บันทึกชุด ความฉลาดรวมหมู่ตีความ (และสรุปความ) จากหนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World  (2018) เขียนโดย Geoff Mulgan ศาสตราจารย์ด้าน collective intelligence, public policy & social innovation แห่ง UCL  และเป็น CEO ของ NESTA    โดยในตอนที่ ๑๔ นี้ ตีความจากบทที่ 16   How Does a Society Think and Create as a System? ซึ่งเป็นบทที่ ๖ ของตอนที่ III  Collective Intelligence in Everyday Life    

สาระสำคัญเป็นการทำความเข้าใจความคิดในระดับสังคม    ซึ่งมีระบบต่างๆ ทำหน้าที่ร่วมกัน เสริมกัน และต้านกัน อย่างซับซ้อน    ทำอย่างไรสังคมจะใช้ความฉลาดรวมหมู่ได้ดี    ช่วยยกระดับคุณภาพของสังคม

การคิดของสังคม ริเริ่มได้ทั้งแบบ bottom-up และ top-down    และควรทำทั้งสองแบบให้เสริมพลังซึ่งกันและกัน    คำถามคือ ทำอย่างไรให้การคิดแหวกแนวมากๆ  เพื่อให้ทางเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ไม่ยาก     และระบบต่างๆ คิดอย่างเป็นระบบได้อย่างไร    เรากำลังมองสังคม และระบบต่างๆ ว่าเป็นเสมือนมีชีวิตและจิตใจ คือมีความฉลาดและความคิด     และสามารถเชื่อมโยงกันสู่ความฉลาดรวมหมู่ได้

สมรรถนะสำคัญที่สุดเพื่อการนี้คือ การคิดในมิติที่ลึกและซับซ้อน (critical thinking)    ที่ราชบัณฑิตสภาให้คำแปลว่า “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ”    ซึ่งผมตีความว่าเน้นที่ความรอบคอบระมัดระวัง    แต่นัยยะในหนังสือนี้เน้นที่การมองเห็นประเด็นที่คนทั่วไปมองไม่เห็น    หรือเห็นและเข้าใจคุณค่าหรือความหมายที่ซ่อนอยู่    รวมทั้งการคิดนอกกรอบ (lateral thinking)    เป็นการคิดที่นำไปสู่นวัตกรรม       

สภาพสังคมที่ต้องการคือ สังคมที่ร่วมกันคิดในมิติที่ลึก    ที่เชื่อมโยงไปสู่นวัตกรรมได้โดยสะดวก    เมื่อเน้นที่การสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม (นวัตกรรม) ก็เป็นที่รู้กันว่า  เกิดขึ้นง่ายที่ชายขอบของระบบ    เป็นนวัตกรรมที่เป็นแบบ bottom-up    แต่นวัตกรรมที่เกิดจากกระบวนการ top-down  โดยริเริ่มจากศูนย์อำนาจของระบบก็มีได้    แต่ต้องการ “สื่อกลาง” (translator) เป็นผู้ดำเนินการไปสู่ผล

การคิดในมิติที่ลึกเช่นนี้ ต้องมองสิ่งต่างๆ ในสังคมเป็นมายา เป็นสมมติ (construct) ที่มนุษย์สร้างขึ้น   ไม่ใช่สิ่งจริงแท้    เมื่อใช้จิตใจในกรอบนี้มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ หรือมองอดีต    จะพบความฉลาดที่ถูกมองข้ามหรือละเลย    และเมื่อมองไปในอนาคต ก็จะมองเห็นโอกาสใช้ความฉลาดรวมหมู่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ระบบใหม่ๆ   

ที่ผ่านมา การคิดในมิติที่ลึกตามแนวทางดังกล่าว ได้มีบทบาทเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) เชิงกระบวนทัศน์ของอารยธรรมมนุษย์ในเรื่องต่างๆ อย่างมากมาย เช่น เรื่องเพศภาวะ (gender)  และเพศสภาพ (sexuality),  เชื้อชาติและเมืองขึ้น,  ความพิการ, สภาพแวดล้อม เป็นต้น    การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานนี้ยังจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีขั้นตอนคือ มีการค้นพบใหม่ (rediscovery)     ตามด้วยการล้มล้างความเชื่อและระบบเดิม (deconstruction)    และการทำงานหนักและยาวนาน ในการเปลี่ยนความแจ้งชัด (insight) ใหม่ สู่การสร้างกฎกติกา และสถาบันหรือการจัดระบบ (institution) ใหม่  

ในอดีต การคิดในมิติที่ลึก ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบในระดับรากฐาน เกิดจากสองต้นตอที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง    ผมขอเรียกว่า แบบแรกเกิดจากจินตนาการ   กับแบบที่สอง เกิดจากประสบการณ์   

หนังสือบอกว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในหลายเรื่อง  คิดขึ้นโดยคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์นั้นมาก่อน    ประชาธิปไตยน่าจะเป็นเรื่องหนึ่ง    วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง     ผมเข้าใจว่าคนต้นคิดต้องเป็นคนที่มีจินตนาการ หรือความช่างสังเกต สูงเป็นพิเศษ    

แต่เมื่อมีคนคิดแล้ว ต้องมีคนดำเนินการต่อ    ซึ่งตรงนี้แหละที่ต้องมีการฟันฝ่าเป็นอย่างมาก    และต้องการ “สื่อกลาง” หรือ “ผู้แปล” (translator) ทำหน้าที่แปลทฤษฎีสู่การปฏิบัติ     นักจินตนาการมักปฏิบัติไม่เก่งนะครับ    จึงต้องมีนักปฏิบัติมารับไม้ต่อ    ความฉลาดจากจินตนาการ ต้องต่อด้วยความฉลาดจากการปฏิบัติ  จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานได้  

Transformation แบบที่สอง ที่เกิดจากประสบการณ์นั้น    เท่ากับเกิดจากความฉลาดที่ได้จากการปฏิบัติ    จากความทุกข์ยากที่ตนเอง หรือกลุ่มของตนเผชิญ     เป็นชนวนให้คิดหาทางออกใหม่ๆ     ในกรณีนี้ จุดเริ่มต้นของความฉลาดมาจากประสบการณ์ตรงของผู้คน    ต่างจาก transformation แบบแรก ที่จุดเริ่มต้นของความฉลาดมาจากจินตนาการ     

ลงท้ายการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานต้องใช้ความฉลาดจากการปฏิบัติทั้งสิ้น จึงจะนำเอาการคิดในมิติที่ลึกไปสู่การจัดระบบใหม่ ตั้งกติกาใหม่ ได้    และนี่คือสมมติฐานในการเขียนหนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World  เล่มนี้    สมมติฐานว่าความฉลาดที่สำคัญอยู่ในการปฏิบัติ  เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ    แต่คนเราจะปิ๊งความฉลาดออกมาไม่เหมือนกัน แม้จะร่วมกันทำงานชิ้นเดียวกัน    ความฉลาดรวมหมู่จึงมีพลังกว่าความฉลาดของคนคนเดียว   

ระบบที่เปลี่ยนรุนแรง (Radical Systems)

ชีวิตคนเราในปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบบจำนวนมากมายหลากหลายระบบ เช่นระบบสุขภาพ  ระบบขนส่ง  ระบบการศึกษา  ระบบพลังงาน ฯลฯ    ระบบเหล่านี้ต่างก็มี การจัดองค์กร (organization),  บทบาท (roles),  กฎกติกา (laws, regulations),  วัฒนธรรม  (cultures),  และพฤติกรรม (behaviors) ในแบบของตน

ระบบเหล่านี้อยู่ด้วยกันเป็นระบบหลวมๆ หรืออาจจะเรียกว่าอย่างไม่ค่อยเชื่อมโยงกันก็ได้    ระบบเหล่านี้ไม่เอาความฉลาดของแต่ละระบบมาเชื่อมกันเป็นระบบใหญ่   

เขายกตัวอย่างคนแก่อายุ ๘๐ ที่อยู่บ้านคนเดียว    ต้องการความช่วยเหลือจากหลายระบบ ได้แก่ โรงพยาบาลยามป่วยไข้  อาจมีนักสังคมสงเคราะห์หรือเจ้าหน้าที่อนามัยมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน   มีลูกหลานเอาของมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว    เป็นต้น    หากระบบเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน ก็จะเป็นระบบที่มีความฉลาดรวมหมู่เพิ่มขึ้น   ช่วยให้ความสุขและความสะดวกแก่ผู้สูงอายุท่านนี้ได้ดีขึ้น   

ทำอย่างไรจึงจะเกิดระบบที่ฉลาด ในการใช้ความฉลาดรวมหมู่ของหลากหลายระบบในสังคม    

สร้างระบบใหม่เพื่อใคร

 คำตอบคือ เพื่อผู้รับบริการที่ต้องการบริการหลายด้าน อย่างกรณีผู้สูงอายุข้างต้น    ที่ต้องการความฉลาดรวมหมู่หลากหลายด้านไปพร้อมๆ กัน   ได้แก่ ด้านการสังเกตอาการ หรือวินิจฉัยโรค   ด้านความจดจำประวัติด้านสุขภาพ  ด้านความเห็นอกเห็นใจหรือเข้าใจความต้องการ   และด้านการตัดสินใจดำเนินการ    เท่ากับต้องการให้นำความฉลาดเชิงระบบของต่างระบบเข้ามาบูรณาการเป็นระบบเดียวกัน นั่นเอง     

หัวใจคือ บูรณาการอย่างจำเพาะ เพื่อเป้าหมายเป็นรายๆ ไป    อย่างในกรณีผู้สูงอายุ เป้าหมายคือ “การบริบาลเฉพาะราย” (individualized care)    นอกจากนั้น ระบบอื่นๆ ก็ต้องการความฉลาดรวมหมู่ของหลายระบบ เข้าเป็นระบบใหญ่ที่เหมาะต่อผู้รับบริการเป็นรายๆ ไป เช่นด้านการศึกษา  ด้านการจ่ายภาษี  เป็นต้น   เราต้องการระบบใหม่ที่มีความฉลาดด้านการแยกแยะ   เพื่อใช้ความฉลาดในการให้บริการที่เหมาะ ตรงความต้องการของผู้รับบริการเฉพาะราย

ระบบเก่า เน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ให้บริการ    เป็นระบบมาตรฐาน ที่ให้บริการแก่คนจำนวนมากภายใต้มาตรฐานเดียวกัน    แต่ระบบใหม่เน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ที่ให้บริการแบบจำเพาะเป็นรายคน    เราหวังว่าระบบความฉลาดรวมหมู่ของระบบจะก้าวหน้าไปถึงเป้าหมายนั้น

ระบบที่รู้จักตนเอง

คุณสมบัติที่ต้องการคือ “ความฉลาดอัตโนมัติ” (autonomous intelligence) ที่รับรู้ข้อมูลได้    นำมาจัดหมวดหมู่หรือแผนผังความสัมพันธ์ได้    หาความหมายได้   อธิบายได้   ตัดสินใจได้   และเมื่อกระทำการใดๆ ลงไปแล้ว มีความสามารถเรียนรู้ได้ ที่เรียกว่า reflexive ability

เบื้องต้น ระบบต้องรู้จักตัวเอง  รู้ว่าใครหรืออะไรเป็นส่วนหนึ่งของระบบ  ใครหรืออะไรอยู่นอกระบบ    คือรู้เรารู้เขา    รู้ขอบเขตของระบบที่ไม่มีเส้นแบ่งตายตัว    รู้ว่าใครหรือส่วนไหนของระบบเป็นผู้รับรู้ปัญหา    มีเกณฑ์กำหนดว่าอะไรเป็นปัญหา อะไรไม่เป็นปัญหา   

แค่กระบวนการกำหนดและรับรู้ปัญหาก็ซับซ้อนเหลือหลาย    เพราะกลุ่มคนในสังคมมีชุดความคิดต่อเรื่องหนึ่งๆ ไม่เหมือนกัน    และในบางเรื่องอาจต่างกันในระดับขั้วตรงกันข้าม   

ระบบต้องมีคลังความรู้มหาศาล    สำหรับใช้ตีความปัญหาเข้าสู่หมวดหมู่ที่มีความหมาย เช่นเป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจ หรือเชิงการเมือง เชิงกฎหมาย เชิงสังคม หรือเชิงพฤติกรรม    นี่คือส่วนที่ยังมีอยู่น้อยมาก    ส่วนที่มีชุดความรู้ดีพอใช้สำหรับดูแลผู้สูงอายุคือด้านสุขภาพ ที่ได้จาก Cochrane Collaboration    แต่ยังไม่มีชุดความรู้ด้านอื่นๆ เลย     

 ศาสตราจารย์ มัลแกนบอกว่า ไม่เกินกำลังที่จะพัฒนาระบบที่รู้จักตนเองขึ้นมา    เพื่อให้บริการด้านต่างๆ แก่มนุษย์    โดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่า เงินที่ใช้ในโครงการอวกาศ  หรือโครงการศึกษาอนุภาคระดับเล็กกว่าอะตอม (subatomic particles)     ติดขัดอยู่อย่างเดียวคือยังไม่มีการทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาระบบนี้  

วิจารณ์ พานิช    

๒๘ พ.ค. ๖๓