สิ้นไร้ไม้ตอก


สิ้นไร้ไม้ตอก

บ้านเรือนของคนไทยในสมัยโบราณแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ เรือนเครื่องผูกและเรือนเครื่องสับ ชาวบ้านทั่วไปอยู่เรือนเครื่องผูกพื้นฟากไม้ไผ่ ตามบันทึกของ ลา ลูแบร์ บันทึกว่า " ที่อยู่อาศัยของชาวสยามเป็นเรือนหลังย่อมๆ ...พื้นเรือนนั้นก็ใช้ไม้ไผ่มาสับเป็นฟากและเรียงไว้ไม่ค่อยถี่นัก แล้วยังจักตอกขัดแตะเป็นฝา และใช้เป็นเครื่องบนหลังคาเสร็จไปในตัว"

 

เรือนเครื่องผูก คือเรือนที่สร้างด้วยไม้ไผ่ล้วนๆ และโครงร่างใช้หวายหรือตอกผูกมัดกันทั้งสิ้น หลังคามุงด้วยใบไม้ประเภทกรอง (หญ้า) คา หรือมุงใบจาก ใบพลวง ใบตองตึง และใบไม้อื่นๆ เรียกกันง่ายๆว่า กระท่อม หรือกระต๊อบ เรือนเครื่องผูกคงมีมาก่อนเรือนเครื่องสับ ซึ่ง เสฐียรโกเศศได้อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง ปลูกเรือน ว่า "...เพราะในภาษาไทยมีคำพูดติดปากอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า ตกฟาก หมายถึงเวลาเด็กคลอดออกจากครรภ์มารดาลงมาสู่พื้นเรือนซึ่งเป็นฟากไม้ไผ่..."

ฟาก เป็นชื่อเรียกไม้ไผ่ผ่าสองแล้วทุบให้แตกผ่าราบ ใช้ปูเป็นพื้นเรือนเครื่องผูกมาแต่ยุคแรกเริ่มดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ฉะนั้นจึงมีคำว่า "ตกฟาก"เหลืออยู่ในภาษาปาก

เรือนเครื่องสับ คือเรือนที่สร้างด้วยไม้จริง แม้จะมีไม้ไผ่เป็นเครื่องประกอบบ้าง ก็ยังคงเรียกว่าเรือนเครื่องสับ การประกอบเรือนแบบนี้ต้องใช้มีดขวานสับ  บากเข้าปากเข้าเดือย เจาะตรึงหมุดตัวไม้ ไม่มีตะปู เรือนเครื่องสับยังมีชื่อเรียกอื่นๆตามวัตถุที่ใช้เป็นเครื่องกั้นฝา เช่น เรือนกั้นด้วยไม้ไผ่ผ่าเป็นซี่แล้วสานขัดกันเรียกว่า เรือนฝาขัดแตะ หรือ เรือนหอของพลายแก้วกับนางพิม ที่นางศรีประจันระบุว่าเป็นเรือนฝากระดาน

เรือนไทยเป็นเรือนของเจ้าขุนมูลนายผู้มีศักดิ์ ไม่ใช่เรือนของสามัญชนทั่วไปที่ล้วนเป็นไพร่บ้านพลเมือง สามัญชนไพร่บ้านพลเมืองถ้าปลูกเรือนไทยอยู่อาศัยต้องรับโทษ ถูกข้อหาทำเทียมเจ้านายอาจถูกตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เรือนเครื่องสับหรือที่เรียกกันทุกวันนี้ว่า เรือนไทย เป็นที่อยู่ของเจ้าขุนมูลนาย ดังมีอยู่ในบันทึกของลา ลูแบร์ ดังนี้
"...ขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชสำนักอยู่เรือนไม้ทั้งหลัง กล่าวได้ว่ารูปร่างดังตู้ใบใหญ่ๆ แต่ในเรือนหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะเจ้าบ้าน ภรรยาหลวง กับบุตรธิดาของตนเท่านั้น ส่วนภรรยาน้อยคนอื่นๆ กับบุตรธิดาของตน ทาส แต่ละคนในครอบครัว มีเรือนหลังเล็กๆแยกกันอยู่ต่างหากจากกัน แต่หากอยู่ภายในวงล้อมรั้วไม้ไผ่ร่วมกับเรือนเจ้าของบ้าน มาตรว่าจะแยกกันออกไปเป็นหลายครัวก็ตาม"

เรือนเครื่องสับ คือ เรือนพักอาศัยที่สร้างจากไม้จริง ลักษณะเป็นเรือนถาวรใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี การก่อสร้างมีความประณีตเรียบร้อยมากกว่าเรือนเครื่องผูก เรือนประเภทนี้มักถูกเรียกว่า เรือนไทยเดิม เช่นในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอน พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม ได้บรรยายถึงการปลูกเรือนหอซึ่งเป็นเรือนห้าห้องฝากระดาน เอาไว้ดังนี้


"...ให้ขุดหลุมระดับชักปักเสาหมอ
เอาเครื่องเรือนมารอไว้ที่นั่น
ตีสิบเอ็ดใกล้รุ่งฤกษ์สำคัญ
ก็ทำขวัญเสาเสร็จเจ็ดนาที
แล้วให้ลั่นฆ้องหึ่งให้กระหน่ำ
ยกเสาใส่ซ้ำประจำที่
สับขื่อพรึงติดสนิทดี
ตะปูตียกเสาดั้งขึ้นตั้งไว้
ใส่เต้าจึงเข้าแปลานพลัน
เอาจันทันเข้าไปรับกับอกไก่
พาดกลอนผ่อนมุงกันยุ่งไป
จั่วใส่เข้าฝาเช็ดหน้าอึง..."

เรือนของบ่าวไพร่และชาวบ้านที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีนักมักสร้างเรือนผูกเป็นที่อยู่อาศัย เพราะสามารถสร้างได้เองโดยใช้ไม้ไผ่และวัสดุที่มีในท้องถิ่นของตนมาประกอบกันเข้าเป็นเรือนที่พักอาศัย

สำนวน สิ้นไร้ไม้ตอก มีความหมายว่า ยากไร้ ขัดสนถึงที่สุด


ที่มาของสำนวน มาจากตอกซึ่งเป็นไม้ไผ่จักเป็นเส้นบางๆ สำหรับสานภาชนะ เช่น ชะลอม เข่ง ตะกร้า ใช้มัดสิ่งของต่างๆ เช่น ข้าวต้มมัด แหนม  หรือใช้ผูกจากมุงหลังคา นับว่าเป็นของที่ใช้สารพัดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สิ้นไร้ไม้ตอก จึงหมายถึง ยากจนทรัพย์สินแม้แต่ไม้ตอกซึ่งมีราคาถูกก็ไม่มีติดตัว นอกจากนี้ยังแฝงความหมายเอาไว้อีกว่ายากจนแสนสาหัส ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง แม้แต่เรือนเครื่องผูกซึ่งเป็นเรือนที่ปลูกสร้างอย่างง่ายๆใช้ตอกไม้ไผ่และหวายผูกรัดส่วนต่างๆของตัวเรือนเข้าด้วยกันก็ไม่มีอยู่อาศัย

สำนวนนี้มีความหมายเหมือนกับ ยากแค้นแสนสาหัส และ ยากจนค่นแค้น


ตัวอย่าง
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบทำให้บริษัทที่ฉันทำงานอยู่ต้องปิดลง แต่ฉันก็ไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก เพราะฉันยังมีรายได้จากการขายอาหารเสริมทางออนไลน์เดือนละหลายหมื่นบาท

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หมายเลขบันทึก: 691742เขียนเมื่อ 31 กรกฎาคม 2021 13:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 กรกฎาคม 2021 13:22 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี