"ก็มันหิว..." เป็นคำพูดของครูบาอาจารย์เมื่อมีคนมาให้ข้อมูลข่าวสารว่าสัตว์ป่าออกมากินพืชผลทางเกษตรกรรมของชาวบ้านที่ปลูกไว้ตามแนวของหน่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...

"ต้องมีน้ำ มีอาหาร และความปลอดภัย ถึงจะแก้ไขปัญหาได้"

เป็นแนวทางที่ครูบาอาจารย์ได้เสียสละพาพวกเราทั้งหลายสร้างแหล่งอาหาร ขุดแหล่งน้ำ และทำรั้ว แต่ทว่า... หากมองลึกลงไปจริง ๆ สิ่งที่เห็นมิใช่มีเพียงแค่นั้น ท่านยังทำรั้วมนุษย์เป็นการป้องกันทั้งสองด้าน คือ ป้องกันการรุกล้ำของมนุษย์มิให้เข้าไปหาทำร้าย ทำลายสัตว์ป่าและต้นไม้

"ก็มันหิว..." เพียงแค่ประโยคนี้ ก็สามารถมองเห็นถึงรากฐานแห่งความต้องการของมนุษย์และสัตว์ได้อย่างชัดเจน

เมื่อคนหิว ก็ต้องหาอาหารมาประทังชีวิต ทั้งมนุษย์และสัตว์ มีความต้องการพื้นฐานคล้ายคลึงกัน คือ อาหาร ที่พักอาศัย ที่ปกป้องคุ้มกันร่างกาย จะเป็นบ้านพักสำหรับคน ถ้ำสำหรับสัตว์ หรือสิ่งที่ป้องกันความหนาว ความร้อน จะเป็นเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ หรือวิวัฒนาการของสัตว์ที่มีทั้งหนังและขนซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ

"ก็มันหิว..." เมื่อสัตว์หิวก็ต้องหาอาหารกิน เมื่อในป่าไม่มี เพราะต้นไม้ได้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น จากการที่เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๗ มีการเวนคืนผืนป่าแห่งนี้และมีการปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะการหว่ายเมล็ดของต้นกระถินลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม้ใหญ่ขึ้นอย่างหนาแน่นจนทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงบนพื้นดิน ต้นหญ้าเล็ก ๆ สำหรับสัตว์จึงไม่สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้

เมื่อไม่มีแดด ก็ไม่มีหญ้า... เมื่อไม่มีหญ้าก็ไม่มีอะไรกิน... เมื่อไม่มีอะไรกินก็ "หิว" ตรรกะง่ายๆ ของชีวิต

เมื่อตกตอนเย็น แสงแดดเริ่มหายไป ความมืดเข้าปกคลุม ก็เป็นช่วงเวลาที่สัตว์ต่าง ๆ จะออกมาหาอาหารยังที่ที่มีแสงสว่างส่องถึงในเวลากลางวัน

การผลักดันประชาชนที่เคยบุกรุกป่าเข้าไปทำไร่เลื่อนลอย ก็จะมีการจัดสรรพื้นที่ข้าง ๆ หรืออีกฝั่งหนึ่งไว้ให้เป็นที่ทำกิน และส่วนใหญ่เกษตรกรก็จะเพาะปลูกสิ่งที่ "กินได้" จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายมีอาหารเพื่อประทังชีวิต

ทั้งข่าวที่ช้างออกมากินสัปปะรด กินอ้อย กินกล้วย พืชไร่ต่าง ๆ และสัตว์อีกหลายสายพันธ์ุเข้ามาหาอาหารเพื่อบริโภคตามเรือกสวนไร่นา จนเป็นสาเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนกับสัตว์

ถ้ามีอะไรให้กิน สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่ออกมา...

เช่นเดียวกันกับมนุษย์ ถ้าเขามีอยู่มีกิน เขาก็จะไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปล่าสัตว์ หรือตัดไม้ทำลายป่า...

โครงการรั้วมนุษย์จึงเกิดขึ้นแบบธรรมชาติ...

ด้วยหลักการง่าย ๆ ตามหลักการเพาะปลูกของเกษตรกรเมืองไทย คือ การใช้น้ำฝนที่ตกตามฤดูกาล ฤดูใดที่ไม่มีฝน ฤดูนั้นก็ไม่มีน้ำ... เมื่อไม่มีน้ำก็ไม่มีงาน ไม่มีอาชีพ

คนหนุ่มสาวที่มีความรู้ มีใบปริญญา ก็จะเดินทางเข้าสู่เมือง เพื่อรับจ้างทำงานต่าง ๆ ตามความรู้ความสามารถที่ตนมี

สำหรับผู้ที่ไม่มีใบปริญญาที่จะไปสมัครงาน แต่พื้นฐานชีวิตอยู่กับไร่ อยู่กับนา อยู่กับ "ป่า" ก็จะใช้ความรู้นั้นเข้าไปเสาะหาอาหาร และสิ่งที่สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็น "เงิน"

ธรรมชาติของมนุษย์ในเบื้องต้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์ระดับครัวเรือน คือผลิตเพื่อกินใช้ในครอบครัว เมื่อมีเหลือก็ออกจำหน่าย เพื่อเปลี่ยนมาเป็นเงินตรา ใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ตนเองต้องการ

จากการหาของป่าเพื่อบริโภค ก็กลายเป็นหาของป่าเพื่อจำหน่าย

หัวหน้าครอบครัว ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปหาอาหาร และเสี่ยงต่อคุกต่อตาราง เพื่อปาก เพื่อท้องของครอบครัว

"รั้วมนุษย์" จึงเป็นการแก้ไขที่ในเบื้องต้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมท่านต้องไป "ขุดสระ" ให้กับประชาชนด้วย

เรามีรถแบ็คโฮอยู่หนึ่งคัน มีรถสิบล้อขนดินอยู่อีกหนึ่งคัน ตรงไหนที่ดูแล้วว่ามีคลองน้ำที่ไหลออกมาจากป่า ท่านก็จะไปขุดขยายคลอง และมองพื้นที่ด้านข้างทำเป็นสระน้ำสักลูกหนึ่ง

ที่ดินมาจากไหน..? 

ก็มาจากการเสียสละของเจ้าของที่ดิน

ท่านก็จะพูดให้รู้จักการให้ การเสียสละ...

ก็ไม่ใช่อะไรมากมาย คือขยายคลองให้กว้างขึ้น ซึ่งอาจจะกินพื้นที่ทำกินของเราเข้าไปอีกหน่อย คนที่เข้าใจก็จะให้ คนที่ไม่เข้าใจก็โวยวาย แต่ก็ต้องถือนโยบายว่า "ช่างหัวมัน"

ใครไม่ให้ ก็ไม่ต้องไปขยายในฝั่งเขา มาขยายมากเข้าในอีกฝั่งหนึ่ง

คนที่รู้จักให้ ท่านก็จะขุดสระไว้ให้โดยไม่คิดเงินคิดสตางค์ แต่ก็บอกว่าต้องเสียสละนะ ไม่ใช่สระส่วนตัว ต้องให้เพื่อนบ้าน ชาวไร่แถว ๆ นี้ใช้ด้วย...

หลาย ๆ คลอง หลาย ๆ สระได้เกิดขึ้น จากคนที่ไม่มีโอกาสที่จะเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง เขาก็มี "โอกาส" ที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ คือความรู้ด้านเกษตรกรรม เพื่อปลูกพืชได้จากการต่อน้ำมาจากสระที่ขุดไว้เพื่อส่วนรวม

รัฐบาลก็เคยทำมาแล้ว มีนโยบายขุดสระให้เกษตรกรตั้งเยอะแยะ แต่ทำไมถึงไม่ได้ผล..?

จากกาที่ข้าพเจ้าได้เห็น ได้สัมผัส สระต่าง ๆ ที่ขุดไว้ตามหมู่บ้านทั่วไปนั้น เป็นการขุดสระเพื่อหวังกักเก็บน้ำจาก "ฝน" ที่ตกตามฤดูกาล เมื่อหมดฝน น้ำในสระก็ไป เพื่อสาเหตุ ๒ ประการหลัก ๆ คือ ๑. ความเล็ก กับ ๒. ความลึก

เมื่อสระทั้งเล็ก และไม่ลึก (ตื้น) ฝนหมดไปไม่กี่เดือน น้ำก็แห้งจนหมดแล้ว ไม่เหลือเพียงพอต่อการที่จะใช้ถึงฤดูฝนถัดไป

แต่การขุดสระที่เราใช้ที่ดิน ต้องลึก และกว้าง รวมถึงต้องเป็นทางน้ำเดิม หรือคลองที่เคยเป็นร่องน้ำที่ไหลออกมาจาก "ป่า"

ในป่านั้น ฝนตกแทบฤดูกาล

ข้าพเจ้าเคยไปธุดงค์ในเขาใหญ่เดือนเมษายน ระยะเวลา ๖ คืน ฝนตก ๕ คืน ซึ่งนั่นแปลว่า มีน้ำฝนไหลมาตามร่องน้ำตลอด ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่ขาด...

ดังนั้น การขยายคลอง กั้นฝาย และสร้างสระ จึงสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้ตลอดทั้งปี

เมื่อเขามีกิน เขาก็ไม่หิว และยังสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพได้ตลอดทั้งปี

เมื่อมีกินมีใช้แล้ว จะเสี่ยงคุก เสี่ยงตาราง เสี่ยงภัยอันตรายเข้าไปหาของป่าทำไม..?

นี่แหละคือ "รั้วมนุษย์" เป็นหัวใจของหลักการแห่งพุทธเศรษฐศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ต้องคิดจากพื้นฐานของชีวิต และต้องใช้สติ ใช้ปัญญา มองหาหนทางแก้ไขตามหลักการพื้นฐานของชีวิต คือ ความต้องการอาหาร และความปลอดภัย

เมื่อในป่ามีน้ำ มีอาหารเพียงพอ สัตว์ป่าก็ไม่ต้องออกมาทำลายพืชไร่ฉันนั้น

เมื่อคนรอบ ๆ ป่า มีอาหาร มีอาชีพ มีรายได้ คนหรือมนุษย์ทั้งหลายก็ไม่ต้องเข้าไปทำร้ายทำลายชีวิตสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ ฉันนั้น...