บทความเรื่อง In Defense of the Psychologically Rich Life เขียนโดย Scott Barry Kaufman บอกเราว่าชีวิตที่ดีมีหลายแบบ ในบทความระบุ ๓ แบบคือ
- 1. ชีวิตที่มีความสุข (happy life, hedonic well-being)
- 2. ชีวิตที่มีความหมาย (meaningful life, eudaimonic well-being)
- 3. ชีวิตที่มีสีสันเข้มข้น (psychologically rich life) ซึ่งที่จริงจะว่าเป็นชีวิตที่ลุ่มๆ ดอนๆ ทางอารมณ์ก็ได้ หรืออาจเรียกว่า ชีวิตที่เร้าใจ ก็น่าจะได้
เขาอ้างถึงผลงานวิจัยของ Shigehiro Oishi และคณะ เรื่อง Happiness, Meaning, and Psychological Richness ที่ศึกษาคนจำนวนมากใน ๙ ประเทศ และพบว่า คนเราต้องการชีวิตแบบแรกมากที่สุด คือ ร้อยละ ๔๙.๗ - ๖๙.๙ แบบที่สองรองลงมา ร้อยละ ๑๔.๒ – ๓๘.๕ และแบบที่สาม ร้อยละ ๖.๗ - ๑๖.๘
ตัวเลขนี้ขึ้นกับวิธีถาม หากถามอ้อม ด้วยคำถามว่าเหตุการณ์ใดในชีวิตที่ตนเสียดายมากที่สุด จะพบว่าตัวเลขของชีวิตที่ดีแบบที่สามจะเพิ่มขึ้น
ข้อสรุปก็คือ ชีวิตที่ดีมีหลายแบบ แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน
นั่นคือมุมมองเรื่องชีวิตที่ดี จากมุมด้านจิตวิทยา
มองจากมุมศาสนาพุทธ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ ปยุตฺโต) บอกว่าความสุขมี ๕ ขั้น (๑) คือ
- ขั้นที่ ๑ ความสุขจากการเสพวัตถุ
- ขั้นที่ ๒ ความสุขจากการเจริญคุณธรรม
- ขั้นที่ ๓ ความสุขที่เกิดจากการดำเนินชีวิตถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติ
- ขั้นที่ ๔ ความสุขจากความสามารถปรุงแต่ง
- ขั้นที่ ๕ ความสุขเหนือการปรุงแต่ง
ผมเองมีวิธีฝึกตนเองให้มีชีวิตที่ดีง่ายๆ คือฝึกให้มุ่งเป็นผู้ให้ จะทำอะไรก็คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นเป้าหมายหลัก ฝึกฝนตนเองให้ลดละการถือประโยชน์ส่วนตนเป็นเป้าหมายหลัก ทำแล้วสบายใจ รู้สึกโปร่งโล่งเบาสบาย และเข้าใจว่าช่วยสร้างบารมีโดยทางอ้อม
วิจารณ์ พานิช
๑๘ พ.ย. ๖๓