่เข้ามาใหม่เรื่อยๆ ทำให้เกิดความกังวลใจเป็นอย่างมากในประเทศ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าโควิด-19 ที่แพร่เชื้อในไทยนั้นมีกี่สายพันธุ์และแต่ละสายพันธุ์มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด

โควิดสายพันธุ์อู่ฮั่น (Serine) 

จากการคาดการณ์พบครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีน และ วันที่12 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยหญิงจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยคนแรก
กระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2563 ว่าพบนักท่องเที่ยวหญิงวัย 61 ปี สัญชาติจีน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ติดเชื้อโควิด-19 นับว่าเป็นการพบผู้ติดเชื้อคนแรกนอกประเทศจีน

จากการสอบสวนโรค พบว่า เธอเดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่น ถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 

อาการข้างต้นที่พบได้บ่อย  คือ มีอาการไข้  ไอ อ่อนเพลีย ไม่รับรสและ ไม่รับกลิ่น 

อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ  ปวดเมื่อยเนื้อตัว ท้องเสีย  มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี  ตาแดงหรือระคายเคืองตา

อาการรุนแรงมีดังนี้หายใจลำบากหรือหายใจถี่ สูญเสียความสามารถในการพูดหรือเคลื่อนไหว หรือมึนงง  เจ็บหน้าอก

 

โควิดสายพันธุ์เดลต้า  B.1.6.17

เริ่มกันที่โควิดสายพันธุ์เดลต้า ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อจำนวน 661 ราย โดยโควิดสายพันธุ์นี้ถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย พบการแพร่กระจายไปแล้วกว่า 92 ประเทศทั่วโลกและยังระบาดเร็วแพร่เชื้อง่าย หลบภูมิคุ้มกันได้

อาการจากโควิดสายพันธุ์เดลต้า ปวดหัว เจ็บคอ มีน้ำมูก  ไม่ค่อยพบการสูญเสียการรับรส อาการคล้ายเป็นหวัดธรรมดา

โควิดสายพันธุ์อัลฟ่า 

สำหรับโควิดสายพันธุ์อัลฟ่า พบการติดเชื้อในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2564 โดยนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อมูลการรายงานขององค์กรสาธารณสุขประเทศอังกฤษ (Public Health England) และองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าสายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) เป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 1.7 เท่าและยังเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด  

อาการจากโควิดสายพันธุ์อัลฟ่า มีไข้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป เจ็บคอ หายใจหอบเหนื่อย  ปวดตามร่างกายและศีรษะ รับรสและกลิ่นได้น้อยลง

โควิดสายพันธุ์เบต้า B.1.351

ส่วนโควิดสายพันธุ์เบต้าพบการระบาดในประเทศไทยครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ จากอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับเชื้อจากผู้ลักลอบเข้าเมือง และพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 

นายแพทย์ศุภกิจเปิดเผยว่า สายพันธุ์เบต้ามีการแพร่กระจายเชื้อไม่รวดเร็วเท่าสายพันธุ์เดลต้าและอัลฟ่า แต่อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์เบต้าอาจทำให้เกิดอาการป่วยหรือเสียชีวิตได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมเพราะว่ามีการดื้อวัคซีน

อาการจากโควิดสายพันธุ์เบต้า ปวดเมื่อยตามร่างกาย เจ็บคอ ท้องเสีย ปวดศีรษะตาแดง การรับรสหรือการได้รับกลิ่นผิดปกติ มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี

โควิดสาพันธุ์แกมม่า P.1  พบครั้งแรกในประเทศบราซิลและในไทยพบในผู้ที่เดินทางกลับมาประเทศไทย ในสถานกักกันของรัฐรายหนึ่ง เนื่องจากมันมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เพราะมันสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายมาก อีกทั้งยังสามารถเอาตัวรอดจากระบบภูมิคุ

มกันของร่างกายได้ ซึ่งนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการติดเชื้อซ้ำ และพบว่าวัคซีนบางชนิดมีประสิทธิผลน้อยลงต่อเชื้อนี้

แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีการระบาดของสายพันธุ์แกมมาในไทย มีเพียงแต่การพบในผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และพักในสถานกักกันของรัฐ จำนวนหนึ่งราย

อาการจากโควิดสายพันธุ์แกมมา   รุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง มีความสามารถแพร่ระบาดวนเวียนอยู่ในหมู่คนที่ได้รับวัคซีนแล้วได้ด้วย แม้พื้นที่นั้นๆจะมีการฉีดวัคซีนที่สูงก็ตาม (ลดประสิทธิภาพวัคซีน)