“ปรารถนาคือความสุข” คืออะไร ก็คือการตั้งเป้าหมายที่เราต้องการให้ชัดเจนและลงมือทำตามเป้าหมายนั้น แล้วเราจะเริ่มตั้งเป้าหมายของเราได้อย่างไร หลายคนอาจคงเกิดคำถามนี้กับตัวเองอยู่ และสิ่งที่น่าสนใจที่จะนำมาเสนอเป็นแนวทางก็คือหลัก MoHo ที่จะทำให้การไปสู่เป้าหมายของคุณเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ไปดูกันเลยว่าสิ่งนี้มันคืออะไร

      MoHo หรือ Model of Human Occupation เป็นสื่อในการสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดความรู้สึก และเป็นแบบจำลองหนึ่งที่ทางกิจกรรมบำบัดนำมาใช้ในการประเมินและแยกแยะปัญหาของแต่ละบุคคลเพื่อตั้งเป้าหมายที่ต้องการให้ชัดเจน ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ความคิด ความเข้าใจ สิ่งที่อยู่ในรูปนามธรรมต่าง ๆ (Assets) สินทรัพย์ต่างๆหรือหนี้สินที่เรามี และสิ่งต่างๆที่อยู่ในรูปธรรม อาทิเช่น บ้าน รถ เป็นต้น (Liabilities) ความสามารถของบุคคลที่แสดงออกมา (Performance) สิ่งรอบตัวต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลในการดำเนินชีวิตหรือเรียกว่า Occupational Behavior เช่น ครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ในสังคม เป็นต้น (Influence) โดยจุดประสงค์ของการประเมินนั้นก็เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการแสดงบทบาท สร้างนิสัยใหม่ ๆ และสามารถปรับตัว สร้างทักษะได้ดียิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับช่วงวัย

      จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นอาจจะมองไม่ชัด แต่แบบจำลองนี้บอกได้เลยเหมาะกับทุกคนจริง ๆ สามารถนำมาใช้ได้ทุกช่วงวัย เหมาะสำหรับผู้ที่อยากตั้งเป้าหมายของตัวเอง หรือทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแบบจำลอง MoHo นี้มีคำถามหลัก ๆ ในการบรรลุเป้าหมายทั้งหมด 7 ข้อด้วยกัน

1.Occupational Identity : สิ่งที่คุณสนใจที่อยากจะทำจริง ๆ คืออะไร และทำไมถึงสนใจสิ่งนั้น? ซึ่งเป็นคำถามที่สามารถแยกแยะความเฉพาะของบุคคลในการทำ occupation ที่ต้องการได้

2.Occupational Competence : สิ่งที่คุณต้องการจะทำช่วยแสดงศักยภาพสูงสุดอะไรบ้างในตัวคุณ และต้องใช้ทักษะใดบ้างที่จำเป็นในสิ่งที่จะทำ? เป็นการวางแนวทางในการทำกิจกรรมไว้

ซึ่งคำถามสองข้อนี้ จะบ่งบอกถึง Occupational Adaption คือความสามารถในการปรับตัวที่จะนำไปสู่การทำเป้าหมาย

3.Participation : ในกิจกรรมหรือสิ่งที่คุณต้องการจะทำ คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมอะไรบ้าง? เป็นการดูว่าเรามีส่วนร่วมมากแค่ไหนในการเข้าไปทำกิจกรรม ทั้งงาน กิจกรรมยามว่าง ความเป็นอยู่ หรือสิ่งที่จำเป็นจะต้องเข้าร่วมต่าง ๆ

4.Performance : คุณสามารถหรือไม่สามารถทำกิจกรรมใดได้บ้าง? นั่นหมายความว่าคุณมีความสามารถมากน้อยเพียงใดในการทำกิจกรรม เช่น กิจจวัตรประจำวัน การทำงาน เป็นต้น

5.Skill : คุณมีทักษะความสามารถย่อย ๆ ใดบ้างที่จำเป็นในการทำกิจกรรม? แบ่งเป็น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเคลื่อนไหว และทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งหามีทักษะใดบกพร่องไปก็จะต้องหาวิธีแก้ไข เพราะทักษะเหล่านั้นเป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

6.Volition (เจตจำนง) : ความตั้งใจจริงในสิ่งที่คุณต้องการจะทำเป็นอย่างไร?

   Habituation (พฤตินิสัย) : พฤติกรรมหรือสิ่งที่คุณกระทำจนเป็นนิสัยส่งผลต่อกิจกรรมที่จะทำอย่างไร?   

     Performance capacity (การแสดงความสามารถสูงสุด) : คุณสามารถแสดงความสามารถสูงสุดในการทำกิจกรรมอย่างเต็มศักยภาพได้อย่างไร?

7.Environment (สภาพแวดล้อมรอบตัว) : สภาพแวดล้อมรอบตัวใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรม?

    

   MoHo มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองอย่างไร

      แบบจำลอง MoHo สามารถนำมาใช้กับตัวเราได้อย่างไม่ซับซ้อน เป็นการตั้งเป้าหมายของตัวเราเองผ่านคำถามหลัก ๆ ที่จะเจาะประเด็นสำคัญให้เราสามารถเห็นแนวทางการสนองความต้องการของเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำให้เราได้คิดพิจารณาตัวเราเองว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร เราสามารถที่จะทำสิ่งนั้นได้ไหม เรามีทักษะหรือศักยภาพอะไรบ้างที่ต้องพัฒนาเพื่อจะทำกิจกรรม เรามีส่วนร่วมมากเพียงพอต่อความต้องการของเราหรือยัง และสภาพแวดล้อมของเราส่งผลกระทบอะไรบ้างต่อการทำกิจกรรมของเรา ซึ่งแบบจำลอง MoHo นี้ จะเป็นสิ่งที่นำเอาศักยภาพสูงสุดที่แท้จริงของเราออกมาใช้หรือปรับให้ตรงกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ที่มีคุณค่าต่อตนเอง เช่น สิ่งที่ฉันอยากทำคือ ทำเพลงของตัวเองลง Youtube อันดับแรกเราก็ต้องถามตัวเองว่าเราสนใจที่จะทำเพลงแนวไหน จะเป็นลูกทุ่ง หรือสตริง จากนั้นเราก็ตั้งคำถามอีกว่าแนวเพลงที่เราเลือก เราสามารถที่จะใช้เทคนิคการร้องอะไรใส่ไปได้บ้าง ต่อไปก็สังเกตตัวเองว่าเวลาว่างเราใช้เวลาไปกับการฝึกซ้อมหรือทำดนตรีนานแค่ไหน จากนั้นก็ดูว่าเรามีความสามารถที่จะแต่งเพลงได้ไหม หรือต้องให้คนอื่นแต่งให้ หรือเราสามารถร้องได้อย่างเดียว ขั้นต่อไปก็พิจารณาว่าเรามีทักษะย่อย ๆ ใดบ้างที่จะต้องพัฒนา เช่น การเก็บลม การออกเสียง และทักษะอื่นอีกมากมาย ต่อมาเราก็ต้องลงมือทำตามความตั้งใจจริงที่จะทำเพลงโดยเริ่มจากการอัดเสียงและทำดนตรีตามลำดับขั้นตอน ส่วนสิ่งที่เป็นพฤตินิสัยก็คือ ฝึกซ้อมทุกวันและอัดหลาย ๆ ครั้งจนได้ครั้งที่ดีที่สุด จากนั้นก็เรียบเรียงทั้งเสียงร้องและดนตรีที่เราทำปรับให้ออกมาดีที่สุด และสุดท้ายต้องดูว่าบรรยากาศในการทำเพลงเหมาะสมหรือไม่ และเพลงที่เราจะลงเป็นเพลงที่เหมาะกับผู้ฟังประเภทไหน เป็นต้น 

       สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างการนำแบบจำลอง MoHo มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มีการทำออกมาได้อย่ามีระบบเเละมีคุณค่าแก่ตัวฉันเป็นการดึงศักยภาพของฉันออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ หากใครที่นำแบบจำลองนี้ไปใช้แล้วก็อย่าลืมนำมาแบ่งปันความรู้ดี ๆ ให้กันนะคะ