ความเป็นชาติ โดย พ.อ.ชาติวัฒน์ คงอุทัย

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่าทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำข้อความ ของ พ.อ.ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล ที่เผยแพร่ในกลุ่มไลน์ iHDC คณะกรรมการบริหาร 2564 มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆได้เรียนรู้ร่วมกันครับ ท่านใดสนใจจะร่วมแสดงความคิดเห็น  หรือนำเผยแพร่ต่อในเครือข่ายของท่าน เชิญได้ตามสบายเลยครับ

ม.ล,ชาญโชติ ชมพูนุท

1 พฤษภาคม 2564

อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเรื่องความเป็นชาติ ซึ่งท่านผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้และประสบการณ์มากกว่ากระผม ซึ่งหากการแสดงความคิดเห็นนี้มีข้อผิดพลาดประการใดกราบขออภัยและกรุณาชี้แนะกระผมด้วยครับ

ความเป็นชาติ ในความหมายที่กระผมศึกษาก็คือ ชาตะแปลว่า การเกิด หรือกำเนิด ซึ่งความหมายนี้บอกถึงถิ่นฐาน บรรพบุรุษเชื้อชาติหรือสายพันธุ์ในบริเวณที่มีขอบเขตหรืออาณาเขตนั้นๆ ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวผมแปลความหมายง่ายๆว่า ชาติ ก็คือ ครอบครัว โดยมีสถานะของความเป็น พ่อ แม่ พี่ น้องปู่ย่า ตายาย น้า อา ลุงป้าและลูก เป็นตำแหน่งและหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งคือ “องค์ประกอบ” ของความเป็นครอบครัว ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ครอบครัวนั้นๆ มีความเป็นปกติสุขได้ต้องเกิดจาก “ปัจจัย” แล้วปัจจัยคืออะไร ปัจจัยก็คือ “การทำหน้าที่”ของแต่ละคนในครอบครัว ก็คนทุกคนในครอบครัวทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ครอบครัวนั้นก็จะเป็นปกติสุข มีปัญหาน้อย รักใคร่กลมเกลียว สมัครสมานสามัคคีกัน เอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ในทางตรงกันข้ามถ้าครอบครัวนั้น ทะเละเบาะแว้ง ไม่มีความเป็นปกติสุข สาเหตุนั้นย่อมเกิดจากคนในครอบครัวไม่ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ หรือขาดปัจจัยที่ดีต่อความเป็นครอบครัว ซึ่งประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน วันนี้ประเทศไทยมีปัญหา มีความไม่มั่นคง มีความไม่สงบสุข ทะเลาะเบาะแว้ง และอีกหลายปัญหา สาเหตุเพราะอะไร อยากให้ทุกท่านลองคิดดูครับ จริงอยู่ประเทศชาติมันมีองค์ประกอบใหญ่และมากกว่าความเป็นครอบครัว แต่กระผมว่ามันอยู่บนหลักการเดียวกัน ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั้นคือขาดปัจจัยที่ดี ซึ่งมันคือเรื่อง “การทำหน้าที่” เรื่องนี้กระผมขอน้อมนำพระราชดำรัสของร.9 ในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2552 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 มีความว่า “ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปรารถนาดี มุ่งหมายให้ขาพเจ้ามีความสุข ความสวัสดีโดยประการต่าง ๆความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข

ความเจริญมั่นคง ทั้งนั้น จะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่าทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขศิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล ให้สำเร็จผลขึ้นแก่ท่าน ทั่วหน้ากัน”

จากกระแสพระราชดำรัสนี้ ผมขออนุญาตสรุปสั้นๆว่าพระองค์ท่านเตือนสติ ให้คนไทยหันมาทบทวนตนเองเรื่องการทำหน้าที่ หน้าที่อะไร หน้าที่ของตนเอง ที่มีต่อ ตนเอง มีต่อครอบครัว มีต่อสังคมและมีต่อประเทศชาติ หากคนไทยส่วนใหญ่มีความจงรักภักดีจริง มีความเคารพและศรัทธาต่อพระองค์ท่านจริงๆ ตั้งแต่ตอนนั้นต้องมีการอันเชิญพระราชกระแสนี้มาวางเป็นแผนแม่บทของชาติแล้ว แต่กลับเป็นแค่กระแสพระราชดำรัสธรรมดาที่พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ให้กับประชาชน นี่คือสิ่งสำคัญที่ผมฝังในจิตใจและตกผลึกเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีนั้น ซึ่งในปีต่อมาวันเฉลิมฯก็พระราชทานกระแสพระราชดำรัสในเรื่องการทำหน้าที่อีก ความว่า

"ขอขอบพระทัย และขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาด้วยประการต่างๆ ข้าพเจ้าขอสนองพร และไมตรีจิตทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่น มั่นคง และร่มเย็น เป็นปกติสุขซึ่งมาช้านาน พวกเรามีความยินดี ยึดมั่นในชาติ และต่างรวมแรงร่วมใจกัน บำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ ทำหน้าที่ โดยทำประโยชน์ ส่วนรวมของชาติ เป็นเป้าหมายสำคัญสุด

ท่านทั้งหลายในสมาคมนี้ ตลอดจน คนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรจะได้ทำความเข้าใจ ในหน้าที่ของตนไว้ ให้กระจ่าง แล้วตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติ รู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยประมาท ขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดเสียหายในหน้าที่ และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผลความรู้จักถูกผิด เป็นเหตุให้เกิดความหลงความลืมตัว ทำให้กระทำส่ิงที่ไม่ใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก จะนำความเสื่อมสลาย มาสู่ตนเอง ตลอดจนประเทศชาติได้

ซึ่งขอให้ทุกคนได้สังวรณ์ระวังให้มาก และประคับประคองกาย ใจให้เที่ยงตรงหนักแน่น ในการปฏิบัติภารกิจของตนให้ถูกต้องตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคง และเพื่อสามารถประโยชน์สุขให้ยั่งยืนของชาติบ้านเมืองของเรา ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิ์ผลแก่ท่านทั่วหน้ากัน" ผมจึงพยายามบอกกับสังคมที่ผมทำงานและครอบครัวตนเอง แต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะไม่ทบทวนให้ตกผลึกและก็ตอบว่าวันนี้ผม ฉัน เรา ทำหน้าที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งผมเองกลับมีความเห็นต่างว่าไม่ใช่ ถ้าใช่พระองค์ท่านจะมีกระแสพระราชดำรัสเรื่องการทำหน้าที่ ติดต่อกันถึง 2 ปี ได้อย่างไร ดังนั้นกระผมขออนุญาตสรุปว่า ปัญหาวิกฤติชาติไทยในปัจจุบัน เกิดจากการทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์และไม่วิเคราะห์ทบทวนการทำหน้าที่ของตนที่มีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ ซึ่งหากคนไทยทุกคนหันมายอมรับ เปิดใจ วางตัวตนและมาทบทวนเพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำหน้าที่ของตนเอง มันจะเป็นทางออกของประเทศไทยที่มีอนาคตที่สดใสและยั่งยืน ครับ

ขอบคุณที่กรุณาสละเวลาอ่าน

พันเอก ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล

29 เม.ย.64

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท



ความเห็น (0)