หนังสือ How to Love : Mindful lessons on love (2015) เขียนโดย Thich Nhat Hanh ปราชญ์พุทธแนวเซน บอกว่าความรักที่แท้ต้องนำไปสู่ความสุข และผมขอเพิ่มเติมว่าต้องเป็นสุขมั่นคงถาวร ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะราบรื่น แต่ความรักที่แท้จะฟันฝ่าขวากหนามหลุมบ่อได้
ความรักจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีงาม สมรรถนะด้านความรัก จึงเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่ง
แต่ความรักเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมายหลากหลายมิติ ผมนึกถึงคำว่า รักหมดใจ ซึ่งจริงๆ แล้ว หมายความว่ารักด้วย กาย ใจ และวิญญาณ ความรักที่แท้ไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพ และความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น แต่ยังลึกไปถึงมิติจิตวิญญาณ
หนังสือเอ่ยคำว่า mindful love และอธิบายว่า เป็นความรักที่มีความเข้าใจ และยอมรับคู่รัก ในด้านจุดแข็ง และจุดอ่อนของเขา เขาเอ่ยว่า lover as healer ซึ่งหมายความว่า คู่รักต้องช่วยเยียวยาความทุกข์ยากทางใจ แก่กันและกัน
คำสำคัญที่มากับความรักคือ empathy และ compassion และผมเพิ่มคำว่า “ผู้ให้”
empathy หมายถึงเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น คู่รักต้องเข้าใจเขาในฐานะที่เป็นตัวเขา ไม่ใช่ตัวเขาที่เราคาดหวังหรืออยากให้เป็น นักเรียนแพทย์ไทย ได้รับการสอนให้ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
compassion หมายถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
ความรักที่แท้จึงเปี่ยมความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจ ในตัวตนของอีกฝ่าย คนที่จะมีความรักบริสุทธิ์เช่นนี้ได้จิตต้องพัฒนาจิตวิญญาณของตน
ผมขอเพิ่มเติมว่า อีกคำหนึ่งที่น่าจะสำคัญมากต่อรักแท้ คือ mutual trust ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสภาพที่ทำให้จิตใจมีความสุข ความผ่อนคลาย คนที่จะมีรักแท้ได้ ต้องฝึกจิตใจส่วนลึกให้สามารถไว้เนื้อเชื่อใจอีกฝ่ายได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้นั้นต้องตระหนักด้วยตนเอง ว่าตนมีความรักความไว้วางใจอีกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข และใช้สมรรถนะเบื้องลึกของตน หยั่งรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้
หนังสือ Real Love : The Art of Mindful Connection โดย Sharon Salzberg บอกว่าความรักไม่เป็นเรื่องของความรู้สึก หรืออารมณ์ เท่านั้น แต่ลึกเข้าไปในมิติด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นมิติหนึ่งของชีวิตมนุษย์ มนุษย์จะบรรลุความรักที่แท้ได้ต่อเมื่อเราสร้างสมรรถนะในการเชื่อมประสานกับผู้อื่น และเชื่อมประสานกับโลก กับจักรวาล คือพัฒนาจิตใหญ่ได้สำเร็จ
ผมตีความว่า นี่คือ ทักษะชีวิต (life skills) อย่างหนึ่ง ที่นำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาวะ
ความรักและความสุขเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ซับซ้อน มีหลายมุม หลายมิติ หลายระดับความลึก คนที่มี love skills หรือ love competency ต้องฝึกทักษะเชื่อมโยงปัจจัยต่างๆ ด้วย “สายใยบวก” (positive connection) สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกได้จากความแตกต่างหลากหลาย
คำสำคัญอย่างหนึ่งคือ sympathetic joy มีความสดชื่นรื่นเริงจากการได้แสดงความเห็นอกเห็นใจ ... ทั้งต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ซึ่งก็คือ compassion ยิ่งสามารถแสดงความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจความเห็นที่แตกต่างจากความเชื่อของเรา เรายิ่งได้พัฒนา “จิตใหญ่” ของเรา ที่นำไปสู่ความรู้สึกปิติสุข
จิตใหญ่ หรือปัญญาสูงส่งอย่างหนึ่ง คือการมองเห็นความเหมือนในความต่าง ซึ่งก็คือสมรรถนะด้าน “สายใยบวก” นั่นเอง
ความรักที่ยิ่งใหญ่ มาจากความสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ไม่ยึดความคิดความเชื่อของตนเป็นใหญ่
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ต.ค. ๖๓