เล็กพริกขี้หนู


พริกขี้หนู (Hot Chilli) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Capsicum frutescens Linn. จัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีชื่อเรียกตามท้องถิ่น ดังนี้ พริกขี้หนู(กลาง) หมักเพ็ด (อีสาน) พริกแด้ พริกแต้ (เหนือ) หมักเพ็ดครี (กะเหรี่ยง- กำแพงเพชร) ดีปลี (ปัตตานี) ดีปลีขี้นก (ใต้) ปะแกว ( ชาวบน-นครราชสีมา ) มะระตี้ (เขมร-สุรินทร์) มือส่าโพ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)


พริกขี้หนูถือเป็นพริกที่นิยมนำมารับประทานหรือนำมาใช้ประโยชน์มากในบรรดาพริกทั้งหลาย เนื่องจากเป็นพริกที่มีรสเผ็ดจัด สีแดงสวยงามเหมาะสำหรับการปรุงอาหาร หรือนำมาแปรรูปเป็นพริกป่นสำหรับปรุงแต่งรสอาหาร

พริกขี้หนูป่น

แกงเขียวหวานเนื้อ

น้ำพริกกะปิ ผักสด

ยำหอยดอง

น้ำพริกมะขามผัด

ข้าวขาหมู

เล้งต้มแซ่บ

กุ้งแม่น้ำคั่วพริกเกลือ

สาคูไส้หมู

ข้าวเกรียบปากหม้อ

ปั้นขลิบไส้ปลา
พริกขี้หนูเป็นไม้ต้น ความสูง 30-120 เซนติเมตร ใบมีลักษณะแบนและเรียบมัน ผลมีขนาดเล็กเรียว ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เมื่อดิบผลมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะค่อยๆเปลี่ยนสีแดง มีรสเผ็ดจัด นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยหลากหลายชนิด ชื่อในภาษาอังกฤษมีหลายชื่อ ได้แก่ Chilli Padi, Bird's Eye Chilli, Bird Chilli, Thai pepper, พริกขี้หนู



พริกมีมากมายหลายพันธุ์ แบ่งตามขนาดเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
พริกใหญ่ไซส์ L ได้แก่ พริกฮาลาปิญโญ่ พริกหวาน พริกหยวก และพริกหนุ่ม
พริกขนาดกลางไซส์ M ได้แก่ พริกจินดา พริกชี้ฟ้า
พริกขนาดจิ๋ว ไซส์ S ได้แก่ พริกกะเหรี่ยง พริกขี้หนู พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูนก


พริกขี้หนูสวนและพริกขี้หนูนกคือพริกขี้หนูไซส์เล็กจิ๋วที่ตลาดต้องการมาก เพราะจุดเด่นคือผลที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว บางคนก็เรียกพริกขี้หนูสวนว่าพริกขี้หนูหอม แต่ถ้ามีขนาดเล็กจิ๋ว ผลสั้นกุดมากๆ จะเรียกว่าพริกขี้หนูนก ซึ่งในเวลานี้หาซื้อได้ยาก


สรรพคุณของผลพริกขี้หนู
ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยบำรุงร่างกาย รักษาโรคพยาธิในลำไส้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยบำรุงเลือด ช่วยรักษาโรคความดัน ช่วยสลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยขับเสมหะ ลดน้ำมูก บรรเทาอาการไอ รักษาอาการอาเจียนช่วยรักษาโรคผิวหนัง เช่น หิด กลาก เกลื้อน และช่วยแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย


สารให้ความเผ็ดที่สำคัญที่ซุกซ่อนอยู่ในพริก มีชื่อว่า แคปไซซิน (Capsicin) พบในเนื้อเยื่อของพริกมากกว่าในเมล็ด นอกจากแคปไซซิน ยังมีสารอีกชนิดหนึ่ง คือ ไฮโดรแคปไซซิน (Hydrocapsicin) ซึ่งละลายในน้ำมันได้ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เวลาเอาพริกไปคั่วกับน้ำมันจะให้รสเผ็ดแซ่บมากขึ้น


ส่วนหน่วยวัดความเผ็ดของพริก เรียกว่า สโควิลล์ (Scoville) ซึ่งเป็นการเทียบปริมาณแคปไซซินต่อน้ำหนัก แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ค่าความเผ็ดน้อยกว่า 35,000 สโครวิลล์ ถือว่าเป็นพริกที่เผ็ดน้อย ได้แก่ พริกหวาน พริกหยวก ค่าความเผ็ดปานกลาง มีค่าความเผ็ดระหว่าง 35,000-70,000 สโควิลล์ ถือเป็นพริกที่เผ็ดปานกลาง ได้แก่ พริกฮาลาปิญโญ่ พริกชี้ฟ้า และพริกหนุ่ม แต่ถ้ามีค่าความเผ็ดมากกว่า 70,000 สโควิลล์ ถือว่าเป็นพริกที่เผ็ดมาก ได้แก่ พริกขี้หนู พริกจินดา พริกกะเหรี่ยง โดยพริกขี้หนูมีค่าความเผ็ด 100,000 สโควิลล์ ถือว่าเล็กพริกขี้หนูจริงๆ


สำนวน " เล็กพริกขี้หนู" มีความหมายว่า เล็กแต่เก่งกล้าสามารถหรือมีพิษสงรอบตัว เปรียบเหมือนพริกขี้หนูซึ่งเป็นพริกเม็ดเล็กแต่เผ็ดมาก และไม่ได้มีดีแค่ความเผ็ดเท่านั้น แต่พริกขี้หนูยังอุดมด้วยวิตามินแร่ธาตุ ทั้งวิตามินเอ บี บี1 บี2 แมกนีเซียม ไพแทสเซียม เหล็ก พริกขี้หนูสีเขียวมีโปรตีนสูงและมีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
นี่แหละค่ะ "เล็กพริกขี้หนู" ที่พี่เบิร์ด ธงไชย บอกเอาไว้ไม่มีผิด "...อย่างกับพริกขี้หนูปานนั้นเชียว โดนนิดเดียวทั้งแสบทั้งเผ็ดร้อน..."


ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต