เรื่องการศึกษาหรือการเรียนรู้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าที่เราคิด หนังสือ Teacher Agency : An Ecological Approach (2015) บอกเราว่า หลักสูตรและวิธีการบริหารหลักสูตรแนว “บ้าผลงาน” เป็นตัวกดทับครู ทำให้ครูไม่เป็นผู้ก่อการ ไม่เป็นบุคคลเรียนรู้ เท่ากับว่า ระบบการบริหารหลักสูตร หรือบริหารการศึกษา กลายเป็นตัวปิดกั้นการพัฒนาศักยภาพของครู ซึ่งก็น่าจะส่งผลปิดกั้นการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอีกต่อหนึ่ง
ผมเขียนตีความหนังสือเล่มดังกล่าว ลง บล็อก ในชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ เพื่อชี้ให้วงการศึกษาไทยตระหนักในความจริงข้อนี้
ความจริงที่ว่า ศักยภาพที่สำคัญยิ่งข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ในยุคนี้คือความริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็นผู้ก่อการ (agency) OECD บอกว่า ในยุคนี้โลกเราต้องการพลเมืองผู้ก่อการ (agentic citizen) ไม่ใช่พลเมืองผู้เฉื่อยชา แต่หากไม่ระวัง การศึกษาเองกลายเป็นผู้สร้างพลเมืองที่เฉื่อยชา เริ่มที่ตัวครู แล้วครูไปส่งต่อให้ศิษย์อีกต่อหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว โดยที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องทำด้วยความตั้งใจดี แต่หนังสือ Teacher Agency ชี้ให้เห็นสภาพความเป็นจริงในประเทศ สก็อตแลนด์ ซึ่งผมคิดว่า ยิ่งเป็นจริงในระบบการศึกษาไทย
ระบบการศึกษาไทย ต้องการระบบนิเวศที่เอื้อให้ครูกล้าคิดเอง กล้าลอง เพื่อจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้พัฒนาเต็มศักยภาพของตน โดยมีกลไดหนุนหรือ empower ไม่ใช่ใช้กลไกบังคับบัญชาอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งครูที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยู่แล้วยิ่งควรได้รับการเอื้ออำนาจหรือสนับสนุน ให้ได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือใช้ความเป็น agentic teacher เป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงของระบบ โดยนัยนี้ ครูจะไม่ใช่ผู้ทำงานตามคำสั่งหรือตามที่กำหนดโดยหน่วยเหนือเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ในบริบทของตน เพื่อทำประโยชน์แก่ศิษย์มากขึ้น
สภาพการทำงานเช่นนี้ของครู จะเป็นการสร้างระบบนิเวศให้นักเรียนได้ซึมซับความเป็นผู้ก่อการโดยอัตโนมัติ เท่ากับเป็นระบบการศึกษาที่เอื้อให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพของตนในแนวทางหนึ่ง
ระบบการศึกษาที่ปิดกั้นความเป็นครูผู้ก่อการ เป็นระบบการศึกษาที่ปิดกั้นไม่ให้นักเรียนพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.ย. ๖๔
I think this “..ระบบการศึกษาไทย ต้องการระบบนิเวศที่เอื้อให้ครูกล้าคิดเอง กล้าลอง เพื่อจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้พัฒนาเต็มศักยภาพของตน..” should also apply to learning children. Let us have “ระบบการศึกษาไทย ต้องการระบบนิเวศที่เอื้อให้นักเรียนกล้าคิดเอง กล้าลอง เพื่อจัดการเรียนรู้ให้ตัวเองได้พัฒนาเต็มศักยภาพของตน”. And part of this set-up is to encourage ‘questioning’, dialoguing and voting.
It is probably more important to have ‘enabling’ learning environment for both teachers and students.