ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น


ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

11 มิถุนายน 2564

: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) [1] 

 

ภายหลังการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาเทศบาล ได้ปรากฏข่าวและปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากผลการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นอยู่หลายกรณีที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนภายหลังได้รับเลือกตั้งมาแล้ว หรือการสอบสวนมาก่อนการเลือกตั้งหรือก่อนได้รับเลือกตั้ง เช่นในกรณีของ อบต. กทม.และเมืองพัทยา ที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง ที่ต้องดำเนินการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ตามกฎกระทรวงการสอบสวนผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2563 หรือ ในเทศบาล พ.ศ.2563 เสร็จสิ้น

 

การสอบสวนให้พ้นจากตำแหน่ง 2 กรณี

 

ลองมาดูประเด็นข้อพิจารณา คือ การพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นใน 2 กรณี คือ (1) การพ้นจากตำแหน่ง กรณีการขาดคุณสมบัติ [2] หรือ (2) การพ้นจากตำแหน่ง กรณีกระทำการต้องห้าม หรือมีลักษณะตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น กรณีการเข้ามีส่วนได้เสียในสัญญาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้กำกับดูแลย่อมต้องสอบสวนและวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นเพื่อวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้มีเหตุพฤติการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไร

 

การพ้นจากตำแหน่ง 2 ลักษณะ

 

ในการขาดคุณสมบัติของผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้ถูกกล่าวหานั้นย่อมต้องพ้นจากตำแหน่งใน 2 ลักษณะ คือ 

(1) การพ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมาย นับวันที่เกิดเหตุหรือมีพฤติการณ์ต้องห้ามดังกล่าวนั้นๆ และเป็นกรณีที่กฎหมายให้คำสั่งมีผลย้อนหลัง โดยที่ผู้กำกับดูแลมิต้องมีคำสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด เพราะเป็นไปโดยผลของกฎหมายแล้ว 

(2) การพ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น กรณีการจงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ [3] ซึ่งผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องสอบสวนและมีคำสั่งเพื่อให้มีผลทางกฎหมาย และมิใช่กรณีที่คำสั่งมีผลย้อนหลังดังเช่นกรณีแรก ผู้มีอำนาจจะต้องออกคำสั่งให้มีผลในวันดังกล่าว และไม่สามารถออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังได้ [4] ในกรณีที่ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว การสอบหรือดำเนินการเพื่อจะสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งจึงไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่การสั่งให้ออกนั้นจะมีผลทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไป การสอบสวนเพื่อดำเนินการให้เกิดผลดังกล่าวจึงย่อมกระทำต่อไปได้

 

 

ผลของการสอบสวนว่าได้กระทำความผิดจริงจึงให้พ้นจากตำแหน่ง

 

การสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดฐานจงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ [5] เมื่อผลการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นเสร็จสิ้น และผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดจริง       

(1) หากเป็นการดำเนินการสอบสวนของนายอำเภอ นายอำเภอจะต้องรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาและสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง 

(2) หากเป็นการดำเนินการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาและสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้นั้นจะได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เพราะเหตุตาย หรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเกินสองปี โดยในคำสั่งดังกล่าวให้ระบุเหตุที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่ง หากกำลังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นอันเป็นผลจากการเลือกตั้งต่างวาระหรือต่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกัน ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งที่กำลังดำรงอยู่ด้วย และให้ถือว่าวันที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง [6] 

ข้อสังเกตในขอบข่ายระยะเวลาและอำนาจการสอบสวน

 

การสอบสวนภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแยกเป็น 2 กรณี คือ 

(1) กระทำความผิดแต่ยังไม่เกินสองปี การกระทำความผิดได้ปรากฏในภายหลังซึ่งในกรณีนี้กฎหมายได้บัญญัติอุดช่องว่างของกฎหมายเดิมไว้แล้วว่า แม้จะเป็นการกระทำความผิดก่อนการได้รับเลือกตั้ง แต่หากปรากฏผลการสอบสวนว่าได้กระทำความผิดจริงไม่เกินสองปี ผู้กำกับดูแลตามกฎหมายจะต้องมีคำสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้ว หากยังไม่เกินสองปีผู้กำกับดูแลตามกฎหมายก็จะต้องมีคำสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน เนื่องจาก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 50 (19) ได้บัญญัติให้ผู้เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น มายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดในลักษณะนี้ซึ่งเป็นความผิดที่มีความชั่วร้ายในตัวเอง (Mala Inse) [7]และเป็นการดำเนินการให้มีผลทางกฎหมายต่อไปในอนาคตทำให้ผู้กระทำความผิดขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไป อันเป็นการบังคับใช้กฎหมายตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมาย และ 

(2) คณะกรรมการสอบสวนตามกฎกระทรวงต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และอาจขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน เมื่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้รับเรื่องไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ซึ่งจะต้องพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาหรือไม่ เพราะการสอบสวนตามกฎหมายบัญญัติและตามกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้กำกับดูแลต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยพลัน ทั้งนี้ตามกฎกระทรวงการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทยที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 โดยให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และอาจขยายเวลาการสอบสวนออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวัน [8] 

ในกรณีของท้องถิ่นนั้น หากเป็นพฤติกรรมที่อยู่ในขอบข่ายที่สอบสวนได้ เช่น มีส่วนได้เสียในสัญญาฯ การจงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ฯ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือ ประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือ ฝ่าฝืนคำสั่งของนายอำเภอที่สั่งการฯ ซึ่งรวมถึงการวินิจฉัยสมาชิกภาพฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย หรือกระทำการขัดต่อกฎหมายฯ หรือ มีความบกพร่องในทางความประพฤติหรือทางศีลธรรมอันดี ซึ่งผู้กำกับดูแลสามารถสอบสวนวินิจฉัย เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งได้ แม้จะนานพ้นกว่า 2 ปี (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเดิม) แต่เจ้าตัวกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ ตามที่กฎกระทรวงกำหนด เช่น ตาม มาตรา 47 ตรี วรรคสอง มาตรา 64 วรรคสอง มาตรา 90/1 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 และ กฎกระทรวงสอบสวนฯ อบต.ข้อ 39 [9] เป็นต้น 

ข้อสังเกต เพราะแม้ระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดที่ไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย แต่หากความล่าช้าดังกล่าวได้สร้างความเสียหายแก่ทางราชการที่ต้องดำเนินการเลือกตั้งใหม่ สูญเสียทั้งเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย และหากปล่อยให้เกิดการดำเนินการที่ล่าช้าขึ้นโดยมิได้มีการดำเนินการใดๆ ย่อมจะทำให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นซ้ำๆ โดยไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไขจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ซึ่งก็คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และประเทศชาติ โดยเฉพาะในมิติของ "พัฒนาการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น" รวมทั้งในมิติของ "การป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศ" 

ตามหลักกฎหมายวินัยข้าราชการกรณีพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเกิน 3 ปี ตาม พ.ร.บ.บุคคลที่แก้ไขใหม่ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยหลักกฎหมายอาญาแล้วจะไม่ใช้บังคับในทางที่เป็นโทษย้อนหลัง จึงมีการบัญญัติเป็นบทเฉพาะกาลไว้ เช่น มาตรา 192 (ระยะเวลานับ 3 ปีตามมาตรา 48) [10] และ มาตรา 196 [11] (กรณี ป.ป.ช.มอบหมายให้ ป.ป.ท.) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ฉบับเดิมกับฉบับใหม่ พ.ศ.2562 จะมาเริ่มเซ็ตพร้อมกัน ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2564 นี้   

ซึ่งได้นำหลักการนี้มาใช้กับนักการเมืองท้องถิ่นด้วย ในกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลและส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจกำกับดูแล (ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ) ถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง ที่ถือเสมือนว่า "เป็นวินัยของนักการเมืองท้องถิ่น" ที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องดำเนินการสอบสวนตามกฎกระทรวง ภายใน 2 ปี หากพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ไม่ต้อง จากหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 98 วรรคแรก [12] ประกอบมาตรา 91(1) [13] ตามแนวบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1081/2558 [14]

 

ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังที่ผิดพลาด

 

มีประเด็นข้อสังเกตว่า การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งในกรณีเช่นนี้ จะเป็นการสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง (ให้ดำรงตำแหน่งฯ)ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 50 [15] แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่อาจให้เพิกถอน (ให้พ้นจากตำแหน่ง) ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้

แต่หากมีคำสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งย้อนหลังเกินกว่า หรือโดยไม่มีฐานอำนาจ ตามที่บทบัญญัติของกฎหมายได้บัญญัติ เช่น บางกรณีต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะขัดหลักนิติธรรมที่ไม่อาจกระทำตามกฎหมายได้ กล่าวคือ เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) [16] แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นการกระทำทางปกครองที่ไปกระทบสิทธิบุคคล เพราะ

(1) ผู้ดำเนินการและผู้รับผิดชอบการสอบสวนทั้งกระบวนการล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย "ผู้รักษาการตามกฎหมาย" ที่ใช้บังคับโดยตรง เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงปล่อยให้เกิดการออกคำสั่งที่ผิดพลาดเช่นที่เกิดขึ้น

(2) การกระทำที่ผิดพลาดดังกล่าว ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และหากมีความเสียหายเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดนั้น

(3) สำหรับเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงส่วนราชการในบังคับบัญชาระดับล่าง นั้น หากมีข้อขัดข้องในประเด็นข้อกฎหมายใด ก็ควรหารือหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และหรือหน่วยเหนือ และในทางกลับกันหน่วยเหนือควรมีระบบการการบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลตรวจสอบหรือการสอบทานเพื่อป้องกันความผิดพลาดบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ให้หน่วยงานผู้กำกับดูแลต้องทบทวนและให้ความสำคัญต่อพัฒนาการของบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อให้มีความเป็นมืออาชีพ (Professional) อย่างเป็นระบบมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

 


 

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharapron Maneenuch, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), สยามรัฐออนไลน์, 11 มิถุนายน 2564, https://siamrath.co.th/n/251785   

[2]มาตรา 48 จตุทศ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562, มาตรา 44/3 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562

[3]มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562, มาตรา 77 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562

[4]คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 119-120/2552 ส่งตามหนังสือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0804.3/3351 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 เรื่อง ขอหารือเกี่ยวกับการสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง (แจังจังหวัดเชียงราย), http://www.dla.go.th/work/ebook/eb280952/pdf2/B41.pdf 

[5]มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496, มาตรา 77 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540, อ้างแล้ว

[6]มาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562, มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562

[7]ข้อสังเกต กรณี พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 บัญญัติให้ผู้เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง วัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำผิด อันเป็นความผิด Mala inse นั้น

เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าบุคคลใดกระทำความผิด และความผิดนั้น จะเป็น Mala inse หรือ Mala prohibita ต้องพิจารณาจากการกระทำ ไม่ใช่พิจารณาจากกฎหมาย ดังนั้น จะเหมารวมว่า การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ เป็นความผิด Mala inse ทั้งหมด ไม่น่าจะถูกต้องเท่าใดนัก เนื่องจาก

Mala inse คือ ความผิดในตัวเอง แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เป็นความผิด คนทั่วไปก็มองว่าผิด เช่น ฆ่าคนตาย กระทำชำเรา ปล้นทรัพย์ เป็นต้น

ส่วนความผิด Mala prohibita เป็นความผิดเพราะกฎหมายบัญญัติให้ผิด เช่น ฝ่าฝืนกฎจราจร หลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีความผิดบางอย่าง ที่นักวิชาการเอง ก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน เช่น ความผิดฐานครอบครองยาเสพติด บางคนมองว่าเป็น Mala inse แต่บางคนมองว่า เป็น Mala prohibita เนื่องจากบางประเทศอนุญาตให้ครอบครองยาเสพติดบางชนิดได้ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ขัดกับศีลธรรมอันดี

[8]มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562, มาตรา 77 วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562

[9]กฎกระทรวงการสอบสวนผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2563, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนที่ 79 ก วันที่ 2 ตุลาคม 2563 หน้า 26-37, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/079/T_0026.PDF 

ข้อ 39 การสอบสวนและวินิจฉัยที่ได้เริ่มดำเนินการระหว่างวันที่พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ จนถึงวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ หากได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น รองประธานสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่นและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ หากการสอบสวนและวินิจฉัยดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใดก็ให้เริ่มนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ในขั้นตอนนั้นตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ไม่ว่าเหตุซึ่งเป็นที่มาของการสอบสวนและวินิจฉัยนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ

ดู ภารกิจแรกเริ่มของนักจัดการเลือกตั้งและนักเลือกตั้งเทศบาล : ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), ในสยามรัฐออนไลน์, 22 มกราคม 2564, https://siamrath.co.th/n/213754

[10]มาตรา 192 ในการดำเนินการตรวจรับคำกล่าวหา แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย และการดำเนินการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ บรรดาที่ดำเนินการไปโดยชอบอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ และให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยถือว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งบรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปทั้งนี้ เว้นแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะมีมติให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามมาตรา 48 เว้นแต่ระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงพ้นไปแล้วหรือเหลือน้อยกว่าที่กำหนดไว้ ให้นับระยะเวลาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้มีมติให้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาล หรือมอบอำนาจให้พนักงานไต่สวนหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไว้แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้เป็นอันใช้ได้ และให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและพิพากษาของศาลสำหรับคดีที่ยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาลไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

มาตรา 48 เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน

ในการกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. คำนึงถึงความรวดเร็ว ความยากง่ายของการไต่สวน และอายุความของการดำเนินการในเรื่องนั้น โดยจะระบุระยะเวลาของการไต่สวนข้อกล่าวหาแต่ละประเภทที่แตกต่างกันก็ได้

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองคณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับแจ้งจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนโดยพลัน โดยให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวน และมีความเห็น หรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปแต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว

[11]มาตรา 196 บรรดาเรื่องกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้มีมติมอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไว้แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้เป็นอันใช้ได้ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าจะได้มีการมอบหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

[12]มาตรา 98เมื่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาได้รับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 91 แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก โดยในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่าสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น แล้วแต่

กรณีกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง หรือข้าราชการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารหลักฐานพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือประธานกรรมการอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง หรือกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ โดยเร็ว โดยให้ถือรายงานและเอกสารหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นส่วนหนึ่งของความเห็นเพื่อพิจารณาทางวินัยในสำนวนการสอบสวนด้วย และเมื่อดำเนินการได้ผลประการใดแล้ว ให้แจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผลการพิจารณา

การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนได้รับแจ้งมติที่ได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาทบทวนตามมาตรา 99 วรรคสอง ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นจะพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนหรือหลังที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติวินิจฉัยมูลความผิด เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะมีมติเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 48 แล้ว แต่ไม่เป็นการตัดอำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัยเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดในเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้น ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในการส่งสำนวนการไต่สวนเพื่อดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือประธานกรรมการ อาจมอบหมายให้เลขาธิการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการแทนก็ได้

[13]มาตรา 91 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีมูลความผิดทางอาญา ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดภายในสามสิบวัน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อไป

(2) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนภายในสามสิบวันเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป

[14]บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง เรื่องเสร็จที่ 1081/2558 มิถุนายน 2558, หนังสือกระทรวงมหาดไทย ลับ ที่ มท 0804.3/ว 018 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2558 เรื่อง หารือเกี่ยวกับกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ในวาระการดำรงตำแหน่งที่ผ่านไปแล้ว ต่อมาได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นอีก, http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER20/DRAWER090/GENERAL/DATA0000/00000082.PDF  

[15]มาตรา 50 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผล ย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้ แต่ถ้าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งเป็น การให้ประโยชน์แก่ผู้รับ การเพิกถอนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 51 และมาตรา 52

[16]กรณี "คำสั่งฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 

มาตรา 9  ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ  



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี