เรื่อง : ไฟหนุ่มผู้แต่ง : บุนทะนอง ชมไชผน                                                                                                                                ผู้แปล : สุมาตร ภูลายยาว                                                                                                                                                  จำนวนหน้า : ๓๑๑ หน้า                                                                                                                                                        

        ไฟหนุ่มเป็นนวนิยายที่สะท้อนถึงสภาพบ้านเมืองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในยุคของการเปลี่ยนผ่านประเทศเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๕ ปฐมบทของเรื่องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยึดติดกับทุนนิยมสู่สังคมวิถี “ สังคมนิยม ”  

        ทะนงผู้ศรัทธาในลัทธิสังคมนิยมถึงกับรวมตัวกับพรรคพวกจัดตั้งคอมมูนจนพัฒนาเป็นขบวนการชาวหนุ่มแห่งเมืองไชยเชษฐา แต่เขากลับต้องมาแต่งงานกับฝ้าย ลูกสาวของทหารในระบอบเก่าอย่างพ่อหวันและแม่สินผู้ดีตกยาก ทะนงไม่เพียงจะต้องขับเคี่ยวกับทุกข์ยากของประชาชนโดยรวมที่ต้องระดมสรรพกำลังในการทำให้ประชาชนมีอยู่มีกิน พวกปฏิกิริยาสากลที่พยายามดึงคนออกจากความเลื่อมใสในลัทธิสังคมนิยม แต่เขายังต้องต่อสู้กับความเห็น อุดมการณ์ทางการเมืองกับพ่อหวันผู้เป็นพ่อตาที่เกลียดระบอบนี้เข้ากระดูกดำ ความขัดแย้งทางความคิดดำเนินเรื่อยมาโดยมีฝ้ายเป็นคนกลาง แต่ในบางครั้งฝ้ายกลับเป็นคู่ขัดแย้งกับทะนงเสียเอง เพราะความใส่ใจต่องานจนลืมครอบครัวของทะนง จนในที่สุดพ่อหวันและแม่สินพร้อมญาติพี่น้องได้อพยพข้ามโขงสู่ฝั่งไทยและแคนาดาตามลำดับ 

        ด้วยหลักแห่งอนิจจังที่ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ในปี ค.ศ. ๑๙๗๙ คอมมูนของทะนงและพวกพ้องก็ดำเดินมาถึงจุดล่มสลาย จากสาเหตุหลักคือสมาชิกมีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีครอบครัวที่ต้องดูแล ทะนงและฝ้ายพร้อมคนอื่น ๆ มีความสุขตามอัตภาพ นอกจากนี้ทะนงยังกลายเป็นลูกเขยที่พ่อตารักที่สุด ต่อมาทะนงยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองลง ภายหลังได้รับผิดชอบการพิมพ์จำหน่ายของชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว 

แนวคิด : ระบอบการปกครองทุกระบอบย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้แบบแผนแห่งการปกครองยังต้องสอดประสานกับบริบททางสังคมอย่างแนบสนิท หาไม่แล้วลัทธิที่เชื่อว่าจะนำพาไปสู่สังคมในอุดมคติจะเป็นตัวจดจารประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ

แสดงความคิดเห็น : เป็นหนังสือที่สามารถนำเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการก้าวเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กับเรื่องราวของความรัก วิถีชีวิตของชาวลาวมาผสมผสานกันได้อย่างแนบเนียน นับเป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ในแง่ของประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์และสังคมวิทยา พร้อมกันนี้ยังได้รับความบันเทิงอีกด้วย

ประโยคที่ประทับใจ : เราและนายแม้จะไม่ได้เกิดร่วมสายโลหิตเดียวกันก็ตามที แต่หากว่านายรักการเป็นนักปฏิวัติแล้ว เราและนายสามารถรักกันได้ เป็นพี่น้องและร่วมตายกันได้ ( หน้า ๖๙ )

เหตุผล : คนเราแม้นมิได้เกิดร่วมอุทรเดียวกัน หากแต่มีอุดมการณ์เดียวกันแล้วไซร้ ความผูกพันอันประดุจเชือกผสานกันเป็นเกลียวแน่นก็จะบังเกิดขึ้นและจะกลายเป็นความสมัครสมานสามัคคีซึ่งยากที่ใครจะทำลาย