ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

การเลือกคู่ครองในสมัยโบราณ จะเลือกหญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีความสามารถทั้งงานบ้านและงานครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเสน่ห์ปลายจวักถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก ถึงขนาดต้องไปซุ่มคอยฟังเสียงตำน้ำพริก ว่าสาวบ้านไหนมีฝีมือโดยฟังจากเสียงตำน้ำพริกซึ่งต้องตำถี่ๆ รัวๆ ถ้าตำแบบทีละโป๊กสองโป๊กแสดงว่ายังไม่ชำนาญ ต้องไปฝึกมาใหม่

อาหารประเภทแกงนับว่าเป็นอาหารหลักในสำรับอาหารไทยที่จะขาดเสียไม่ได้เลย แกงเป็นกับข้าวที่เป็นน้ำ มีชื่อต่างๆตามวิธีการปรุงและเครื่องปรุง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แกงใส่กะทิและแกงไม่ใส่กะทิ
แกงใส่กะทิแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ แกงกะทิที่ใส่พริกแกง เช่น แกงคั่ว แกงกะหรี่ แกงเขียวห วาน แกงเผ็ด ส่วนแกงกะทิที่ไม่ใส่พริกแกง เช่น ต้มข่าไก่

แกงไม่ใส่กะทิ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ แกงไม่ใส่กะทิที่ใส่พริกแกง เช่น แกงป่า แกงส้ม ส่วนแกงไม่ใส่กะทิที่ไม่ใส่พริกแกง เช่น แกงจืด ต้มส้ม ต้มเค็ม

น้ำพริกแกงมัสมั่น

น้ำพริกแกงกะหรี่

น้ำพริกแกงเขียวหวาน

น้ำพริกแกงพะแนง

น้ำพริกแกงเผ็ด

น้ำพริกแกงคั่ว

น้ำพริกแกงเลียง

หัวใจของแกงประเภทที่ใส่พริกแกงคือน้ำพริกแกงชนิดต่างๆ ซึ่งในสมัยโบราณแต่ละครัวจะตำเองเนื่องจากยังไม่มีน้ำพริกแกงสำเร็จรูปขาย การตำเองทำให้ได้พริกแกงที่สดใหม่และหอม เมื่อนำไปแกงจะได้แกงที่มีรสชาติดี

ส่วนประกอบหลักในการตำพริกแกง ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอม กระเทียม เกลือ และกะปิ นอกจากนี้ก็เป็นเครื่องปรุงเฉพาะของแกงแต่ละชนิด พริกขี้หนูสดสำหรับแกงเขียวหวาน กระชายสำหรับดับกลิ่นในการแกงปลา ถั่วลิสงคั่วสำหรับแกงพะแนง ผงกะหรี่สำหรับแกงกะหรี่ และลูกกระวาน ลูกผักชียี่หร่าสำหรับแกงมัสมั่น แม่ครัวแต่ละคนจะมีเทคนิคในการตำพริกแกงแตกต่างกันไป บางคนชอบตำพริกแกงให้ละเอียด บางคนชอบตำไม่แหลกมากยังเหลือพริกให้เห็นเป็นชิ้นๆอยู่

สำนวน "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" หมายถึง การใช้จ่ายทรัพย์มากมายโดยไร้ประโยชน์

ที่มาของสำนวน มาจากการตำน้ำพริก ซึ่งในการตำพริกแกงแต่ละครกจะพอดีกับการแกงแต่ละหม้อ หากใส่น้ำมากเกินไป น้ำแกงจะใสไม่เข้มข้น ขาดความพอเหมาะพอดี เปรียบเหมือนการเอาพริกแกงที่ตำไว้ไปละลายทิ้งในแม่น้ำลำคลอง

โคลงสุภาษิตประจำภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อธิบายความหมาย ดังนี้

ตำพริกขยิกขยี้  ถี่มือ
พริกป่นคนคิดถือ  ครกได้
ละลายลงทะเลฤๅ  รสจัด เผ็ดนา
ดั่งคนใจกว้างให้  ทรัพย์น้อยลายสูญ

ตัวอย่าง
" ในที่สุดคำว่า "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ต้องเข้าใจว่า คือ การเสียทรัพย์ไปโดยไม่มีคุณ เพราะฉะนั้นการเสียทรัพย์ไปเพราะทำงานโกนจุก กับเสียไปโดยเอาเงินไปเข้ากระเป๋าชาวต่างประเทศ ในทางซื้อเหล้ามาทอนอายุและทอนกำลังกายของตนเอง อย่างไหนจะเป็นการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" มากกว่ากัน"
(บทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6)

"หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ควรจัดงานแต่งงานใหญ่โต แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะไม่เหมาะกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน"

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต