จำเลยทางสังคม 

         ได้อ่านรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 3/2549 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่าการศึกษาไทยประสบผลสำเร็จในเชิงปริมาณแต่มีปัญหาด้านคุณภาพในระดับวิกฤติ  ด้วยความเป็นครูรู้สึกอึดอัด ไม่ใช่อึดอัดในรายงานดังกล่าว แต่อึดอัดด้วยเกรงว่าคุณภาพการศึกษาไทยจะพาครูไทยทั้งประเทศไปสู่ภาวะการตกเป็นจำเลยของสังคม

         อดีตกาลที่ผ่านมาครูไทยส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษา พ.ม. ป.กศ.

มีชอล์คกับกระดานดำ  มีศาลาวัดเป็นอาคารเรียน มีต้นไม้ใบหญ้าเป็นสื่อการเรียนการสอน สร้างความผูกพันครูกับลูกศิษย์ สร้างศรัทธาและมีความสง่างามให้ผู้คนได้พบเห็น เป็นที่พึ่งพาของคนทุกคน เป็นแม่แบบ  แม่พิมพ์ เป็นศูนย์รวมใจคนในชุมชน

         แต่มาถึงวันนี้ มีอะไรเป็นม่านบังตา คำครหานินทา คำตำหนิติเตียน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ห้อมล้อมคำว่า ครู ผ่านคุณภาพการศึกษา อยากจะบอกครูทั้งประเทศว่า ถ้าคิดพิจารณาให้ดีครูวันนี้มีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการทำงานที่มีคุณภาพมากมาย คำถามคือ ทำไม พวกเราทั้งหลายปล่อยให้การศึกษาไทยตาย ดังคำของหลายท่านที่บอกว่าการศึกษาไทยตายแล้ว

      คนที่ทำให้คนอื่นตาย ตำรวจจับได้เราเรียกว่า ผู้ต้องหา ต่อมามีการฟ้องร้องในชั้นศาล มีโจทย์ ผู้ต้องหาจะถูกเรียกว่า จำเลย  แต่ครูที่ทำให้การศึกษาไทยตายและมี สมศ. สศช. รวมถึงผู้คนในสังคมจับได้จะให้เรียกว่าอะไร  ถ้าไม่ใช่จำเลยทางสังคม

      นับว่าโชคดี การศึกษาไทยสร้างคุณงามความดีไว้มาก ทำให้ตายแล้วเกิดใหม่ได้ ด้วยเวทย์มนต์คาถาภูมิปัญญาวิถีไทย  ครูไทยลองทำใจให้เป็นกลาง ปล่อยวาง ปลดปล่อยอะไรบางอย่างที่บั่นทอนวิธีคิด วิธีทำตามแบบฉบับของตนเอง  สร้างและกำหนดจังหวะการก้าวเดินบนฐานแห่งความเป็นจริง  ครูไทยต้องใช้ภูมิสังคมไทย  ต้องใช้ความเป็นท้องถิ่นไทย สร้างการศึกษาไทยให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุข

    ครูไทยต้องทำได้ ครูไทยต้องเข้มแข็ง