― อิสระของผู้เปราะบาง สร้างได้ด้วย MOHO ― ·͜· ༘ ☼
ใน Blog ที่แล้ว เราได้พูดถึงความหมายของหลัก MOHO และหลักการในการใช้หลัก MOHO รวมถึงประโยชน์ของ MOHO ต่อการพัฒนาตนเองไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้ที่อยากเข้าไปเยี่ยมชม Blog ก่อนหน้า สามารถคลิกชมได้ที่นี่ ―> https://www.gotoknow.org/posts...
ส่วนใน Blog นี้เราจะมาพูดถึงประโยชน์ของ MOHO ต่อการพัฒนากลุ่มผู้เปราะบางกันบ้าง
ก่อนอื่น เราต้องมาทำความรู้จักกับ “กลุ่มผู้เปราะบาง” กันก่อน
กลุ่มผู้เปราะบาง คือคนที่ขาดหลักประกันพื้นฐานทางสังคมในการดำรงชีวิต ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆทางสังคม หรือเรียกอีกอย่างว่า “กลุ่มผู้ด้อยโอกาส” เป็นกลุ่มคนที่เปราะบางต่อกรสูญเสียสุขภาวะ ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ เช่น ผู้พิการ , ผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา , ผู้ด้อยโอกาส , ผู้สูงวัย , คนยากจน , คนไร้บ้าน เป็นต้น
การใช้หลัก MOHO ในการบำบัดรักษาผู้เข้ารับบริการนั้นจะเป็นการประเมิณ แยกแยะ เพื่อตั้งเป้าหมายในการบำบัดรักษา โดยการบำบัดรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความสามารถของผู้เข้ารับบริการ ในการแสดงบทบาทที่มีความหมายในชีวิต โดยใช้สิ่งรอบตัวเป็นสื่อในการพัฒนาความสามารถให้แก่ผู้เข้ารับบริการในแง่การสร้างทักษะชีวิต ทักษะใหม่ๆ สร้างนิสัยใหม่ บทบาทใหม่ เพื่อนำไปสู่การทำกิจกรรมที่มีความหมายและมีคุณค่าต่อผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล กล่าวได้ว่า “แม้จะเป็นกลุ่มผู้เปราะบาง แต่ยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป ภายใต้ความสามารถที่จำกัด” โดยขั้นตอนของ MOHO จะเป็นการตั้งคำถามจากนักกิจกรรมบำบัดเพื่อนำข้อมูลของผู้เข้ารับบริการมาประเมิณและวิเคราะห์ โดยคำถามเหล่านั้นจะทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้ถึงความต้องการ และความสามารถของตนเองในการทำกิจกรรม ภายใต้บริบทที่เป็นกลุ่มผู้เปราะบาง และมีความสามารถอย่างจำกัด หรือในบางคำถามอาจเป็นคำถามเชิงชี้แนะ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้เข้ารับบริการในการตอบคำถาม หรืออาจเป็นคำถามจั่วหัว เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและครบถ้วน ผู้เข้ารับบริการจะได้รู้ถึงปัญหาในการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนั้นๆ รู้ถึงความบกพร่องของตนเอง ทักษะหรือนิสัยใดบ้างที่ควรมีในการทำกิจกรรม และทักษะหรือนิสัยใดบ้างที่ต้องได้รับการฝึกฝนหรือสร้างขึ้นมาใหม่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของผู้เข้ารับบริการเป็นสำคัญ เหล่านี้จะทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้จักตนเองมากขึ้น และนักกิจกรรมบำบัดเองจะได้นำข้อมูลที่ได้มาตั้งเป้าหมายในการบำบัดรักษา เพื่อหากิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการมากที่สุด และที่สำคัญต้องเป็นกิจกรรมที่ผู้เข้ารับบริการมีความต้องการหรือมีความสนใจที่จะทำ โดยกิจกรรมนั้นต้องอยู่ภายใต้ความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัดของผู้เข้ารับบริการ หรือหากความสามารถของผู้เข้ารับบริการไม่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมที่ตนเองต้องการ นักกิจกรรมบำบัดจะช่วยหาวิธีในการแก้ไขความบกพร่องนั้น หรือเสนอทางเลือกในการทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือผู้เข้ารับบริการได้เห็นคุณค่าในตนเอง สามารถมีชีวิตที่ปกติสุขได้แม้จะเป็นกลุ่มผู้เปราะบาง สามารถทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้เหมือนคนทั่วไป สามารถหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ตามศักยภาพสูงสุดของตนเอง
ตัวอย่างการตั้งคำถามสำหรับ “กลุ่มผู้เปราะบาง” ตามหลักการ MOHO
― Case ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเดินได้ ต้องอาศัยวีลแชร์
1. Occupational Identity คือคุณลักษณะส่วนบุคคลต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต อยากทำอะไร เพราะอะไร
คำถาม : เมื่อคุณไม่สามรถเป็นนักข่าวภาคสนามได้แล้ว คุณมีความสนใจอยากจะทำอะไรอีกไหม เพื่อเป็นอาชีพใหม่ในการหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว
คำตอบ : อยากเป็นยูทูปเบอร์ เพราะมันใกล้เคียงกับอาชีพเดิม แต่ก็ไม่กล้าทำ
2. Occupational Competency คือศักยภาพ หรือความสามารถสูงสุดในการทำกิจกรรม
คำถาม : คุณคิดว่าคุณมีความสามารถอะไรบ้าง ที่จะทำให้เกิดการปรับตัวต่อการประกอบอาชีพยูทูปเบอร์ได้
คำตอบ : น่าจะเป็นการกล้าแสดงออกต่อหน้ากล้อง
3. Participation คือการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม
คำถาม : คุณมีส่วนร่วมในการประกอบอาชีพยูทูปเบอร์อย่างไรบ้าง คุณคิดว่ามันยากเกินไปสำหรับคุณไหม
คำตอบ : ยากมาก ฉันคิดว่าฉันคงเป็นยูทูปเบอร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ
4. Performance คือความสามารถที่แสดงออกมาในการทำกิจกรรม ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง
คำถาม : คุณคิดว่าคุณแสดงความสามารถอะไรได้บ้างในการเป็นยูทูปเบอร์ ที่เป็นการแสดงความสามารถอย่างจริงจัง
คำตอบ : การพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ ความมั่นใจเมื่ออยู่หน้ากล้อง
5. Skills คือทักษะ หรือความสามารถย่อยๆที่เกิดจากการฝึกฝนเป็นประจำ ดังนี้ Communication skill (ทักษะด้านการสื่อสาร) Motor skill (ทักษะด้านการเคลื่อนไหว) Process skill (ทักษะด้านการคิด)
คำถาม : คุณคิดว่าคุณมีทักษะอะไรบ้างที่จะสามารถเป็นยูทูปเบอร์ได้ และมีทักษะใดบ้างที่คุณยังไม่มีและต้องฝึกฝนเพื่อให้คุณสามารถเป็นยูทูปเบอร์มือได้
คำตอบ : ทักษะที่มีก็คงเป็นทักษะในการสื่อสาร แต่ที่ไม่มีคือทักษะการเดินทาง ด้วยความที่ฉันพิการ การทำยูทูปเบอร์ของฉันคงไม่เป็นไปอย่างราบรื่น
6. How ***สำคัญที่สุดในหลัก MOHO***
6.1 Volition คือเจตจำนง เจตนา ความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ
คำถาม : ทำไมคุณถึงมีความตั้งใจที่จะเป็นยูทูปเบอร์ ทั้งๆที่คุณต้องเคลื่นที่ด้วยวีลแชร์
คำตอบ : สมัยนี้ใครๆก็อยากเป็นยูทูปเบอร์ ฉันเองก็อยากลองทำดูบ้าง ท่าทางจะสนุก แถมรายได้ดีอีกด้วย
6.2 Habituation คือพฤตินิสัย (พฤติกรรม+อุปนิสัย) ขณะทำกิจกรรม
คำถาม : คุณคิดว่าพฤติกรรมใดที่ควรทำเป็นนิสัยในการเป็นยูทูปเบอร์
คำตอบ : การมีมารยาทที่ดี ไม่พูดคำหยาบ
6.3 Performance capacity คือความสามรถสูงสุดของบุคคลที่แสดงออกมา
คำถาม : การเป็นยูทูปเบอร์ของคุณจะทำให้คุณแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่หรือไม่ อย่างไร
คำตอบ : ฉันไม่แน่ใจ แต่ก็จะทำให้เต็มที่ เพื่อตนเองและครอบครัว
7. Environment คือผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อตัวเรา
คำถาม : คุณคิดว่าสิ่งแวดล้อมแบบไหนจะทำให้การเป็นยูทูปเบอร์ของคุณประสบความสำเร็จ
คำตอบ : ก็น่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เป็นกันเอง กล้าแสดงออกโดยที่ไม่มีสายตาดูถูกมองมาที่ฉัน
จะเห็นได้ว่าคำถามตามหลัก MOHO จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการเห็นถึงความต้องการของตนเองที่แท้จริง เห็นความสามารถของตนเองในการทำกิจกรรมที่สนใจคือการเป็นยูทูปเบอร์ แต่ขาดความมั่นใจเพราะตนเป็นผู้พิการ นักกิจกรรมบำบัดจะช่วยฝึกทักษะที่ผู้เข้ารับบริการยังไม่มี และช่วยแนะนำให้ผู้เข้ารับบริการมีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น หลัก MOHO จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการที่เป็นกลุ่มผู้เปราะบางสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติ อาจไม่เหมือน 100% แต่ยังสามารถทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้เหมือนคนปกติทั่วไป ดังตัวอย่างข้างต้น คนพิการนั่งวีลแชร์มีความสามารถในการเป็นยูทูปเบอร์ได้เหมือคนปกติ สามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สามารถสร้างประโยชน์และความสุขให้กับคนในสังคม และการที่กลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้สามารถทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ตามที่ตนเองต้องการ จะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตตนเองมากขึ้น มีสุขภาวะที่ดีขึ้น มีจิตใจที่ดี นำไปสู่การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ― ·͜· ༘ ☼