๒ มิติอัศจรรย์ ๒วันซ้อน(วันที่ ๗-๘เมษายน พ.ศ.๒๕๖๓) วันพระใหญ่ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๕ และปรากฏการณ์อัศจรรย์คืนวันพระจันทร์เต็มดวง(Super Full Moon)



วันนี้ผู้เขียน ได้มานั่งทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายต่อหลายเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา จนทำให้ผู้เขียนรู้สึกได้ครับว่า เรื่องราวต่าง ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น มันไม่มีเรื่องราวใด เหตุการณ์ใดสักเรื่องเดียวที่เป็นเหตุบังเอิญเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งอย่างมันเป็นเรื่องที่เราจะต้องเจอ เมื่อเจอแล้ว ผ่านไปแล้ว สิ่งเหล่านี้แหละ!!ที่มันได้บอกบางสิ่งบางอย่างกับเรา บางเรื่องราวบอกได้ถึงวิบากที่เราต้องเจอ



บางเรื่องราวบอกเราว่าอนาคตข้างหน้าเราจะเดินไปทางไหน ผู้คนเหล่านั้นที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ทุกเรื่องราว อย่างไรเสียมันก็ต้องเกิดไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ เมื่อเราเจอแล้ว พบแล้ว ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นไปแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น หากเปรียบข้อธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว มันเหมือนวิบากนะครับ วิบากที่เราต้องเจอ และผ่านมันไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มันสอนอะไรเรา หรือ?



หากคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว พระพุทธองค์ท่านเคยพูดสอนไว้ครับว่า....วิบากนั้นมีทั้งวิบากที่ดีและไม่ดี นั้นเป็นเพราะ #ผลกรรมที่เราได้ทำไว้ การกระทำต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่เราจะต้องรับผล ตัวเราเองเป็นผู้มีกรรมเป็นของตัว มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป คุณหรือโทษ ประโยชน์หรือมิใช่ประโยชน์ ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราได้ทำกรรมอะไรไว้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดีหรือชั่ว กรรมต่าง ๆนั้นจะเป็นที่พึ่งของเรา และกรรมนั้นจะเป็นทายาทเรา ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ทุกคติ ทุกกำเนิด.....นี่คือคำสอนหนึ่งที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอนไว้จากการได้ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของพระองค์เอง



เมื่อกล่าวถึงบทนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงถ้อยคำของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งครับ ที่ผู้เขียนได้เคยพูดคุยกับท่าน ท่านเมตตาบอกผู้เขียนไว้ว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่เราพบเจอนั้น มันเป็นเบี้ยรายทางที่เราต้องพบต้องเจอ เพื่อพบแล้วเจอแล้วให้รับรู้ว่าว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างไปยึดติดกับมัน เมื่อยึดติดกับมัน เราจะไปได้ไม่ถึงไหน เพราะทางที่เราจะต้องเดินไปให้ถึงนั้นมันยังอีกยาวไกล ให้ใช้ปัญญา ปัญญาจะพาเราไปถึงฝั่ง” ท่านบอกกับผู้เขียนอย่างนั้น



และเรื่องราวอัศจรรย์ใจที่ผู้เขียน เขียนไว้นี้ก็เช่นกัน มันเป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายต่อหลายเหตุการณ์ หลายเรื่องราว ซึ่งผู้เขียนเชื่อครับว่า หลาย ๆ ท่านครับก็เคยผ่านเรื่องราวอัศจรรย์ใจ เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มามากมายเช่นกัน บางท่านอาจจะนับครั้งไม่ถ้วน ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีใคร sharing เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้สู่สาธารณะหรือไม่ต่างหาก



เมื่อได้แบ่งปันเรื่องราวต่างๆ นี้แล้ว เรื่องราวมันได้สอนอะไรเรา...



๒ ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนนี้ ถือเป็น ความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งผู้เขียนไม่ได้คาดหวังให้อ่านแล้วเชื่อตาม หากแต่ว่าเรื่องราวอัศจรรย์ใจที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผู้เขียนนั้น ได้ทำให้ผู้เขียนได้ข้อคิดบางอย่าง จากเหตุการณ์เหล่านั้นต่างหาก ทั้งจากการประพฤติและปฏิบัติธรรมของตัวเอง และความแยบคายเท่าที่ปัญญาของผู้เขียนพึงมี ชีวิตที่ก้าวลงจากสะพานโค้ง มันหดสั้นใกล้เข้ามาทุกวันแล้ว อย่างน้อยบันทึกฉบับนี้จะยังคงโลดแล่น อยู่บนโลก online นี้ ให้คนรุ่นหลังได้อ่านได้ศึกษาต่อไป



๒ ลำดับเหตุการณ์ (เป็นการได้ภาพถ่ายมาโดยไม่ตั้งใจ ขอเล่าเรื่องราวประกอบภาพถ่ายไปพร้อมกัน)



ภาพถ่าย วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๓ ตรงกับพระวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๕ ถ่ายโดยลูกสาวของผู้เขียน

ภาพถ่าย ๒ ใบนี้ ถ่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน มุมกล้องอาจจะต่างกันนิดหน่อย จากการจับภาพ วันที่ถ่ายภาพ เป็นวันพระใหญ่ ซึ่งผู้เขียนได้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ในบ้านที่ปลูกไว้กลางสวน และหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ผู้เขียนก็จะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตามปกติวิสัย ทุกครั้งเป็นประจำ เมื่อเดินกลับมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่มีสมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ผู้เขียนมีความรู้สึกอยากถ่ายรูป จึงให้ลูกสาว ถ่ายรูปเก็บไว้ ๒รูป ถ่ายเสร็จเปิดดูแต่ก็ไม่ได้แอะใจอะไร? แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ



วันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้เขียนก็ใช้ชีวิตเหมือนที่เป็น สิ่งหนึ่งที่ทำเป็นประจำนั่นคือ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่สำหรับวันนี้ เป็นวันพิเศษ ที่มีปรากฏการณ์ super full moon ซึ่งเป็น ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวง โคจรเข้ามาใกล้โลกที่สุดในรอบปี คำนวณทางวิทยาศาสตร์แล้ว ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลก ๓๕๗,๐๒๒กิโลเมตร นี่คือ ปรากฏการณ์พิเศษที่สามารถพิสูจน์ได้



ในคืนวันนี้เอง ผู้เขียนได้เข้าห้องพระ สวดมนต์และนั่งสมาธิตามปกติ เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นลงสักประมาณ ๒ทุ่ม ผู้เขียนก็ออกมาดู ปรากฏการณ์พิเศษ super full moon นี้ ที่หน้าบ้านของผู้เขียนร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ ดูแล้วก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ที่มีความสว่าง ความใหญ่ และเข้าใกล้โลกมากกว่าปกติเก็บไว้ ระหว่างที่ถ่ายก็รู้สึกแปลก แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมาก เมื่อถ่ายเสร็จแล้ว ก็ดูภาพพระจันทร์ที่ถ่าย ซึ่งรู้สึกมันสว่างมากเป็นพิเศษจริง ๆ และก็กลับเข้าบ้านตามปกติ



วันสองวันผ่านไป ผู้เขียน นำรูปที่เคยถ่ายไว้มาดูอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ ได้นั่งพิจารณารูปที่ถ่ายนานกว่าปกติ จึงได้เห็นบางอย่างจากภาพถ่ายนั้น



ภาพถ่ายแรก วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ ที่ถ่ายในช่วงกลางวันซึ่งตรงกับวันพระใหญ่ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ผู้เขียนสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากภาพถ่ายนี้ ผู้เขียนนึกถึง ชีวิตหลังความตาย ผู้เขียนนึกถึงปรากฏการณ์พิเศษ ที่ผู้คนมากมายหลายคนประสบพบเห็นด้วยตาเนื้อบ้าง ตาในบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำโบราณ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านพูดเอาไว้ และสืบทอดความเชื่อนี้มานาน ที่ว่า “วันพระใหญ่ เป็นวันที่ยมโลกเปิดให้ดวงวิญาณต่าง ๆ ออกมามากมาย เพื่อรับอานิสสงส์แห่งบุญกับมนุษย์”



ผู้เขียนได้อ่านพบบทความบางตอนที่พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต วัดป่าสันติพุทธารามท่านได้พูดไว้ จาก http://www.sa-ngob.com/sermon-morning-detail/3815

“วันพระเป็นวันสากลของวัฏฏะ ตั้งแต่พรหมลงมาเลย รู้กันว่าวันนี้เป็นวันทำบุญกุศล แม้แต่พวกสัมภเวสี แม้แต่ผีที่ไร้ญาติ ผีที่ไม่มีใครดูแล วันพระเป็นวันที่ชาวพุทธเขาจะทำบุญกุศลกัน แล้วเวลาพระให้พร เขาจะอุทิศส่วนบุญกุศลมาเพื่อเจ้ากรรมนายเวร เพื่อสัมภเวสี เพื่อสัตว์โลก เห็นไหม สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลาย เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เธอจงเป็นสุขๆ เถิด เราทำบุญกุศล อุทิศส่วนกุศลมาให้ ไอ้คนที่ไม่มีทางออกมันก็ได้ส่วนบุญกุศลวันนี้ไง



พูดถึงวันพระนะ วันพระ เราก็ดูจากภายนอกมา ดูจากภายนอก ภายนอกประเพณีวัฒนธรรม สัญลักษณ์สำคัญไหม สำคัญ สำคัญเพราะเป็นผลของวัฏฏะ ของวัฏฏะตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหมลงมา นี่สื่อ เป็นสากลรู้กันหมดเลย รู้กันหมด ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปถึงกันหมด ถ้าพูดถึงบุญกุศลที่มันเกี่ยวเนื่องต่อกัน ถ้าเขามีบุญดีแล้วก็เรื่องของเขา นี่พูดถึงวันพระ”



พระพุทธศาสนา สอนเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด ที่เรียกว่า วัฎฎะ การเวียนว่ายตายเกิดที่เกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ ของสัตว์โลกทั้งหลาย ด้วยผลแห่งการกระทำที่ทำลงไป ตามกรรม ตามวิบากที่ได้ทำไว้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ จนกว่าจะตัดวิบาก และหลุดพ้นจากวัฏฏะนี้ และหนทางที่จะทำให้เราพ้นจากวัฏฏะนี้ ได้ มีทางเดียวเท่านั้น คือ การสั่งสมความดี ทำลายเชื้อของกิเลสที่เป็นเหมือนยางเหนียว คอยเหนี่ยวรั้งเราให้กลับมาเกิดมาตายอยู่ร่ำไป เราสามารถหลุดพ้นจากวัฏฏะนี้ได้ตามรอยของพระพุทธองค์ที่ท่านได้ทำสำเร็จมาแล้ว ด้วย “ศีล สมาธิ และปัญญา” ของพระองค์ และสิ่งนี้แหละ ที่จะเป็นบาทฐานให้กับเรา หลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ได้



ผู้เขียนนั่งมองภาพนี้ น้อมใจของผู้เขียนเองเข้าหาข้อธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ด้วยความศรัทธา และความเชื่อมั่นในแก่นธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้ มอบไว้ และการเวียนว่ายตายเกิดนี้ เรามิอาจรู้ได้ว่า ภพหน้านั้นเราจะเป็นอะไร อยู่ภพไหนแต่พระพุทธศาสนาสอนเราเสมอว่า ให้เราสะสมคุณงามความดี เราก็สามารถหลุดพ้นจากวัฎสงสารนี้ได้ การสะสมคุณงามความดีทุกรูปแบบ และถึงพร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่ง ๓ สิ่งนี้จะเป็นหนทางทำให้เราการหลุดพ้นจากวัฏฏะนี้ได้ ตามรอยของพระพุทธองค์ที่ท่านได้ทำสำเร็จมาแล้ว



เมื่อศีลเต็ม สมาธิที่ทำก็จะก้าวหน้า และเมื่อสมาธิเต็มเมื่อไหร่ สิ่งที่ตามมาคือปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นเองเมื่อสมาธิเต็ม และปัญญาตัวนี้แหละ จะเป็นตัวตัดภพตัดชาติให้เราออกจากวัฎสงสารนี้ ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายกันอีกต่อไป และอย่างน้อยวันนี้ ภาพถ่ายนี้ ทำผู้เขียนใช้เป็นอนุสติเตือนใจตัวเองให้ระลึกถึงอยู่เนือง ๆ หากว่า เราเป็นอย่างภาพที่ปรากฏอยู่นี้ หัวใจของเราจะห่อเหี่ยวสักแค่ไหน?



ภาพถ่ายที่สอง วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๓ คืนsuper full moon เมื่อผู้เขียนนั่งพิจารณาภาพถ่ายนี้แล้ว ภาพถ่ายในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงแบบนี้ ผู้เขียนว่าเป็นภาพถ่ายที่หาดูยากมากนะครับ โดยเฉพาะร่องรอยของภาพถ่ายใบนี้ ใช่ว่าแค่เพียงผู้เขียนคนเดียวรู้สึกนะครับ แต่หลายต่อหลายคนก็รู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน ช่างเป็นภาพที่คล้ายกับ “พญานาคคาบแก้ว” อย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจในภาพถ่าย ช่างเป็นเหตุบังเอิญที่เป็นจังหวะพอดีประจวบเหมาะอย่างนั้นจริง ๆ



ในความเชื่อของคนไทย ที่เชื่อสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะประชาชนคนไทยแถบลุ่มแม่น้ำโขง หากกล่าวถึง “บั้งไฟพญานาค” ในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำและเรื่องราวของพญานาคที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน แม้กระทั่งพระอริยสงฆ์หลายรูปได้กล่าวว่า พญานาคนั้นมีจริง



เขียนถึงตรงนี้แล้วผู้เขียนรู้สึกเช่นนั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับองค์พญานาคที่พระอริยสงฆ์ หลายรูปครับไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นต้น ท่านได้เมตตาเล่าประสบการณ์จริง ที่ท่านประสบมาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น พญานาคมาขอฟังธรรมจากองค์ #หลวงปู่มั่นฯ พญานาคที่น้ำตกไนแองการ่า ที่ #หลวงปู่ชอบ ประสบด้วยตนเอง หรือที่ #หลวงปู่สิม ท่านเจอพญานาคที่ถ้ำผาป่อง หรือแม้นกระทั่งองค์ #หลวงปู่หลุย ท่านถูกพญานาคเอาหางรัดท่านที่ภูบักบิด เป็นต้น เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้เห็นด้วยสายตาตัวเอง แต่ผู้เขียนก็เชื่ออย่างสนิทใจครับว่า นี่คือเรื่องจริง เพราะทุกเรื่องราวที่กล่าวถึงนั้น ออกมาจากปากของพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และทรงศีลอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เป็นไปไม่ได้ครับที่จะเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลอื่นใด



พญานาค นั้น ปรากฏคู่กับพระพุทธศาสนามาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๖ ที่สระมุจรินทร์ และตอนนั้นเกิดฝนตกอย่างหนัก ก็ได้มีพญานาคขึ้นมาแผ่พังพาน ป้องกันเม็ดฝนมิให้แตะต้องพระวรกายของพระพุทธองค์



และที่ผู้เขียนประทับใจเกี่ยวกับพญานาคอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ๑๐ ชาติสุดท้ายที่พระองค์ทรงเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญานาค นามว่า “ภูริทัตต์นาคราช

การเสวยชาติเป็นนาคราชในครั้งนี้ ซึ่งเป็นชาติที่พระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างหนักแน่น ในเรื่องของ “ศีลบารมี” เพราะในชาตินั้นพระองค์รู้ว่า การรักษาศีล เมื่อศีลบริบูรณ์แล้ว ศีลนั้นจะนำพาให้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ชาตินี้พระองค์จึงเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เพื่อรักษาสัจจะ พระองค์ไม่ยอมให้ความโกธรเข้าครอบงำ และความไม่โกธรนี่เอง สามารถรักษาศีลของพระองค์ให้บริบูรณ์ได้



(ผู้เขียนคิดต่อ เพราะภพภูมิที่เกิดเป็นนาคราชนี้ ยังคงเป็นภพภูมิ ที่อยู่กึ่งเทพกึ่งเดรัจฉานอยู่ นั่นหมายความว่า ยังคงเป็นภพภูมิที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้นั่นเอง การรักษาสัจจะของภูริทัตต์นาคราชเพื่อให้ศีลบริบูรณ์ เพื่อจะได้นำพาตัวเองนั้นไปเกิดเป็นเทวดา ซึ่งเป็นภพภูมิที่สูงขึ้น มีโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ และสามารถ #บรรลุธรรม ได้



และนี่คือบทสรุป ที่ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจจากภาพถ่าย พญานาคคาบแก้ว ที่ผู้เขียนรู้สึกเช่นนั้น ในคืนพระจันทร์เต็มดวง super full moon ภาพปริศนาธรรม ที่ พญานาคราชมอบให้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชื่นชม....ถนนสายชีวิต



ความเห็น (1)

-สาธุ…