กราบหลวงปู่เนตร พระอริยสงฆ์สายหลวงปู่มั่น

ผมตั้งใจว่า วันเกิดปีนี้ อยากกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งครับ “หลวงปู่เนตร จิรปุญโญ” แห่งวัดมหาธาตุแหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ซึ่งคืนก่อนเดินทางไปกราบหลวงปู่นั้น ผมยังสองจิตสองใจอยู่เลยครับว่าจะไปดีไหม? เพราะปีนี้ หลวงปู่ อายุมากแล้ว 95 ปี ท่านจะอนุญาตให้ผมเยี่ยมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตัวผมนั้นเป็นใครมาจากไหนท่านก็ไม่รู้จัก จะมีวาสนาได้กราบหลวงปู่หรือ? (ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ)

แต่ด้วยศรัทธาในข้อธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร ที่ผมให้ความเคารพ ศรัทธาเลื่อมใส และได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านมาโดยตลอด กว่า 7 ปีที่ผ่านมา และในคืนนั้นเองก่อนนอน ตัวผมเองได้อธิษฐานจิตในสมาธิครับ.. หากมีวาสนาที่จะได้กราบท่าน ขอให้หลวงปู่ได้โปรดเมตตา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทำภารกิจในช่วงเช้าให้กับครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย ผมได้ขับรถออกจากบ้านสวน นิคมขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เช้า โดยไม่ได้คาดหวังอื่นใด นอกจากการได้กราบองค์หลวงปู่ฯในวันเกิด ครบรอบปีที่ 57 ของตัวเอง สักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็เป็นวาสนาแล้ว

ขับรถกว่าจะไปถึง วัดมหาธาตุแหลมสัก ก็ปาไปถึงเวลาประมาณ 10.30 น.เห็นจะได้ เนื่องจากเป็นการเดินทางแบบไปคนเดียว ระบบแผนที่นำทางก็ใช้ไม่เป็น เพราะที่ผ่านมานั้น การเดินทางไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่งนั้น สมาชิกในครอบครัวจะทำให้เสมอ ครั้งนี้ต้องตั้งเอง ระบบนำทางเหมือนทำงาน เสียงพูดมีแค่ครั้งแรก ครั้งเดียวแล้วก็เงียบหายไป การเคลื่อนไหวของลูกศรนำทางไปนั้นไม่เคลื่อนที่เลย 

ผมนึกในใจว่า..ก่อนหน้านี้เคยขับรถพาครอบครัวมาไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ที่เจดีย์วัดมหาธาตุแหลมสัก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่แอะใจว่า หลวงปู่ฯได้จำพรรษาอยู่ที่นี่ด้วย จนกระทั่งเมื่อถึงบ้านที่สุราษฎร์แล้ว..แม่น้องดวงใจบอกว่า วัดแห่งนี้มีหลวงปู่เนตร จำพรรษาอยู่ด้วยนะ ยังคิดครับว่า...วันนั้นโอกาสมาแต่วาสนาไม่มีจริง ๆ หลวงปู่ฯอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีเหตุดลใจอะไรเลย ที่จะทำให้ได้เข้าไปกราบหลวงปู่ฯ แต่วันนี้... วันที่9 เดือน9 กลับมีเหตุดลใจให้อยากเดินทางมากราบหลวงปู่ฯซะเหลือเกิน (คิดในใจอย่างนี้จริงๆ นะครับว่า “หากพลังแห่งการอธิษฐานจิตในสมาธิเป็นจริง” แค่ได้กราบเฉยๆ ก็เป็นบุญแล้ว)

เมื่อขับรถมาจอดที่ลานจอดในวัดมหาธาตุแหลมสัก ผมเปิดประตูรถออกไป ไม่พูดพร่ำทำเพลง (ข้าวไม่ได้กิน ห้องน้ำไม่ได้เข้า) เพราะเห็นว่าเวลาผ่านมาเกือยถึงเวลาพระฉันท์เพลแล้ว เพียงแค่ผมหิ้วตระกร้าเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ ที่ตั้งใจเตรียมไว้ไปกราบหลวงปู่ฯ ลงจากรถเท่านั้น สองเท้าก็ก้าวเดิน และในระหว่างที่ก้าวเดินนั้นเอง ได้มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง(ที่ผมถามภายหลังว่า เขาไม่ได้ตั้งใจมาที่วัด เพียงแค่ผ่านมาเพื่อไปแจกของให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ติดกับวัด) ผมได้ถามไปว่า “ผมจะมากราบหลวงปู่ฯไม่ทราบว่าจะกราบท่านได้มั้ยครับ” สุภาพบุรุษท่านนี้เป็นคนในพื้นที่ตำบลแหลมสัก ได้ตอบกลับไปว่า “กราบได้ครับ แต่ไม่แน่ใจว่า หลวงปู่ฯจะอยู่หรือเปล่า

แล้วเขาก็อาสานำพาผมไป เขาเดินนำผมไปยังกุฎิที่หลวงปู่ฯจำพรรษา ซึ่งตัวผมก็เดินตามเขาไป ด้วยหัวใจที่เบิกบานเป็นพิเศษ เพราะไม่คิดครับว่าจะมีใครอาสาพามาเช่นนี้ เมื่อมาถึงหน้ากุฎิ ใจก็ตุ้มๆ ตุ่มๆ ครับว่า...จะได้กราบหลวงปู่หรือเปล่าหนอ

สุภาพบุรุษท่านนี้ ได้มองเข้าไปในลานหน้ากุฎิของหลวงปู่ฯ แล้วหันมาบอกกับผมว่า “โชคดีจังเลยนะครับ หลวงปู่ฯท่านนั่งอยู่พอดี

ตัวผมเองดีใจจนบอกไม่ถูก แต่ก็ยังคงมีสติอยู่ ได้พูดกับสุภาพบุรุษท่านนี้ ไปอีกครั้งว่า “ขอบคุณพี่มากนะครับ และหากว่า ผมจะขอรบกวนพี่ช่วยถ่ายรูปจากโทรศัพท์ให้ผมสัก2 –3รูป จะเป็นการรบกวนพี่หรือเปล่า” เขาตอบกลับมาว่า “ได้ครับ ยินดี

ผมคิดในใจต่อครับว่า สิ่งที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ถ่ายรูปกับหลวงปู่ฯในการมากราบครั้งนี้ เป็นเหตุบังเอิญที่เป็นความจริงขึ้นมาโดยไม่คาดนึก(การเดินทางมาคนเดียวของผม เพียงแค่ได้กราบหลวงปู่ฯก็บรรลุความตั้งใจแล้ว)

วินาทีแรกที่ผมได้เข้าใกล้องค์หลวงปู่ฯนั้น สิ่งแรกที่ผมได้เห็นก็ คือ "รอยยิ้ม" ครับ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง ภาพของรอยยิ้มที่หลวงปู่มีเมตตามอบให้ผม ผมรู้สึกถึงกระแสแห่งความเย็นจากรอยยิ้มนั้น

เพียงไม่กี่อึดใจผมก็แนะตัวตัวเองไปว่า “วันนี้ผมตั้งใจมากราบหลวงปู่ฯ เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดผมครับ” พร้อมกับถวายกระเช้าเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพแด่หลวงปู่ฯ (หลวงปู่ฯเมตตารับไว้) และพูดเพิ่มเติมว่า “ตัวผมเองเป็นอาจารย์สอนสมาธิในพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ฯ ประมาณ 6 ปีแล้วครับ และผมทราบประวัติของหลวงปู่ฯว่า หลวงปู่ฯเองนั้นเป็นศิษย์ของหลวงปู่เทส์ก เทสรังสี (ศิษย์รุ่นแรก ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ครับ

และดูเหมือนว่า...หลวงปู่เนตรท่านจะรู้ใจผมครับ ว่าผมอยากจะขอความเมตตาจากหลวงปู่ฯ ได้ให้ข้อธรรมคำสอนเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิตในครั้งนี้หลวงปู่ฯได้มีเมตตาต่อตัวผมเป็นอย่างยิ่ง ข้อธรรมที่หลวงปู่ฯได้เมตตาสอนและมอบให้เป็นของขวัญแก่ผม มีประมาณนี้ครับ

โชคดีแล้วนะ ที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นภพชาติเดียวที่ประเสริฐที่สุด เมื่อมีโอกาสแล้ว บารมีเต็มแล้วให้ทำลายภพชาติให้มันแตกดับไปเสียในชาตินี้เลยนะ แนวทางที่ปฏิบัติอยู่นั้นถูกทางแล้ว ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องคาดหวังเมื่อถึงเวลาเราจะรู้ของเราเอง ใครก็รู้แทนเราไม่ได้ หิวข้าวนั้นต้องหากินเอง เมื่ออิ่มแล้วก็จะรู้เอง” หลวงปู่ฯพูดสอนผมเช่นนั้น

และหลวงปู่ฯยังให้ข้อธรรมต่ออีกครับว่า “ชีวิตที่เกิดมานี้ เมื่อเราไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ตายไปก็จะเสียเปล่า ชีวิตที่เกิดมานี้ หากเราอยู่โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดมามันก็เหมือนกับการมาสาดโคลนใส่กัน ไม่มีประโยชน์ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เขาเปียกเราก็เปียก เราเจ็บเขาก็เจ็บ ให้อยู่กับใจที่สงบเย็นที่ทำอยู่นี่แหละดีที่สุดแล้ว”....หลวงปู่ฯพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มและเบา แต่ทว่าลึกซึ้งกินใจผมมากครับ(น้ำตา..มันก็รื้นไปอยู่ที่หางตา... เป็นความปิติที่เกิดจากข้อธรรมที่หลวงปู่ฯเมตตามอบให้ผม) หลวงปู่ฯมองหน้าผมและพูดกำชับกับผมอีกครั้งครับว่า “มาถูกทางแล้วนะ ทำจิตให้สงบเย็น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มันเต็ม จิตจะเกิดปัญญาเอง และให้เอาปัญญานี่แหละทำลายภพ..ทำลายชาติให้แตกดับไป” ....หลวงปู่ฯพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาต่อตัวผม

ผมได้นั่งอยู่กับหลวงปู่ฯ (หลังจากพี่สุภาพบุรุษ ซึ่งผมไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามไว้ ได้กราบลาหลวงปู่ไปก่อน เมื่อถ่ายรูปให้ผมเสร็จ )สักประมาณ 15-20 นาที ก่อนกราบลาหลวงปู่ฯ ผมได้ร่วมบุญสร้างพระมหาเจดีย์ที่หลวงปู่ฯกำลังสร้างค้างอยู่ในขนาดนี้ และหลวงปู่ฯยังได้บอกผมก่อนกลับอีกว่า “ให้ไปนั่งสมาธิที่นั้น

ผมมองหน้าหลวงปู่ฯ และกราบเท้าลาหลวงปู่ฯ ที่มีเมตตาต่อตัวผม ด้วยคำกราบลา

ขอให้หลวงปู่ฯมีสุขภาพแข็งแรงครับ” กราบลาหลวงปู่ฯครั้งนี้ด้วยหัวใจที่เบิกบาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชื่นชม....ถนนสายชีวิต



ความเห็น (0)