โลกนี้ ไม่มีคำว่า “บังเอิญ”


โลกนี้ ไม่มีคำว่า “บังเอิญ”นายอานนท์ ภาคมาลี (คนหาปลา ข้าราชการบำนาญ)โลกนี้ ไม่มีว่า “บังเอิญ” ถ้าหากญาติธรรมทุกท่านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ร่วมเผยแพร่ธรรมทาน ให้เพื่อนมนุษย์ร่วมกันครับ ไม่มีคำว่า “บังเอิญ” ในทางพุทธศาสนา โลกนี้ไม่มีอะไรที่เกิดมาด้วยความบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งดี และไม่ดี ไม่มีอะไรบังเอิญนะ มันมีเหตุ และผล ที่ทำให้เกิดพระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านได้เคยสอนว่า ทุกอย่างล้วนถูกจัดสรร ตามเหตุและผล เปลี่ยนแปลงด้วยบุญกุศล หากศึกษาเรื่องธรรมดีๆนะ จะเข้าใจว่า “บังเอิญ” ใดๆทั้งสิ้น “กรรม” นี่แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่าอีกนะ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัดพราก จากคนที่เราเคยรักนับถือร่วมกันได้มากกว่ามหาสมุทร ทั้ง 4 ดังนั้นเราจึงไม่เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี่ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น”จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ “กรรม” จัดสรรให้เรามาได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ลูกศิษย์ เมียหลวง เมียน้อยฯลฯ เนื่องจากเคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อนนะ จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนั้น เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า “บังเอิญ”ในพระพุทธศาสนาหากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆกับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า(การจำได้ ไม่รู้)ที่ติดตัวแต่เก่าก่อนพระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า “บังเอิญ” ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า “เหตุ – ปัจจัย”พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆหรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกอดขึ้นมีเหตุให้เกิดขึ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า “ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ” นั่นคือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้รูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดี เลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่งเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทาอนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนด ไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมด แต่ก็เปลี่ยนแปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดทานะการกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั่นว่า “วิบาก” สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อมกรรม จึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้ ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัยบุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า “ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้”เกลือเค็ม เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนาความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรมทั้งกุศลและอกุศล ที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกันอมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

คำสำคัญ (Tags): #คำสอน#ศาสนา#กรรม
หมายเลขบันทึก: 690625เขียนเมื่อ 15 พฤษภาคม 2021 18:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 พฤษภาคม 2021 18:50 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
L3nr
ระบบห้องเรียนกลับทาง