ทำไมต้องปล่อยวาง


“หลวงพี่ครับ ผมไม่ค่อยอยากนั่งโต๊ะตัวใหญ่นั้นเท่าไรครับ เพราะผมกลัวติดมัน นั่งโต๊ะธรรมดาๆก็ทำงานได้แล้วครับ พอลงจากตำแหน่งผมจะได้สบายใจ”

          ผู้ที่จะปล่อยวางได้จะต้องมีเสียก่อน ถ้ายังไม่มีก็ไม่มีอะไรที่จะปล่อยวาง เหมือนตอนเราเกิดใหม่ๆ คือมาตัวเปล่ามือเปล่าก็ยังไม่มีอะไรจะปล่อยวาง แต่พออยู่ต่อมามีมากขึ้นๆเรื่อยๆจนลืมไปว่าตอนมาก็ไม่ได้มีอะไรมา พอมีแล้วก็ยึด ยึดด้วยอ้างหน้าที่ ยึดด้วยอ้างกฎหมาย ยึดด้วยอ้างสิทธิอันชอบธรรม ยึดไปยึดมาสุดท้ายแม้ร่างกายของตนเองธรรมชาติก็เรียกคืนกลับไป หากใครเคยฟังเพลงเก่าประกอบภาพยนตร์สามก๊กเพลงหนึ่งให้ข้อคิดดี  ตอนหนึ่งมีความหมายว่า “แม่น้ำก็ยังคงไหลอยู่ สายลมยังคงพัดให้ความเย็นอยู่ ภูเขาก็ยังคงตระหง่านสูงเสียดฟ้าอยู่ แต่ไหนล่ะมนุษย์ผู้แก่งแย่งคิดจะครอบครองธรรมชาติเหล่านี้ไว้แต่ผู้เดียว ในวันนี้ไม่ใครอยู่เลยสักคนเดียว”

         สิ่งที่ต้องฝึกปล่อยวางคือทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ยศตำแหน่ง คำสรรเสริญ คำชื่นชมในความสำเร็จต่างๆ และความสุขที่เคยที่ได้รับ หลายคนอาจตกใจว่าอุตส่าหามาแทบแย่จะให้ทิ้งเสียแล้วหรือ? โปรดอย่าเข้าใจผิด “ปล่อยวาง”หมายถึงวางที่ใจ คือมีได้ทุกอย่าง เป็นได้ทุกอย่าง มีมากเท่าไรก็ได้ แต่มีแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา เพราะทรัพย์สมบัติ ยศตำแหน่ง คำสรรเสริญชื่นชมเหล่านี้ ไม่ได้เสียหายตรงไหน มีแล้วก็ได้ทำประโยชน์ แต่จะเกิดโทษตรงที่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมันเท่านั้น  

          คนที่เข้าใจเรื่องการปล่อยวางสามารถมีได้ไม่จำกัดเพราะสิ่งที่เขามี ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเขา แต่คนที่ยึดมั่นถือมั่นมีเพียงนิดเดียวก็ทุกข์แล้วกลัวจะหมด กลัวจะเสีย ครั้งหนึ่งเคยมีธุระไปหาเพื่อนที่เป็นอาจารย์มหาลัยแห่งหนึ่ง เขาเป็นรองอธิการบดีอยู่ตอนนั้น พอเขานิมนต์ไปที่ห้องทำงาน มีโต๊ะใหญ่อย่างสวยงามหนึ่งตัว และชุดโซฟามุมห้องขวามือ เพื่อนเอาเก้าอี้มาให้นั่ง ส่วนเขานั่งโซฟา นั่งคุยกันไป สักพักก็ถามเขาว่า ไม่นั่งทำงานที่โต๊ะใหญ่หรือ? เห็นแฟ้มเอกสารกองอยู่ที่โต๊ะรับแขกโซฟาเต็มไปหมด เขาบอกว่า “หลวงพี่ครับ ผมไม่ค่อยอยากนั่งโต๊ะตัวใหญ่นั้นเท่าไรครับ เพราะผมกลัวติดมัน นั่งโต๊ะธรรมดาๆก็ทำงานได้แล้วครับ พอลงจากตำแหน่งผมจะได้สบายใจ” ฟังถึงตอนนี้ก็รู้ได้เลยว่าเพื่อนคนนี้เขาฝึกใจ มีการระมัดระวังจิตใจของเขาอยู่ เขาย่อมรู้ดีว่ายศตำแหน่งมีไว้ทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ มิใช่มีไว้เพื่อบอกว่าเราสูงกว่าใคร สมบัติผลัดกันครอง หมดวาระก็คืนธรรมชาติไป หมายเอาความเจริญที่จิตใจดีกว่า ดูให้ดีโลกนี้ก็เหมือนโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ให้ทุกคนมาเรียน มาฝึก มาเล่นกีฬา มาร้องเพลง มาหาความรู้ต่างๆ แล้วก็จบกันไปเป็นรุ่นๆ เลื่อนระดับชั้นไปตามภพภูมิต่างๆ แล้วรุ่นต่อไปก็ตามมา หมุนเวียนกันเช่นนี้       

หมายเลขบันทึก: 692860เขียนเมื่อ 16 ตุลาคม 2021 12:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ตุลาคม 2021 12:44 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี