หนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่สำนักพิมพ์คนบ้าหนังสือส่งมาให้คือ คนที่ไม่อาจลืม และเรื่องสั้นญี่ปุ่นคัดสรรอื่นๆ    ที่ผมค่อยๆ ละเลียด    ในฐานะที่ไม่ใช่คนอ่านหนังสือแนวนี้    และผมไม่รู้จักนักเขียนญี่ปุ่น ๔ คนนี้มาก่อนเลย    ผมจึงใช้บทกล่าวนำของ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  และบทนำของผู้แปล (วิภาดา กิตติโกวิท) ช่วยนำทาง

 เป็นเรื่องสั้นญี่ปุ่นสมัยเมจิ คือกว่าร้อยปีมาแล้ว ๑๑ เรื่อง    ที่เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมญี่ปุ่น จากอิทธิพลของอารยธรรมจีน สู่อารยธรรมตะวันตก หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่    โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์    จึงมีเรื่องจินตนาการเกี่ยวกับดาวหลายเรื่อง   

ผมเพลิดเพลินกับคำบรรยายธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมื่อศตวรรษก่อน เป็นอย่างยิ่ง โยงเข้าหาชีวิตของตนเองสมัยเด็ก และถามตนเองว่า ผมชอบชีวิตแบบไหนมากกว่ากัน    ชีวิตแบบไหนให้ความสุขมากกว่า   

ผมเกิดความรู้สึกว่า นักเขียนญี่ปุ่นทั้ง ๔ ท่านนี้ มีสัมผัสที่ละเอียดอ่อนต่อธรรมชาติและเหตุการณ์ในชีวิต    และที่น่าจะละเอียดอ่อนคือผัสสะต่อภายในจิตใจของตนเอง    และมีความสามารถพิเศษในการระบายออกมาเป็นตัวอักษร    ที่เมื่ออ่านแล้วกระทบความรู้สึกของผู้อ่าน   

เรื่องที่กระทบใจผมมากคือเรื่อง หญิงสาวสองคน    ที่ยากจนข้นแค้น    แต่ก็อดทน รักนวลสงวนตัว และเอื้อเฟื้อกัน    อ่านฉากในช่วงเวลาสั้นๆ แล้ว น้ำตาซึม    

เรื่องสุดท้าย คู่แฝด คำสารภาพของนักโทษประหาร น่าจะเป็นการเล่าด้านมืดของมนุษย์ได้ชัดเจนและให้ความสะเทือนใจได้มาก    ผมได้คำสอนใจว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนดำเนินชีวิตไปในทางชั่วคือ “ผมไม่มีเป้าหมายชีวิต” (หน้า ๔๐๐)    หัวใจสำคัญของการเลี้ยงดูเด็ก และการให้การศึกษาแก่เด็กจึงเป็นการทำให้เป็นคนที่ “มีหางเสือ”  

แต่ที่สะเทือนใจผมมากกว่าคือเรื่องรองสุดท้าย ฉากนรก  ที่จบแบบไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้นได้    สะเทือนใจในจิตใจอันโหดร้ายของมนุษย์

ผู้จัดพิมพ์เลือกเอาเรื่อง คนที่ไม่อาจลืม มาเป็นชื่อหนังสือ    อ่านรอบแรกไม่สะดุดใจมากนัก    แต่เมื่อพิเคราะห์ดีๆ เป็นเรื่องสั้นที่จบแบบหักมุมได้สุดยอด    ว่าพฤติกรรมที่สร้างความประทับใจให้ผู้คนนั้นเป็นอย่างไร     

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว บรรณาธิการสำนักพิมพ์ คนบ้าหนังสือ ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้

วิจารณ์ พานิช

๒๘ มี.ค. ๖๓