บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้    เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)  

บันทึกที่ ๓ นี้ เขียนจากการตีความบทที่ ๓ ของหนังสือ เรื่อง Pitfalls of Traditional Measures of Higher Education’s Role in Economic Development  เขียนโดย Peter McHenry, Allen R. Sanderson, และ John J. Siegfried และบทที่ ๔ เรื่อง On the Measurement of University Research Contributions to Economic Growth and Innovation เขียนโดย Maryann P. Feldman, Allen M. Freyer, and Lauren Lanahan

สรุปได้ว่า การวัดผลกระทบของมหาวิทยาลัยมีความซับซ้อนมาก   วัดให้แม่นยำได้ยาก  และอาจหลงทางได้ง่าย    แต่ก็จำเป็นต้องพัฒนาวิธีวัดให้แม่นยำ น่าเชื่อถือ และครอบคลุม    เพราะสังคมตั้งคำถามว่า ที่รัฐอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยนั้น คุ้มค่าหรือไม่

ในปัจจุบัน เรื่องการวัดผลกระทบของมหาวิทยาลัยต่อสังคมในสหรัฐอเมริกา ยังคงมีข้อถกเถียงมาก ทั้งด้านหลักการและวิธีการ ดังมีรายละเอียดอยู่ในสาระของ ๒ บทในหนังสือ (ที่ผมไม่ได้นำรายละเอียดมาเสนอ)    แต่ในประเทศไทยแทบไม่มีความพยายามพัฒนางานวิจัยด้านนี้เลย    น่าจะถึงเวลาแล้วที่ สกสว. จะริเริ่มขับเคลื่อนพัฒนาการเรื่องนี้    เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างมีคุณภาพของวงการอุดมศึกษา    รวมทั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของอุดมศึกษาต่อสังคมวงกว้าง

วิธีวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาถูกบีบให้ต้องเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน    และสิ่งหนึ่งที่ต้องรายงานคือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยส่งมอบให้แก่ท้องถิ่นที่ตนตั้งอยู่     ซึ่งมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปจะรายงานออกมาเป็นตัวเงินต่อปี คูณด้วยตัวคูณจากสูตร IMPLAN  หรือ RIMS แล้วแต่จะใช้สูตรไหน    เสริมด้วยจำนวนการจ้างงานที่มหาวิทยาลัยทำให้เกิดขึ้น    โดยมหาวิทยาลัยมักว่าจ้างให้มีทีมประเมิน    นำไปสู่ข้อสงสัยในความแม่นยำน่าเชื่อถือของหลักการและวิธีการ   

ผู้เขียนบทที่ ๓ ทบทวน ๑๘๖ รายงานดังกล่าว  ในสถาบันอุดมศึกษา ๖๑๗ แห่ง     และพบหลักฐานชัดเจนว่ามีรายงานจำนวนมากที่เสนอผลกระทบสูงอย่างไม่น่าเชื่อถือ   

เขาเอ่ยถึงวิธีคำนวณ standardized economic impactเพื่อให้เปรียบเทียบระหว่างมหาวิทยาลัยได้    โดยเอาค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นตัวเงินต่อปี หารด้วยงบประมาณประจำปี    และพบว่าผลที่ได้อยู่ระหว่าง ๐.๖๑ - ๖.๑๘   ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๒.๓๓  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๒๑  

วัดผลกระทบต่อท้องถิ่น

วิธีวัดผลกระทบของมหาวิทยาลัยต่อท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในทางทฤษฎีทำโดยเปรียบเทียบสถานการณ์ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่อย่างในปัจจุบัน  กับสถานการณ์ที่มหาวิทยาลัยหายวับไป   

เมื่อใช้คำว่า “ท้องถิ่น” ก็หมายความว่าต้องกำหนดขอบเขตให้ชัด    ว่าในบริบทไทย เป็นเขตเทศบาล  หรืออำเภอ  หรือจังหวัด  หรือภาค    เพราะเมื่อศึกษาลงรายละเอียดของผลกระทบ บางปัจจัยต้องระบุขอบเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ให้ชัด    เพราะบางกิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็ส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจของพื้นที่    เช่น มีเศรษฐียกที่ดิน ๑,๐๐๐ ไร่แก่มหาวิทยาลัย เทศบาลหรือ อปท. ผู้ดูแลพื้นที่นั้นขาดรายได้จากภาษีที่ดินทันที    เพราะมหาวิทยาลัยได้รับยกเว้นภาษี   

การวัดเฉพาะผลกระทบต่อท้องถิ่น    ไม่วัดผลกระทบต่อประเทศในภาพรวม    เป็นจุดอ่อนของการวัดผลกระทบของมหาวิทยาลัย  

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยวิจัยที่สร้างพื้นที่นวัตกรรมขึ้นในพื้นที่ตนตั้งอยู่ และดึงดูดอุตสาหกรรมและนักวิจัยและนวัตกรรมที่มีความสามารถสูงมาร่วมกันพัฒนานวัตกรรมเพื่อการส่งออก    มีผลพัฒนาพื้นที่ และต่อประเทศในด้านความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ อย่างมหาศาล ดังตัวอย่าง Stanford Research Park  มีผลต่อการเกิด Silicon Valley,  ผลของ  Research Triangle ในรัฐ North Carolina,    และผลจาก Route 128 Corridor ที่นครบอสตัน  เป็นต้น    โดยต้องไม่ลืมว่า กิจกรรมนี้เชื่อมโยงกับความเข้มแข็งด้าน STEM Education เป็นหลัก       

ผลกระทบทางอ้อมจากการที่พลเมืองมีคุณภาพสูงขึ้น

การมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นการเพิ่มการบริโภค ทั้งด้านปัจจัยสี่ และสถานบันเทิง พักผ่อนหย่อนใจ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม แก่พื้นที่   แต่เป้าหมายหลักคือการเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์  คือการผลิตบัณฑิต  เพิ่มพูนทักษะ  ปัญญา  ความใคร่รู้  จินตนาการ และความสร้างสรรค์    ผลกระทบเหล่านี้ คนในพื้นที่ที่ไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้รับประโยชน์ด้วย    เพราะจะทำให้สังคมดีขึ้น  อาชญากรรมน้อยลง  คนมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมสูงขึ้น    มีผลการวิจัย (ในอเมริกา) บอกว่า เมื่อแรงงานระดับปริญญาในพื้นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑   ค่าแรงของพนักงานที่ไม่จบเกรด ๑๒ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑.๙   ค่าแรงของพนักงานที่จบเกรด ๑๒ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑.๖   และค่าแรงของพนักงานที่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๔    แต่ก็มีผลการวิจัยอื่นที่ไม่พบผลกระทบทางอ้อมนี้    

ต้องไม่ลืมว่า บัณฑิตมหาวิทยาลัยไม่ใช่คนที่จะต้องอยู่ในพื้นที่เสมอไป   สำหรับในประเทศไทย บัณฑิตจบจากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในจังหวัดนั้น      

ผลจากกิจกรรมเสริม

กิจกรรมเสริมสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยในอเมริกาคือการกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย     ช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาและสร้างรายได้ให้แก่พื้นที่อย่างเป็นกอบเป็นกำ     ในเทศกาลการแข่งขันนัดสำคัญๆ จะมีศิษย์เก่าเดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อมาเชียร์ที่มมหาวิทยาลัยของตน    โรงแรมจึงเต็มหมด  ร้านอาหารถูกจองเต็ม    ศิษย์เก่ามาบริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยของตน  ฯลฯ    ประเทศไทยเราไม่มีสภาพนี้    

คำแนะนำเรื่องรายงานผลกระทบ

ผู้เขียนบทที่ ๓ สรุปข้อเสนอแนะเรื่องรายงานผลกระทบไว้ ดังนี้

  1. 1. ไม่ควรเสนอรายงานผลกระทบในทำนองว่า ทุกๆ ... เหรียญที่รัฐสนับสนุนมหาวิทยาลัย...   รัฐได้รับผลตอบแทน ... เหรียญ     เพราะไม่จริง
  2. 2. ไม่ควรรายงานผลกระทบด้านเดียวในสองรูปแบบ    เพื่อลวงผู้คนให้คิดว่ามหาวิทยาลัยมีผลกระทบสูง     
  3. 3. ไม่ควรใช้สารพัดกโลบายในการ “ลวง” สาธารณชน โดยรายงานผลกระทบ     เพราะแทนที่จะก่อผลดี กลับก่อผลร้ายในเรื่องความน่าเชื่อถือของวงการอุดมศึกษา     ข้อนี้วงการอุดมศึกษาไทยพึงตระหนัก  

ผลกระทบด้านวิจัยสูงสุดที่รอยต่อระหว่างสาขาวิชาการ

ที่จริงแล้ว นี่คือผลกระทบด้านนวัตกรรม คือการวิจัยที่ส่งผลด้านการนำไปใช้ประโยชน์ ก่อผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจ     ที่มหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้และพัฒนาการดำเนินงานเพื่อส่งมอบผลกระทบดังกล่าวต่อสังคม     เพราะในยุคนี้มหาวิทยาลัยถูกคาดหวังให้ทำงานวิจัยสู่ตลาด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากสร้างผลงานที่ก่อผลกระทบดังกล่าว มหาวิทยาลัยต้องหาทางวัดกระทบ และสื่อสารผลกระทบสู่สังคมวงกว้าง     โดยต้องสามารถวัดและสื่อสารทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง     และผลกระทบในวงกว้างอื่นๆ ในภาพรวม

ข้อโต้แย้งเรื่องการประเมิน

ข้อโต้แย้งสำคัญอยู่ที่การตั้งเป้าหมายไว้อย่างหนึ่ง แต่กลับวัดสิ่งอื่น    นั่นคือเป้าหมายของการมีมหาวิทยาลัยอยู่ที่ผลต่อสังคมภาพใหญ่    แต่มีการขับเคลื่อนให้เน้นวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

จึงเป็นความท้าทายต่อนักประเมิน ที่จะไม่ประเมินผลเฉพาะด้านเท่านั้น    ต้องไม่ละเลยการประเมินผลกระทบให้ครบด้าน   หรือผลกระทบองค์รวม    ซึ่งเป็นรู้กันว่า ทำให้แม่นยำได้ยากมาก

ตัวอย่างศูนย์วิจัยที่ก่อผลกระทบสูง

 เขายกตัวอย่างการประเมิน URC (University Research Center) ที่ริเริ่มและสนับสนุนโดย NSF (National Science Foundation) มานานกว่าสามสิบปีแล้ว    เลือกประเมิน ๑ แห่ง คือ CERSP (Center for Environmentally Responsible Solvents and Processes)  NSF เป็นเวลา ๑๐ ปี เริ่มจากปี ค.ศ. 1998   งบประมาณรวม ๓๖ ล้านเหรียญ    มีนักวิจัยจาก ๕ มหาวิทยาลัยเข้าร่วม  ได้แก่ UNC (University of Carolina at Chapel Hill), NCSU (North Carolina State University), University of Texas at Austin, Georgia Institute of Technology, และ North Carolina A&T State University)    มีวัตถุประสงค์กว้างและยืดหยุ่นมาก    เพื่อพัฒนา การศึกษาระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย (K-12), อุดมศึกษา, การพัฒนาอุตสาหกรรม, และกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม ซึ่งรวมการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน  การส่งเสริมให้เกิด start-up, และการให้บริการที่ปรึกษา    เน้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับสารทำละลาย (solvent) ที่สะอาดหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม    ศูนย์นี้มีอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษากว่า ๖๐๐ คน ทำงานตลอดช่วงเวลา ๑๐ ปี  

หลักการของการสนับสนุน URC คือการริเริ่มให้เกิดหน่วยจัดการงานวิจัยที่ก้าวข้ามเขตแดนของสาขาวิชาการ  และเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมและธุรกิจ    ด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดทางวิทยาศาสตร์ และมีผลกระทบสูงต่อสังคม     

URC มีการจัดการแยกออกมา มีความเป็นอิสระและยืดหยุ่นด้านการจัดการ    เอื้อต่อการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ

การประเมินผลกระทบของ CERSP จึงมีความซับซ้อนสูง    ต้องใช้วิธีประเมินหลายวิธีประกอบกัน    รวมทั้งต้องติดตามผลระยะยาว    และเปรียบเทียบกับวิธีให้ทุนวิจัยโมเดลอื่น    เริ่มจาก (๑) การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ด้วยวิธีการ IMPLAN    ตามด้วย (๒) การวัดการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี    และ (๓) การประเมินผลกระทบต่อสังคมด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา  

รายละเอียดผลกระทบ ๓ ด้าน (เศรษฐกิจ  ผลงานวิจัย  และผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม) อยู่ในตารางที่ ๔.๑ ของบทที่ ๔ ในหนังสือ    และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อปี อยู่ในตารางที่ ๔.๒  รวมเป็นเงินปีละ ๑๓.๕๑ ล้านเหรียญ  และสร้างงาน ๖๖ คนต่อปี     

ที่จริงเขาอธิบายรายละเอียดของการประเมินมากมาย    และเขายกตัวอย่างการประเมิน CERSP เพื่อเรียนรู้วิธีประเมินผลกระทบ    และข้อท้าทายของการประเมิน    ซึ่งเขาสรุปว่า ต้องใช้วิธีประเมินหลายวิธีประกอบกัน  

สรุป

มหาวิทยาลัยมีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคมหลากหลายด้าน    โครงสร้างและโมเดลการจัดการมหาวิทยาลัยที่ใช้กันอยู่ในโลกเน้นการจัดการวิชาการ    และผลกระทบทางวิชาการ    คือใช้โครงสร้างตามสาขาวิชาการ    หากต้องการผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้องมีโครงสร้างและระบบการจัดการคนละแบบ    เน้นที่โครงสร้างการทำงานข้ามสาขาวิชา  และมีการจัดการร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ    และมีการประเมินผลกระทบเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่อง        

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ย. ๖๓