สมัยที่ผมเป็นเด็ก และพ่อทำโรงสี คนงานคนหนึ่งคือ “ลุงแฮม” ที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นปุปะทั้งหน้า ลุงแฮมบอกว่า เป็นแผลเป็นจากการเป็นโรคฝีดาษ ตอนเป็นโรคมีฝีพุพองทั้งตัว ต้องนอนบนใบตอง เพราะนอนเสื่อจะเจ็บ และทำให้เสื่อสกปรก ล้างยาก ลุงแฮมบอกว่า คนที่เป็นฝีดาษสมัยนั้น หลายคนตาย นั่นคือเหตุการณ์เมื่อราวๆ ร้อยปีมาแล้ว
ตอนที่ผมคุยกับลุงแฮม เป็นเวลากว่าหกสิบปีมาแล้ว ผมคุยด้วยความสบายใจว่าผมปลูกฝีแล้ว ปลอดภัยแน่นอน เท่ากับผมเติบโตมากับความเชื่อว่าวัคซีนมีแต่คุณ ไม่มีโทษ และคิดเช่นนี้เรื่อยมา เมื่อเป็นหมอแล้ว
ดังนั้น เมื่อได้รับทราบขบวนการต่อต้านวัคซีนในสหรัฐอเมริกา และในโลก (๑) ผมจึงตกใจ ว่ายังมีคนที่สมาทานมิจฉาทิฐิในประเทศเจริญแล้ว และเป็นมหาอำนาจระดับหนึ่ง ได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ ส่ง Podcast เรื่อง The Vaccine Trust Problem (๒)มาให้ ท่านอดีต รมต. นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ กับผม คุณหมอสมศักดิ์ จึงส่งหนังสือ Between Hope and Fear : A History of Vaccine and Human Immunity (๓)มาให้ ทำให้ได้เข้าใจสังคมมนุษย์ จากมุมของ complexity
ทำให้ผมทราบว่า ผู้จุดชนวนกระแสรังเกียจวัคซีนคือ Andrew Wakefieldที่ถูกพิสูจน์แล้วว่า ข้ออ้างของเขาว่าวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม เป็นสาเหตุของ ออทิสซึม ไม่เป็นความจริง แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากปฏิเสธวัคซีน
ยิ่งได้ฟัง podcast (๒)และทราบว่า คนอเมริกันร้อยละ ๕๐ จะปฏิเสธวัคซีนป้องกันโควิด ๑๙ ยิ่งตกใจ และใน นั้นมีคำพูดของ ปธน. ทรั้มป์ ยิ่งตกใจขึ้นไปอีก ตกใจและเห็นใจคนอเมริกัน ที่มีประธานาธิบดีคนนี้
แต่เมื่อสองสามวันก่อนก็ได้ข่าว ทรัมป์ทำสัญญากับบริษัทผลิตวัคซีนโควิด ขอซื้อ ๑๐๐ ล้านโดส
เท่ากับว่า ปรากฏการณ์การระบาดของโควิด ๑๙ มาสอนวิชาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์สมัยใหม่ให้แก่ผม ให้ได้เข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ และมิติของความซับซ้อนในสังคม
ผมจึงรอดูผลว่า เมื่อมีวัคซีนโควิดออกมาจริงๆ มีคนอเมริกันมากถึงครึ่งหนึ่งของประเทศหรือไม่ ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีน
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ค. ๖๓
บนรถแล่นบนทางด่วนจากบ้านไป สกอ.