ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง

ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง

เชื่อว่าในสมัยเด็กๆคงจะเคยเล่นปริศนาคำทายกับเพื่อนๆ ที่ขึ้นต้นว่า อะไรเอ่ย....กันนะคะ เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและเด็กๆชื่นชอบมาก 
อะไรเอ่ย...ต้นเท่าครก ใบปกดิน (ตะไคร้)
อะไรเอ่ย...สี่ตีนเดินมา หลังคามุงกระเบื้อง (เต่า)
อะไรเอ่ย...ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง (มะเดื่อ)
อะไรเอ่ย...ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง (ขนุน)

ปริศนาคำทายนี้บางครั้งก็ใช้เป็นสำนวนได้ด้วยเหมือนกัน 
สำนวน "ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง" มีความหมายถึงของที่ดูภายนอกแล้วสวยงามดี แต่แท้ที่จริงแล้วภายในไม่ดีเลย เปรียบได้กับผลมะเดื่อ โคลงโลกนิติอธิบายไว้ดังนี้

ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้  มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน  ชาดป้าย
ภายในย่อมแมลงวัน  หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย  นอกนั้นดูงาม

ผลมะเดื่อเมื่อสุกมีสีแดงสวยงาม แต่ภายในเต็มไปด้วยหนอนแมลงวัน เปรียบได้กับคนใจร้าย ที่ภายนอกดูดีมีเมตตากรุณา แต่ภายในจิตใจโหดเหี้ยม หรือเปรียบได้กับคนที่บุคลิกลักษณะภายนอกดี แต่งกายดีมีรสนิยม กริยามารยาทเป็นผู้ดี แต่ความจริงแล้วอาจเป็นมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในเสื้อสูทก็ได้

ส่วนสำนวน "ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง" หมายถึง สิ่งที่ภายนอกดูไม่สวยงาม ไม่ดี แต่ภายในนั้นมีความสวยงามและความดีซ่อนอยู่ เปรียบได้กับขนุนที่เปลือกภายนอกขรุขระไม่สวยงาม แต่เนื้อที่อยู่ภายในมีสีสันเหลืองอร่าม รสชาติหวานกรอบน่ากินมาก
โคลงโลกนิติอธิบายไว้ดังนี้

ขนุนสุกสล้างแห่ง สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา  หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา  เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้  เลิศด้วยดวงใจ

สำนวนทั้งสองนี้มีความหมายในทางตรงกันข้าม แต่ก็มักใช้ร่วมกันเป็น สำนวน 4 วรรค ว่า  " ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง"
 

ที่มาของสำนวนนี้มาจากผลมะเดื่อกับขนุนซึ่งเป็นผลไม้ที่มีลักษณะตรงข้ามกับรูปลักษณะภายนอก เป็นสำนวนที่เตือนสติว่าไม่ควรตัดสินคนโดยดูจากลักษณะภายนอกที่ดูดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว ต้องดูตัวตนที่แท้จริงของเขาด้วย

มะเดื่อ มีถิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สายพันธุ์มะเดื่อมีประมาณ 600 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีในประเทศไทย คือ สายพันธุ์มะเดื่ออุทุมพร หรือ มะเดื่อชุมพร ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดชุมพร ไม้มะเดื่อจัดเป็นไม้มงคลที่สามารถปลูกไว้ในบ้านและยังเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตใช้ไม้มะเดื่อทำพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษก ใช้ทำกระบวยตักน้ำเจิมถวาย และใช้ทำหม้อน้ำสำหรับกษัตริย์ทรงใช้ในพระราชพิธี

ผลมะเดื่อรับประทานได้แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมักมีแมลงมาอาศัยอยู่ข้างในผล ใบอ่อนใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ส่วนช่อดอกและผลอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือแกงส้ม ผลดิบใช้รับประทานกับแกงบอนหรือหลามบอน หรือนำไปประกอบอาหารโดยการหลามกับกระดูกหมู

ขนุน ภาคอีสานเรียกบักมี่ ภาคเหนือเรียกบ่าหนุน สิบสองปันนาเรียกหมากมี่ หรือ หมากหนุน กาญจนบุรีเรียกกระนู ภาษาไทใหญ่เรียก ลาง ขนุนเป็นไม้ผลยืนต้นในวงศ์ Moraceae มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และแพร่หลายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับความนิยมมากในคาบสมุทรมลายู แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเข้ามายังประเทศไทยเมื่อใด

ขนุนพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย ได้แก่


1. พันธุ์ทองประเสริฐ มีทรงต้นสูงโปร่ง ใบกลมใหญ่ ปลายมน สีเขียวเข้ม ให้ผลทะวาย ผลค่อนข้างกลม เปลือกผลสีเขียวถึงเขียวอมน้ำตาล หนามใหญ่ เปลือกบางมาก น้ำหนักผล 12-15 กิโลกรัม ขั้วผลสั้น เนื้อแน่นและหนา 0.5 - 0.6 เซนติเมตร ความหวาน 20 - 26 บริกซ์ ให้เนื้อผล 50% ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเป็นพันธุ์ที่
ได้รับความนิยมมากที่สุด

2.พันธุ์ศรีบรรจง ทรงต้นทึบ ใบเล็ก ปลายใบแหลม เปลือกผลสีเขียวเข้ม ออกผลทะวาย ผลมีลักษณะกลม หนามใหญ่ เปลือกหนาปานกลาง น้ำหนักผล10-15 กิโลกรัม เนื้อสีเหลืองทอง ซังน้อย เนื้อหนา กรอบ หนา 1 เซนติเมตร รสหวานจัด วัดได้ 28 บริกซ์ ให้เนื้อผล 40%

3.พันธุ์ทองสุดใจ ทรงพุ่มเป็นรูปปิระมิด ใบรี ขอบใบเรียบ ปลายใบมนบิดเล็กน้อย ติดผลดกมาก ผลยาวเรียว เปลือกสีเหลืองอมน้ำตาล หนามสั้นและถี่ ปลายแหลม เปลือกบาง น้ำหนักผล10 - 12 กิโลกรัม ซังมีน้อย เนื้อผลสีเหลืองเข้ม ยวงใหญ่และหนา ความหวาน 18 บริกซ์ ให้เนื้อผล 35 - 40%

4.พันธุ์จำปากรอบ ทรงต้นเตี้ย รูปทรงปิระมิด ใบเล็ก ปลายใบมนสีเขียวเข้ม ขอบใบไม่บิด ผลรูปทรงเรียวยาว เปลือกสีเหลืองอมเขียว หนามสั้น ปลายแหลม น้ำหนักผล 10 - 25 กิโลกรัม เปลือกหนาปานกลาง มีซังน้อย เนื้อผลหรือยวงสีส้ม ไม่หนา ความหวาน 18 บริกซ์ และให้เนื้อ 30 - 35%

ขนุนเป็นผลไม้ที่กินได้ทั้งผลดิบนำมาแกง และผลสุกที่กินเนื้อ รวมถึงเม็ดขนุนก็นำมาต้มหรือเผากินได้ เป็นวัตถุดิบในแกงต่างๆ เนื้อขนุนเมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม เนื้อหวานกรอบ กินอร่อย เป็นผลไม้ที่ได้รับฉายาว่าเจ้าแห่งผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารอาหาร คาร์โบไฮเดรต เส้นใย ไขมัน โปรตีน ไขมันอิ่มตัว แต่ไม่มีคอเลสเตอรอล

ขนุนนำมาทำอาหารได้หลายชนิดทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน

แกงขนุนอ่อน

ตำขนุน

ขนุนอ่อนต้มจิ้มน้ำพริก

ผัดขนุน

ซุปบักมี่

ยำขนุนอ่อน

ขนมจีนน้ำยาขนุนอ่อน

ส้มตำใส่ขนุน

ขนุนอ่อนต้มกะทิ

ยำขนุน

ขนุนสมูทตี้

ไอศกรีมขนุน

ข้าวเหนียวขนุน

ขนุนลอยแก้ว

รวมมิตรใส่ขนุน

ขนุนเชื่อมราดกะทิ

ขนุนทอดกรอบ

ขนุนกวน

สรรพคุณดีๆของขนุน
ขนุนมีโพโตนิวเทรียนต์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง และปกป้องเซลล์กับเนื้อเยื่อต่างๆ ขนุนมีไฟเบอร์ค่อนข้างสูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก

สารต้านอนุมูลอิสระในขนุนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยต้านทานการอักเสบของเซลล์ต่างๆในร่างกาย และขนุนยังมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงระบบประสาท ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยควบคุมกระบวนการต่างๆในร่างกาย และช่วยบำรุงเลือด

สำนวน ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า Bright outside, hollow inside. 


สำนวน ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษ ว่า Rough outside, inside the table.

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต