หนังสือ Limitless : Upgrade Your Brain, Learn Anything Faster, and Unlock Your Exceptional Life (2020) เขียนโดย Jim Kwik   ผู้เชี่ยวชาญด้านวิธีเรียนรู้ ผู้ในวัยเด็กได้รับอุบัติเหตุ ทำให้กลายเป็นเด็กมีปัญหาด้านการเรียนรู้    แต่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้เมื่อโตขึ้น    แนะนำวิธีเรียนที่สุดยอด    และเป็นหนังสือขายดีอันดับ ๑ ของ นสพ. นิวยอร์กไทม์ส มีคำบรรยายของท่านที่ (๑)มีคนเข้าชมกว่า ๖ ล้านครั้ง

  หลักการสำคัญคือ ต้องเชื่อในความพยายามของตนเอง     ไม่หลงผิดคิดว่าตนเป็นคนไม่เก่ง    ความเก่งเกิดจากความพยายาม    โดยมีพลังผลักดัน ๒ พลังคือ  “เป้าหมายยิ่งใหญ่” (purpose)  กับ “ไฟลุกโชน” (passion)    เป้าหมายยิ่งใหญ่เป็นเรื่องนอกตัว   ส่วน ไฟลุกโชนเป็นเรื่องในตัว

เมื่อเป้าหมายยิ่งใหญ่ชัด    ก็หาทางพุ่งเป้าพลังไปที่สิ่งนั้น    โดยทำรายการสิ่งที่จะไม่ทำ เอาไว้เตือนใจตนเอง     ตรงนี้ถูกใจผมมาก    และยืนยันว่าใช้ได้ผล ทำให้ใจไม่วอกแวก    ผมใช้มาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม    เพียงแต่ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน เพียงแต่กำหนดไว้ในใจ    และไม่ใช่เพียงตัวผมที่ใช้ พ่อของผมก็ให้รายการไว้ด้วย    โดยมีรายการเดียว “โตขึ้นมึงจะทำอะไรก็ได้ แต่อย่าเป็นตำรวจ”      

ชื่อบันทึกนี้คือ “ไร้ขีดจำกัด” มาจากหนังสือที่บอกว่า คนเรามักสร้างขีดจำกัดให้แก่ตนเองโดยไม่ตั้งใจหรือไม่รู้ตัว    โดยบอกตัวเองว่า ตนเองไม่มีความสามารถพอที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้    การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ จึงเป็นการเรียนรู้ที่จะยกภูเขาที่เราสร้างไว้ขวางทางตนเอง ออกไปเสีย    ด้วยพลังของ “เป้าหมาย” และ “ไฟ”

พลังที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์มี แต่มักถูกเทคโนโลยี (ในเวลานี้คือโทรศัพท์มือถือ) ทำลายหรือขัดขวาง     คือพลังสมาธิจดจ่อ    ที่จะทำให้เรียนรู้และทำสิ่งยากได้    จึงแนะนำว่า เมื่อจะเรียนรู้หรือทำสิ่งใดอย่างจริงจัง ให้ปิดเทคโนโลยีที่เป็นตัวดึงความสนใจออกไปเสีย    หลักการคือ multitasking ทำลายการเรียนรู้ หรือสมาธิในการทำงาน  

มนุษย์ทุกคนมีความสามารถเปลี่ยนแปลงสมองของตนเองได้    โดยการฝึกฝนอดทนขยันหมั่นเพียรในเรื่องที่ตนกำหนดไว้เป็นเป้าหมาย    ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีความเชื่อในความสามารถนั้น ที่เรียกว่า growth mindset    ซึ่งหมายความว่า    ตัวเราเองอาจเป็นผู้ขัดขวางโอกาสสำเร็จยิ่งใหญ่ของตนเองโดยหลงเชื่อใน fixed mindset   คิดว่าตนไม่เหมาะหรือไม่มีความสามารถ  

การปลดปล่อยจิตใจออกจากบ่วงความคิดเชิงลบ    ให้ความคิดบวก (ซึ่งก็คือ “เป้าหมาย” และ “ไฟ”) เป็นเจ้าเรือน จึงเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิต 

บำรุงสมองด้วย “ยาวิเศษ” ง่ายๆ ๓ อย่าง คือ นอนให้เพียงพอ   กินอาหารที่เหมาะสม  และออกกำลังกาย   

พลังที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้น หากเราดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพของ “flow” (๒)    ซึ่งผมตีความว่าเป็นสภาพที่จิตมีสมาธิมุ่งมั่นอยู่กับเรื่องที่ยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง    ทำให้มีทั้งความสุข และพลังปัญญา

การเรียนรู้เรื่องยากๆ ต้องมีวิธีการ    เริ่มจากการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากรู้สึกขยาดในความยาก   จิตจึงหาทางเลี่ยง    ที่เราเรียกว่าขึ้เกียจ    เครื่องมือเอาชนะที่เขาแนะนำ (และผมใช้มาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้จักชื่อ) คือ Promodoro Technique   ซึ่งทำง่ายๆ โดยอ่านหนังสือหรือทำงานนั้นครั้งละ ๒๕ นาที  แล้วพัก ๕ นาที    ไปเดิน อาบน้ำ  หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อผ่อนคลาย    แล้วกลับมาทำงานต่ออีก ๒๕ นาที    เช่นนี้เรื่อยไป    โดยเขาแนะนำให้ใช้ร่วมกับเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่ง เรียกว่า active recall   คือปิดหนังสือ แล้วทวนความจำว่าที่อ่านไปแล้วสาระสำคัญคืออะไร    จะยิ่งดี หากใช้วิธีเขียนสาระตามที่ตนเข้าใจ   

เครื่องมืออีกตัวหนึ่งชื่อ space repetition   คือกลับมาทบทวนเรื่องนั้นหลังเวลา ๓ วัน หรือ ๑ สัปดาห์    จะช่วยให้ความรู้นั้นเข้าไปจารึกอยู่ใน “ความจำระยะยาว” (longterm memory)   

Visualization technique เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสมาธิและความจำ (๓)        

สร้างนิสัยให้เป็นคนรักการอ่าน   หรืออ่านจนเป็นนิสัย อย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที    การอ่านเป็นการเปิดหูเปิดตาให้ได้พบเห็นสิ่งใหม่   ที่ไม่เหมือนการดูทีวีหรือดูหนัง    โดยต้องฝึกการอ่านหนังสือให้อ่านเป็น อ่านได้เร็ว  และได้สาระ

หมั่นฝึกการคิดแก้ปัญหาหลายๆ แบบ    โดยเฉพาะโดยใช้เครื่องมือหมวกต่างสี (๔)        

 การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไร้ขีดจำกัด    คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต    การสั่งสมวิธีเรียนรู้มีคุณค่าต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ม.ค. ๖๔