สอนทักษะสร้างสรรค์  2. รูปแบบการเรียนรู้เพื่อให้เกิด “สมรรถนะ”


 

บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ : ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ   ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ตอนที่ ๒ นี้ ตีความจากส่วนต้นของหนังสือ ในบท Series Introduction   ส่วนครึ่งหลังของบท

 

วิธีจัดการเรียนการสอนที่นำสู่การพัฒนาสมรรถนะในเด็ก

เขาแนะนำให้ใช้แนวทางที่เรียกว่า signature pedagogies in the professions ของ Lee Shulman (2005)  ซึ่งเข้าไปอ่านได้ที่ (๑)   เป็นแนวทางจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในวิชาชีพต่างๆ  คือกำหนดกิจกรรม หรือโครงสร้างของการเรียนรู้ ๓ มิติ    ได้แก่ (๑) โครงสร้างระดับผิว ที่มองเห็นได้ชัด ว่าจะดำเนินการอย่างไร ให้ทำกิจกรรมอะไร ยกตัวอย่างอะไร มีการเสวนาทำนองไหนระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับนักเรียน  (๒) โครงสร้างระดับลึก  ว่าจะให้เกิดการเรียนรู้ด้านสาระหรือเนื้อหา และทักษะอะไรบ้าง  และ (๓) โครงสร้างโดยปริยาย (implicit structure)  หรือมิติเชิงคุณธรรม ที่ต้องการปลูกฝังแก่ผู้เรียน เช่นความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น    

เมื่อนำ  signature pedagogies มาใช้เพื่อการพัฒนา “สมรรถนะ” ต่างๆ ที่ระบุในบันทึกที่แล้ว    ก็นำเอาสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาใส่เข้าไปในโครงสร้างโดยปริยาย    เช่น ครูต้องการให้ศิษย์มีความอดทนขยันหมั่นเพียร   ครูก็ต้องคิดว่า คนที่มีความอดทนขยันหมั่นเพียรแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา    ครูจะส่งเบาะแสอะไรแก่ศิษย์เพื่อให้ศิษย์เห็นความสำคัญ   คนที่มีความอดทนขยันหมั่นเพียรมีความเชื่ออะไรอยู่ในใจ  มีการกระทำอะไรเป็นพื้นฐานที่ปูทางสู่ความเป็นคนอดทนขยันหมั่นเพียร ฯลฯ

จะเห็นว่า วิธีการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา “สมรรถนะ” ไม่ใช่สูตรสำเร็จ    แต่เป็นการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์    แล้วตั้งคำถามดังในย่อหน้าบน   ที่จะนำไปสู่การทดลองหาวิธีการและสั่งสมประสบการณ์ร่วมกันของครู    ที่นำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีส่วนผสมของ สมรรถนะ  ทักษะ  และความรู้ ที่เหมาะสมตามสถานการณ์   

ทั้งเป้าหมายและวิธีการไม่ควรกำหนดตายตัวเป็นสูตรสำเร็จ   แต่มีการเรียนรู้และปรับตัวให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป    โดยมีหลักการคือให้ใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบผสมหลายๆ แนว    เน้นลดการทำหน้าที่สอนโดยตรงของครู เพิ่มการทำหน้าที่เอื้ออำนวยการเรียนรู้ให้มากขึ้น   

 

กระบวนการสี่ขั้นตอนเพื่อสร้างสมรรถนะในเด็ก

กระบวนการนี้  สรุปจากผลการทดลองพัฒนาสมรรถนะของเด็กในโครงการต่างๆ ทั่วโลก    ถือได้ว่า เป็นวิธีการที่พิสูจน์แล้ว ว่าใช้ได้ผล

 

ขั้นตอนที่ ๑  ทำความเข้าใจสมรรถนะ    

ครูที่ดีต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ๓ ด้านคือ ด้านสาระวิชา  ด้านทักษะการเป็นครู  และด้านพัฒนาสมรรถนะ     โดยต้องตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญแก่สมรรถนะด้านใดเป็นอันดับต้นๆ    

ขั้นตอนที่ ๒ สร้างบรรยากาศของห้องเรียน

การสร้างบรรยากาศหรือวัฒนธรรมในห้องเรียน เป็นเรื่องการสื่อสารแก่ผู้เรียน พ่อแม่ และทีมงานในโรงเรียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ในเรื่องการให้คุณค่าแก่การพัฒนาสมรรถนะของนักเรียน    ทั้งที่เป็นการบอกกล่าวโดยตรง และที่เป็นการกระทำให้เห็น  โดยที่ห้องเรียนที่ให้คุณค่าต่อการพัฒนาสมรรถนะจะมีสภาพไปทางด้านซ้ายของ โมเดล ๑๐ มิติของการจัดการเรียนรู้  ที่จะเป็นหัวข้อถัดไปของบันทึกนี้    

บรรยากาศของห้องเรียนที่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะ คือห้องเรียนที่มีการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) นั่นเอง      

ขั้นตอนที่ ๓  จัดการการเรียนรู้

ครูต้องหาวิธีทำให้นักเรียนเข้าใจความสำคัญของการเรียนวิชา ทักษะ และสมรรถนะไปพร้อมๆ กัน   ที่เรียกว่าเรียนรู้บูรณาการ (integrated learning)  หรือเรียนรู้องค์รวม (holistic learning)    เมื่อครูตั้งใจให้นักเรียนเรียนรู้สมรรถนะใด   ทั้งในกิจกรรมในหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตร   ครูต้องพูดหรือสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังให้นักเรียนได้ฝึกสมรรถนะใด     เช่นเมื่อถึงตอนสอบเก็บคะแนน   ครูบอกนักเรียนทั้งชั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า    นอกจากนักเรียนจะได้สอบเพื่อจะได้รู้ว่าตนเรียนก้าวหน้าไปย่างไรแล้ว นักเรียนยังจะได้ฝึกนิสัยความเป็นคนซื่อสัตย์    โดยแสดงพฤติกรรมไม่ทุจริตในการสอบ    การฝึกฝนนี้จะมีคุณต่อชีวิตในอนาคตของนักเรียนอย่างมากมาย   เพราะคนที่ไม่ซื่อสัตย์จะไม่ได้รับความเชื่อถือ    ต่อไปเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่คนที่ผู้อื่นเชื่อถือในความซื่อสัตย์จะมีโอกาสในชีวิตดีกว่าคนไม่ซื่อสัตย์อย่างมากมาย    โดยต้องสั่งสมนิสัยและความเชื่อในคุณค่าของความซื่อสัตย์เสียแต่บัดนี้   และการสอบคราวนี้ก็เป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดความซื่อสัตย์   

ตัวอย่างวิธีจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะได้แก่ วิธีเรียนแก้ปัญหา และตั้งคำถาม (problem-based enquiry-led learning), วิธีการแนว P4C (Philosophy for Children approaches), วิธีกระตุ้นการคิดของ Project Zero มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด (thinking routines), วิธีให้งานเพิ่มความยาก (extended tasks) และกรณีศึกษา (case studies), วิธีสวมบทบาท (role play), วิธีเพื่อนสอนเพื่อน (peer teaching), วิธีให้ทำโครงงานที่นักเรียนจัดการเอง (self-managed project), เป็นต้น     

เทคนิคต่อไปนี้ หากนักเรียนใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ก็จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะให้แก่ตนเองและเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี 

  • การให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ (feedback)
  • ฝึกปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง
  • ยกร่างและสร้างต้นแบบ
  • ใช้กระบวนการออกแบบ (design process) 
  • กำหนดเป้าหมาย
  • ทบทวนในใจ
  • บอกสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกมาเป็นถ้อยคำ
  • สะท้อนคิดสิ่งที่ได้เรียนและก้าวหน้า
  • ทดสอบตนเอง
  • ทำงานเป็นทีม
  • สอนผู้อื่น 

ขั้นตอนที่ ๔  ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้กระทำการ

 ในหนังสือใช้คำว่า learners engagement    แต่ผมมีความเห็นว่าควรไปไกลกว่านั้น   คือครูต้องเปิดโอกาสได้ฝึกความเป็นผู้กระทำการ (agency)    ทั้งในห้องเรียน และในกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือกิจกรรมในชุมชน   ร่วมกับผู้อื่น   เขายกตัวอย่างสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา   ครูอาจมอบหมายให้นักเรียนจัดทีมสังเกตและรวบรวมคำถามที่เกิดขึ้นในห้องเรียน  จัดกลุ่มคำถาม และรายงานต่อเพื่อนๆ ในห้องเรียน ตอนจบคาบเรียน   และเสนอว่าคำถามใดมีผลสูงสุดต่อการเรียน เพราะเหตุใด

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม  ครูอาจมอบหมายให้จัดทีมนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ปกครอง   ว่าโรงเรียนฝึกให้นักเรียนคิดอย่างมีวิจารณญาณอย่างไร   

ตัวอย่างข้างบน ให้ไว้สำหรับเป็นแนวทางให้ครูนำไปคิดโจทย์ฝึกนักเรียนให้เป็นผู้ก่อการหรือกระทำการอย่างไร ในบริบทของนักเรียนและโรงเรียนของท่าน          

 

โมเดล ๑๐ มิติของวิธีจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะ

หนังสือ Teaching Creative Thinking เสนอโมเดลต่อไปนี้    เป็นแนวทางแก่ครู ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ฝึกพัฒนาสมรรถนะของตนเอง    โดยวิธีการที่ให้ผลดี ต้องโน้มไปทางด้านซ้าย

 

 

     

จัดการการเปลี่ยนแปลง

การจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนา “สมรรถนะ” ที่พึงประสงค์ ในเด็ก เป็นเรื่องของการจัดการการเปลี่ยนแปลง    คล้ายๆ การเข็นครกขึ้นภูเขา     เป็นกิจกรรมที่ต้องทำด้วยความมานะอดทน และหวังผลระยะยาว     รวมทั้งต้องแสวงหาแนวร่วมที่เป็นบุคคลที่อยู่รอบตัวเด็ก    ที่หลายๆ คนอาจประพฤติปฏิบัติไปในทางตรงกันข้าม

กว่าจะเกิดผลตามเป้าหมายในบันทึกชุดนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องใช้ความดทนเป็นอย่างยิ่ง   เพราะในหลายกรณีพฤติกรรมของคนระดับนโยบายคือนักการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูง เป็นตัวปัญหาเสียเอง   เพราะเขาต้องการหาเสียงหรือหาผลงานระยะสั้น    พฤติกรรมเหล่านี้แสดงออกมาในนามของความหวังดีต่อคุณภาพการศึกษาทั้งสิ้น    แต่ส่งผลระยะยาวในทางตรงกันข้ามกับเป้าหมายสร้าง “สมรรถนะ” ที่พึงประสงค์ในเด็ก

หนังสือ  Teaching Creative Thinking ระบุว่า “ลัทธิบ้าผลงาน” (performativity) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษา ที่มุ่งสร้าง “สมรรถนะ” ที่พึงประสงค์ให้แก่นักเรียน    ตรงกับที่ผมเสนอไว้ในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อเป็นครูผู้ก่อการ 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ต.ค. ๖๔ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลมหาราช 

 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี