อนึ่ง พึงจำไว้เสมอว่า อยาตัดสินใจในเรื่องสำคัญเมื่อสภาพจิตไม่ปกติ หรือเศร้าหมอง เพราะ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันต้องหวัง เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันต้องหวัง
อยาตัดสินใจในเรื่องสำคัญเมื่อสภาพจิตไม่ปกติ
ดร.ถวิล อรัญเวศ
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันต้องหวัง
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันต้องหวัง

จากข่าวสารในสังคมออนไลน์
มีเรื่องทำให้ใจเศร้าหมองอยู่เสมอ
สาเหตุของแต่ละปัญหามาจากรากเหง้า
ความชั่วเข้ามาครอบงำจิต
เช่น ความโลภมาก ความโกรธ
ความหลงใหลในสิ่งที่มายั่วยุ
เพราะจิตไม่ได้ฝึกฝนอบรมอยู่บ่อย ๆ
ปล่อยเลยตามเลย
จึงต้องเป็นอย่างนั้น
พุทธศาสนา จึงสอนให้เราหมั่นฝึกจิต
กำหนดสติรับรู้ว่า ขณะนี้
จิตกำลังคิดจะทำอะไร ดีไม่ดี
ธรรมชาติของจิตใจของคนเรา
ย่อมมีการผันแปรอยู่ตลอดเวลา
ไม่แน่นอน บางครั้ง เป็นพรหม
เป็นเทวดาเป็นพระ
แต่บางครั้งก็เป็นยักษ์เป็นมาร
เป็นเปรตเป็นอสุรกาย
ก็มี ไม่มีใครเก่งตลอดไป
ดังนั้น ต้องหมั่นฝึกจิต
เพราะชนะตนนั้นแหละเป็นดี
การชนะผู้อื่นอาจจะมีวันกลับแพ้ได้
แต่หากชนะใจตนเองได้
ความชั่ว ก็จะไม่มา เพราะ
“ฝืนใจ จะได้กำไร ตามใจจะขาดทุน”
ดังนั้น พุทธองค์จึงตรัสสอนให้เรา
พึงฝึกจิตอยู่เสมอ
กำหนดรู้ทุกขณะ มีสติ
สัมปชัญญะ เพราะจิต
ที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้

ผู้มีปัญญาพึงฝึกฝนอบรมจิตอยู่เสมอ
และพยายามข่มไว้
ไม่ให้ตกไปสู่ที่ต่ำที่ชั่ว
ความสุขของมนุษย์เริ่มจากจิตใจ
ที่ดีงามใสบริสุทธิ์ ถ้าจิตมีมลทิน
กิเลสอาสวะห่อหุ้มมาก ย่อมมีสุขน้อย
ถ้ามีกิเลสเข้ามาปนน้อย ย่อมมีสุขมาก
วัดความสุขกันที่ความบริสุทธิ์ของใจ
แต่หากมีใจขุ่นมัว จิตคุกรุ่นด้วยไฟ
คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือความโลภ
ความโกรธ และความหลงแล้ว
ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีความสุขอย่างแท้จริง
พระบรมศาสดาทรงสอนว่า
ถ้าอยากพบกับความสุขเป็นอมตะ
ต้องฝึกรักษาจิตไว้ให้ตั้งมั่น หาก
ไม่ฝึกฝนอบรมจิตให้ดีแล้ว
มักจะดิ้นรนซัดส่ายไปหากิเลส
ไปสู่ที่ต่ำช้า ซึ่งเป็นเหตุ
ให้ต้องเดือดร้อนอยู่ร่ำไป
ผู้ปรารถนาความสุข
จึงต้องเริ่มต้นที่การฝึกฝนจิต
ถ้าหมั่นรักษาไว้ ให้คงความบริสุทธิ์
จนเห็นเป็นดวงใสสว่าง
อยู่กลางกายเสมอ เมื่อจะพูด
หรือกระทำสิ่งใด ก็จะมี
ความพอเหมาะพอดี
และจะนำแต่สิ่งที่ดี
มีสิริมงคลเข้ามา
สู่ตัวเรา ดังนั้น
จิตที่ฝึกดีแล้ว จึงนำสุขมาให้
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสไว้ว่า
“เราตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น
ส่วนใครจะเดินหรือไม่...นั้น
ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะรับเอาเท่านั้นเอง”
พระพุทธองค์ไม่สามารถทำ
ให้ใครพ้นทุกข์ได้ นอกจาก
ตัวเราเองปฏิบัติเอง
พ้นทุกข์ได้เองเท่านั้น
บุญ-บาป มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วย
ท่านจึงสอนให้เราพากันรักษาจิตใจ ฝึกสติ
รักษาใจให้มากกว่าหาทรัพย์ภายนอก ไม่เช่นนั้น
กิเลสตัณหาก็จะมาพาไป ดึงไปให้ติดสุข
แล้วอยู่กับความสุขในโลกีย์ อันไม่ยั่งยืน
จิตมักจะถูกสิ่งแปลกปลอมชักพาไปเสมอ
เพราะตัณหา... “มีผลเป็นทุกข์
มีสมุทัยเป็นต้นเหตุให้ทุกข์เกิด
มีนิโรธเป็นตัวดับทุกข์ มีมรรคแปด
เป็นทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์”
มันเป็นสิ่งธรรมดาที่คน
ส่วนใหญ่มองข้ามไป
ดับอะไร...?
คือ ดับทุกข์ อันมีเหตุมาจากตัณหา มีอวิชชา
ตัวไม่รู้คอยครอบงำ เมื่อดับทุกข์ในใจได้หมด
ถ้าดับได้สนิททุกข์ก็หายไปหมด
วิธีการดับทุกข์ต้องเริ่มต้นด้วย
“ศีล-สมาธิ-ปัญญา” คือ ทางปฏิบัติ
เพื่อความดับไปของทุกข์ทั้งปวง
ตรงนี่ใครละได้จะเข้าถึงจุดเปลี่ยนที่ใจ
จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตที่แท้จริง

การที่เราจะไปรอทำจิตให้สงบในวัน
ข้างหน้าเป็นเรื่องเฟ้อฝัน
เพราะอะไร...? เพราะกรรมที่เรากำลังทำอยู่เท่านั้น...
จะเป็นตัวกำหนดอนาคต.. ถ้าเรารอทำในอนาคตจะ
ไม่มีวันถึงอนาคตเลย หรือว่า “จะรอทำจิตใจให้
ใสสะอาดตอนใกล้ตาย ยิ่งไปกันใหญ่เลย”
เพราะตอนที่ตนเองแข็งแรงยังไม่สามารถทำได้
แล้วจะไปรอทำตอนใกล้ตาย มันเป็นไปได้ยาก
เพราะจิตของคนแก่ คนใกล้ตายเป็นจิตที่กังวล
หลงละเมอเพราะหมดสติ
อนึ่ง พึงจำไว้เสมอว่า
อยาตัดสินใจในเรื่องสำคัญเมื่อสภาพจิตไม่ปกติ
หรือเศร้าหมอง เพราะ
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันต้องหวัง
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันต้องหวัง
