ข้อ 1.  ปัญหาพยานบุคคลและการคุ้มครองพยานบุคคลในคดีอาญา

คำตอบ    1. ปัญหาในการคุ้มครองพยานจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

จากปัญหาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ตัวอย่างปัญหาในการคุ้มครองพยาน เพื่อแสดง ให้เห็นว่าการคุ้มครองพยานตามกฎหมายไทยยังมีปัญหา ตามข้อเท็จจริงดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีพยานถูกฆ่าทำให้ไม่สามารถนำพยาน มาเบิกความต่อศาลได้ กระบวนการพิจารณาของศาลจึงขาด พยานสำคัญที่จะมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย

กรณีที่ 2 กรณีพยานถูกเปิดเผยชื่อ ที่อยู่ เช่น คดีที่ สังคมกำลังเฝ้าติดตาม ได้แก่ กรณีการทุจริตซื้อยาและ เวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมีใครกล้าเป็น พยานหรือไม่ เพราะได้มีการเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของ ผู้เกี่ยวข้องที่จะเป็นพยานจนหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่ต้อง รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนกรณีทุจริตครั้งนี้เกิดความ หวั่นเกรงว่าต่อไปภายหน้าคงจะไม่มีใครกล้าเป็นพยาน

กรณีที่ 3 กรณีพยานถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้ไม่มี โคราล้าที่จะมาเป็นพราน หรือไม่กล้าไปเบิกหวามในชั้นศาล เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของคนร้าย พยานบางคนถูกฆ่าปิดปากไปก่อน หรือพยานถูกจ้างได้หลบหนีไป ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม

2. ปัญหาการนำพยานเข้าสู่คดี

การให้ความคุ้มครองพยานบุคคลก่อนเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลเป็นการศึกษาจากปัญหาและอุปสรรคของเจ้าพนักงานในชั้นสอบสวนและชั้นอัยการจากทฤษฎี การควบคุมอาชญากรรม (Crime control) ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จำเป็นที่จะต้องเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าพนักงานของรัฐยิ่งกว่าที่จะเน้นเรื่องการให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนตามทฤษฎีพื้นฐาน ความยุติธรรม

ปัญหาและอุปสรรคในการคุ้มครองพยานบุคคลใน คดีอาญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2548 มีดังนี้

1 อัตรากำลังพลไม่เพียงพอ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างต่อเนื่องและเต็มที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตามภารกิจ ด้านอื่นๆ ด้วย

2. งบประมาณ เครื่องมือ เครื่องใช้ น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เพียงพอ ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันทีเมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่ คุ้มครองพยาน และไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน

3. การประสานการปฏิบัติงานคุ้มครองพยานระหว่าง หน่วยงานต่างๆ ยังไม่ชัดเจนและเป็นไปอย่างล่าช้า ควรมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบโดยตรง

4. กฎหมาย ระเบียบ และแนวทางการปฏิบัติการ คุ้มครองพยานยังไม่ชัดเจน

5. ในการคุ้มครองพยานในระยะยาว ควรให้เจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่ควรใช้จากหน่วยงานหลัก เพราะ เป็นการเสียกำลังของหน่วย ทำให้งานในหน้าที่รับผิดชอบ ได้รับความเสียหาย

6. หน่วยปฏิบัติต่างๆ หรือผู้ปฏิบัติไม่ทราบระดับ ความจำเป็นในการให้ความคุ้มครอง

7. เจ้าหนี้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน

8. ไม่มีการอบรมสูตรที่ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานในการให้ความคุ้มครองพยาน

9. พยานส่วนมาก ไม่ทราบถึงสิทธิตามกฎหมาย แลtพยานที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครอง ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการคุ้มครอง พยานบางรายไม่ประสงค์จะอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ตํารวจในพื้นที่

10. อำนาจของผู้บังคับบัญชาในการสั่งคุ้มครองพยาน มีระยะเวลาสั้น

ข้อเสนอแนะ

1. ควรเพิ่มบุคลากรคุ้มครองพยาน และฝึกอบรม หลักสูตรต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองพยาน เพิ่มเติม เช่น จิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ จิตวิทยา การต่อสู้ป้องกันตัว การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และมีการฝึกทบทวนความรู้ต่างๆ ที่อบรมไปแล้วอยู่เสมอๆ

2. ควรปรับปรุงกฎหมายให้ชัดเจนและทันสมัยเพื่อที่จะได้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน และควรปรับปรุงแก้ไข ระเบียบฯ ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เช่น ค่าที่พักอาศัยที่กำหนดให้ไม่เกิน 800 บาทต่อคืน และค่าดำเนินการ ของเจ้าหน้าที่วันละ 200 บาทต่อคนนั้น ควรปรับให้มีหลายระดับตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

3. ควรกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองพยานไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชา สามารถวางแผนงานอื่นๆ ได้อย่างสะดวก และการใช้มาตรการต่างๆ เช่น การเปลี่ยนชื่อ นามสกุล การปกปิด สถานภาพพยาน การจัดหางานให้พยาน ก็ควรมีการกำหนด รายละเอียดที่ชัดเจนไว้เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนควรมีการเพิ่มมาตรการรองรับความปลอดภัยให้ กับพยานหลังการให้การเป็นประโยชน์แก่คณะและเสร็จสิ้น การคุ้มครองพยานนั้นด้วย

4. ด้านตัวพยานไม่ควรปรากฏตัวตามสื่อมวลชนต่างๆ เนื่องจากจะทำให้ภารกิจซึ่งเป็นความลับประสบความยากลำบากในการทำงานมากยิ่งขึ้น หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็ควรประสานและขออนุญาตผ่านเจ้าหน้าที่คุ้มครองพยาน ไปถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเสียก่อน และไม่ควร อนุญาตให้พยานพกอาวุธ เช่น ปืนพก เป็นการส่วนตัว เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวพยานเอง เจ้าหน้าที่ คุ้มครองพยาน และบุคคลรอบข้างด้วย

5. ต้องกำหนดเงื่อนไขในการคุ้มครองพยานจะต้อง รัดกุมและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จะต้อง ไม่ให้ความสนิทสนมส่วนตัวกับพยานมาทำให้การปฏิบัติ ตามเงื่อนไขเกิดความหละหลวมได้ ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า งานคุ้มครองพยานเป็นสิ่งที่อยู่บนหลักการรักษาชีวิตมนุษย์ ซึ่งการผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวอาจถึงกับชีวิตทั้งตัว พยานเองและเจ้าหน้าที่ได้ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียก กลับคืนมาหรือทดแทนด้วยสิ่งใดๆ ได้ด้วย

6. ควรมีมาตรการจูงใจในการมาเป็นพยานที่ศาล ถือว่าเป็นมาตรการสำคัญและก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อ ประชาชนในการมาเป็นพยาน รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชน เห็นว่าการมาเป็นพยานถือเป็นหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี และเป็นสำนึกของตนในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในการ ที่จะทำให้สังคมอยู่ได้ด้วยความปลอดภัยจากอาชญากรรม สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

มาตรการที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ การให้พยาน สามารถนําหลักฐานในการมาเป็นพยานในคดีอาญา มาขอยกเว้นภาษีหรือลดหย่อนภาษี เพราะการมาเป็นพยาน เบิกความต่อศาลถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี การเสีย ภาษีก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดีเช่นกัน ดังนั้นหากเขา ได้ทำหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีแล้ว รัฐก็ควรจะให้รางวัล ตอบแทนแก่เขาเป็นกรณีพิเศษ หรือให้ประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง เชิดชูแก่พยานเมื่อมาเบิกความเป็นพยานในศาล เพราะเป็นผู้เสียสละให้แก่สังคม ทำให้พยานเกิดความ ภาคภูมิใจว่าตนได้ทำสิ่งที่ดีให้กับสังคมและประเทศชาติ

 ข้อ 2.  การรับฟังพยานหลักฐาน(86) พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ (87)  การยื่นบัญชีระบุพยาน (88)  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐาน (90) การรับฟังพยานบุคคล (95)  พยานบอกเล่า (95/1 พยานผู้เชี่ยวชาญ (98) เน้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

 สรุป พยานหลักฐานที่ห้ามรับฟัง อาจเป็นการต้องห้ามโดยกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน หรือต้องห้ามโดยกฎหมายว่าด้วยการยื่นพยานหลักฐานก็ได้ พยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้เพราะต้องห้ามโดยกฎหมายนี้ โดยปกติศาลจะไม่ยอมให้นำสืบ เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ไม่เข้ามาในสำนวน อันศาลจะหยิบยกขึ้นมาตัดสินคดีได้ แม้จะมีการสืบพยานชนิดนั้น เมื่อต้องห้ามมิให้รับฟังโดยกฎหมายเสียแล้ว ศาลก็จะนำมาวินิจฉัยคดีไม่ได้เช่นกัน

พยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังโดยกฎหมายเหมือนกัน แต่การต้องห้ามมิได้เนื่องด้วยลักษณะหรือคุณค่าของพยานเอง เป็นการต้องห้ามเพราะมีการนำสืบมิชอบ พยานประเภทนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ จึงอาจมีการนำสืบเข้ามาในสำนวนแล้ว แต่เนื่องจากการสืบไม่ชอบจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง แม้จะไม่เรียกว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ แต่เมื่อห้ามมิให้รับฟังในทางปฏิบัติจึงอาจมีการเรียกพยานหลักฐานประเภทนี้ ว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้เช่นกัน

แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่ง เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้

หากมีความจำนง อ้างอิงเอกสาร คำเบิกความบุคคล ให้ศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ หรือความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียง ให้ยื่นบัญชีพยานก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วันยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่ม เติมได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่น บัญชีระบุพยานตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วแต่กรณี ได้สิ้นสุดลงแล้ว

เหตุ - ถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว มีเหตุอันสมควรแสดงไว้ว่า ตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด หรือ

เหตุ - ถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้

คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อม กับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนพิพากษาคดี และถ้าศาลเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ก็ให้ศาลอนุญาตตามคำร้อง

เหตุ ที่ต้องวางระเบียบให้ปฏิบัติเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ นำพยานเข้าสืบจู่โจมโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่มีโอกาสหักล้าง หรืออธิบาย หากฝ่าฝืนอาจมีผลทำให้ศาลไม่ยอมรับฟังพยานนั้นๆ ส่วนการยื่นบัญชีพยาน ม.๘๘ ใช้กับพยานหลักฐานทุกชนิด เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน จู่โจมทางพยาน เกิดข้อเสียเปรียบในเชิงคดี ทำให้ข้อเท็จจริงผิดเพี้ยน หรือไม่กระจ่างเท่าที่ควร การอ้างตัวบทกฎหมาย ไม่ถือเป็นการอ้างเอกสาร ไม่ต้องระบุในบัญชีพยาน อ้างตนเอง ก็ต้องระบุในบัญชีพยาน วันสืบพยาน คือ สืบจริงๆ วันเดินเผชิญสืบถือเป็นการสืบพยานนัดแรก หากฝ่ายใดไม่ไป ไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณา เพราะเป็นสิทธิจะไปหรือไม่ไปก็ได้ นัดที่สอง ไม่ไปอีก ก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณา เพราะไม่ใช่สืบนัดแรก แต่มีผลอาจถูกตัดพยาน เพราะไม่ประสงค์นำพยานเข้าสืบ

 บทบัญญัติ ม. ๘๘ มีความประสงค์เพื่อมิให้คู่ความจู่โจมกันในทางพยานหลักฐานโดยไม่รู้สึกตัว ในทางปฏิบัติที่จะพิจารณาว่า การที่คู่ความผ่ายใดไม่ระบุพยานภายในกำหนดนั้น เป็นไปโดยประสงค์จะเอาเปรียบในทางคดีหรือไม่ และการไม่ระบุพยานนั้นมีทางพอที่จะแก้ไขไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหายหรือไม่ หากเป็นเรื่องไม่ใช่เอาเปรียบและมีทางแก้ไขไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย เช่น ให้อีกฝ่ายระบุพยานเพิ่มเติมได้ หรือ เสียค่าเสียหายเพราะต้องเลื่อนคดี ศาลก็สั่งได้ ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ตัวความตามสมควร

ผล อยู่ในมาตรา ๘๗  คือห้ามศาลมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ระบุอ้างในบัญชีพยานตามระเบียบ

 ทางปฏิบัติ ศาลจะคำนึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะโต้แย้งคัดค้านหรือไม่ เพราะบทมาตรานี้เป็นเพียงกติกาที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบกันของคู่ความ มิใช่ว่าพยานหลักฐานดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือหรือมีความบกพร่องในตัวเอง ดังนั้น เมื่อคู่ความฝ่ายตรงข้ามไม่ได้โต้แย้งก็ต้องถือว่าฝ่ายตรงข้ามมิได้เสีย เปรียบ ศาลก็อาจยอมให้ฝ่ายแรกสืบพยานหลักฐานนั้นตามข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา ๘๗(๒) ได้

- คำว่า เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดี คือ ต้องเป็นข้อที่จะทำให้แพ้หรือชนะคดี

- ม. ๘๘ วรรคสาม นั้น เป็นการ้องขอยื่นบัญชีระบุพยานผิดไปจากหลักเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง โดยมีเหตุผลอันสมควร แต่ มาตรา ๘๗(๒) ตอนท้ายนั้น เป็นการสืบพยานหลักฐานโดยไม่มีการยื่นบัญชีระบุพยาน หรือสืบพยานที่มิได้ระบุอ้างอิงไว้ในบัญชีระบุพยาน และเป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังได้เองโดยคู่ความไม่ต้องร้องขอ แต่ในทางปฏิบัติ ศาลก็วินิจฉัยทั้งสองกรณีปะปนกันไป

การส่งสำเนา มาตรา ๙๐

การสืบพยานเอกสารมีหลักโดยย่อว่า พยานเอกสารเป็นการอ้างข้อความที่ปรากฏในเอกสาร และไม่อาจมีการซักถามเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือจับเท็จในศาลได้เหมือนพยาน บุคคลเพราะเอกสารพูดไม่ได้ ฉะนั้น การนำสืบเอกสารจึงทำได้แต่เพียงพิสูจน์ว่า เอกสารนั้นเป็นของแท้จริง มิได้ทำปลอมขึ้น ซึ่งถ้าได้ความว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้ว ศาลย่อมรับฟังข้อความในเอกสารนั้นได้ ดังนั้น กฎหมายจึงต้องให้มีการส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายตรงข้ามตรวจก่อนวันสืบ พยาน เพื่อว่าถ้าเอกสารนั้นเป็นเอกสารทีทำปลอมขึ้น หรือไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ อีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ตาม ม. ๑๒๕ หรือหาทางพิสูจน์หักล้างต่อไป

เอกสารที่ส่ง คือเอกสารที่อ้างเป็นพยานหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ไม่ใช่เอกสาร เป็นพยานวัตถุ หรือเอกสารแนบท้ายคำคู่ความ , คำแปลเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศ

พยาน เอกสาร

เอกสารเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นเพื่อสื่อความหมายสิ่งที่ตนพบเห็น ความรู้ความคิดของตนไปยังผู้อื่นหรือทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานของข้อเท็จจริง บางอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ข้อตกลงในการทำนิติกรรมสัญญา การใช้เอกสารเป็นพยานหลักฐาน ก็คือ การใช้ความหมายที่ปรากฏในเอกสารพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่า มีข้อเท็จจริงตามที่มีการบันทึกในเอกสารเกิดขึ้น

การนำสืบพยานเอกสาร ต้องพิสูจน์ประเด็นสำคัญ ๒ ประการ

๑) ความถูกต้องและแท้จริงของเอกสาร คือ ทำขึ้นโดยบุคคลและเวลาที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่มีการปลอมหรือแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังโดยบุคคลอื่น ความถูกต้องเป็นขั้นแรกทำให้เอกสารน่าเชื่อถือ มิเช่นนั้น ก็ยากที่จะเชื่อได้ว่าข้อความในเอกสารนั้นจะถูกต้องตรงตามความจริง

๒) ความถูกต้องตรงตามความจริงของข้อความ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล แต่หากอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเอกสารมาหักล้าง พยานเอกสารมาแสดง หรือนำสืบพยานบุคคลหักล้างได้ ศาลก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้น

มี ๒ ขั้นตอน

๑. การระบุอ้างพยานเอกสารในบัญชีระบุพยาน

๒. การส่งสำเนาเอกสารให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่น

การรับฟังพยานบอกเล่า

ข้อความใดซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาล หรือที่บันทึกไว้ในเอกสาร หรือวัตถุอื่นใด ซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า และห้ามฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือเว้นแต่จำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำประจักษ์พยานมาเป็นพยานได้ โดยเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม

- ลักษณะของพยานบอกเล่า อาจเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุก็ได้โดยมุ่งถึงข้อความ (ไม่ใช่ตัวพยานบุคคล เอกสาร หรือวัตถุ) เช่นกรณีพยานบุคคล ก็เช่นพยานที่เบิกความต่อศาลโดยอ้างว่ารับฟังข้อความมาจากบุคคลอื่น กรณีพยานเอกสาร เป็นข้อความบันทึกในเอกสารที่ผู้ประสบเหตุการณ์บันทึกไว้ กรณีพยานวัตถุ เช่นข้อความที่บันทึกในวัตถุอื่นใด ซึ่งผู้ประสบเหตุการณ์บันทึกไว้ เช่น เทปบันทึกเสียง

- กรณีพยานที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่ไม่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณา คำให้การของพยานที่ให้การต่อพนักงานสอบสนนี้ เป็นข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสาร ซึ่งอ้างเป็นพยานต่อศาล ถือเป็นพยานบอกเล่าตามมาตรา 226/3 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลย (ฎ.3451/35, 5394/ 34,771/36)

- ข้อยกเว้นที่ให้รับฟังพยานบอกเล่าได้ ในกรณี น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือเว้นแต่จำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำประจักษ์พยานมาเป็นพยานได้ โดยเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม เป็นการผ่อนคลายให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าในกรณีดังกล่าวได้ ส่วนการวินิจฉัยน้ำหนักพยานหลักฐานบอกเล่าเป็นคนละประเด็นกัน เพราะการวินิจฉัยพยานบอกเล่าต้องเป็นไปตามมาตรา 227/1 ซึ่งต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานบอกเล่าโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น หรือพยานหลักฐานอื่นประกอบ และพยานประกอบั้นต้องเป็นพยานที่รับฟังได้ มีแหล่งที่มาอิสระจากพยานบอกเล่า ฯ เช่น คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนที่มีเหตุผลสอดคล้องต้องกัน หรือเชื่อมโยงกันกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ หรือคำให้การที่พยานได้ให้ไว้ทันทีหลังเกิดเหตุ แต่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถนำประจักษ์พยานดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจรับฟังประกอบพยานแวดล้อมอื่นๆของโจทก์ แล้วรับฟังลงโทษจำเลยได้ (ดู ฎ. 1486/46, 4304/41,590/39)

- คำให้การวัดทอดในชั้นสอบสวน เป็นพยานบอกเล่า การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานซัดทอดเป็นไปตามมาตรา 227/1 เช่นเดียวกับพยานบอกเล่า (ดู ฎ. 1014/40, 758/87) แต่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันนี้ แม้จะมีน้ำหนักน้อย ก็มิใช่ว่ารับฟังไม่ได้เสียเลยทีเดียว ถ้าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล หรือคำวัดทอดที่ไม่ใช้การปัดความรับผิดของตน ศาลรับฟังใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ (ดู. ฎ.64/40) คำให้การซัดทอดที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันที ศาลนำมาฟังประกอบลงโทษจำเลยได้ (ฎ. 937/36)

- คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ถือเป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน แต่มีหลักเกณฑ์การรับฟังตามมาตรา 84 วรรคท้าย และมาตรา 134/4

- คำบอกกล่าวของผู้ถูกทำร้ายก่อนตาย ซึ่งกล่าวถึงคนร้ายที่ทำร้ายตน เป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้าผู้ตายกล่าวถึงคนร้ายที่ทำร้ายตนในขณะที่รู้ว่าตนกำลังจะตาย ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องเพื่อปรักปรำผู้อื่น รับฟังได้ (ฎ. 4113/39) เพราะมีความจำเป็น ที่ผู้ตายไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้เพราะถึงแก่ความตายไปแล้ว และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจึงรับฟังได้ตามมาตรา 226/2(1) และ (2)

ข้อ 3. Right against self – incrimination สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง

สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง อันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญาของผู้ต้องหา ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 243 มีวิวัฒนาการมาจากการคุ้มครอง ผู้ต้องหา ไม่ให้ถูกพนักงานสอบสวนทำการบังคับ ขู่เข็ญ ทรมาน หรือกระทำมิชอบประการอื่น อันเป็นการกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา ทำให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำโดยไม่ สมัครใจ ในขณะอยู่ในอำนาจบังคับของพนักงานสอบสวนได้ จึงต้องมีกฎหมายออกมารองรับสิทธิ ขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา กำหนดหลักเกณฑ์และความชอบธรรมในการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อาจไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาได้เท่าที่จำเป็น แต่จะ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาไม่ได้ สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง อันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญาของผู้ต้องหา (privilege against self-incrimination) ได้พัฒนามาจากระบบกฎหมายแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common Law) อีกนัยหนึ่งถือได้ว่า เป็นสิทธิในชีวิตส่วนตัว (right to privacy) ประเภทหนึ่ง ไม่อาจบังคับให้ผู้ต้องหาให้การเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา ในการตอบคำถามจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวน เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในคดีอาญา และยังเป็นการควบคุมอำนาจของพนักงานสอบสวน ไม่ให้ปฏิบัติงานไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ผู้ต้องหา จนเกินขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การคุ้มครองสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง อันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา ในประเทศสหรัฐอเมริกามีบัญญัติในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 (Fifth Amendment) โดยศาลตีความขยายให้รวมถึงการคุ้มครองผู้ต้องหา ในการควบคุมอำนาจของพนักงานสอบสวน ในการสอบสวนคดี โดยให้ผู้ต้องหาได้รับรู้ถึงสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการบังคับใช้ สิทธิของผู้ต้องหาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในประเทศอังกฤษมีการควบคุมอำนาจของพนักงาน สอบสวนเช่นกัน ดังปรากฏจากกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจ และการแสวงหาพยาน หลักฐานในคดีอาญา หรือ The Police and Criminal Evidence Act 1984 (PACE) และ Code of Practice ซึ่งเป็นภาคผนวกของ PACE เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับความคุ้มครอง ตามสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง อันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา ตามเจตนารมณ์จำเป็นต้องเตือนให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธินี้ ก่อนถามคำให้การด้วย โดยจะต้องมีการเตือนถึงสิทธิที่จะไม่ให้การ และสิทธิในการมีทนาย ความก่อน เพราะสิทธิที่จะไม่ให้การนั้นผู้ต้องหามีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และยังมีการยอมรับ ตามกฎหมาย ส่วนสิทธิในการมีทนายความนั้น จะต้องทำให้ผู้ต้องหาได้รับรู้และเข้าใจว่า ตนเองมีสิทธิให้ทนายความอยู่ร่วมด้วยในการสอบปากคำตนได้ และเพื่อความเท่าเทียมกัน ในการมีทนายความ รัฐจะต้องจัดหาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งทนายความย่อมเป็นผู้พิทักษ์ สิทธิต่างๆ ของผู้ต้องหา โดยเฉพาะสิทธิที่จะไม่ให้การ เนื่องจากทนายความเป็นคนกลาง และรู้กฎหมายเป็นอย่างดี ย่อมจะทำให้มีการบังคับใช้สิทธิของผู้ต้องหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในทางกลับกันเมื่อมีทนายความอยู่ร่วมด้วยแล้ว ก็จะเป็นหลักประกันให้กับพนักงานสอบสวน ด้วย ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพ้นข้อครหาในทางที่มิชอบได้ เช่นกัน หากมีการล่วงละเมิดต่อสิทธิที่จะไม่ให้การ และสิทธิในการมีทนายความแล้ว ศาลจะ ไม่รับฟังถ้อยคำที่ได้มานั้นเป็นพยานหลักฐาน อย่างไรก็ดี ผู้ต้องหายอมที่จะสละสิทธิที่จะไม่ให้การกับสิทธิในการมีทนายความได้ โดยในชั้นสอบสวนการสละสิทธิในการมีทนายความจะแตกต่างกับชั้นพิจารณา เนื่องจากใน ชั้นพิจารณาเป็นการต่อสู้คดีกันอย่างเท่าเทียมกัน ให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ดังนั้น ในกรณีฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง จำเลยจะสละสิทธิการมีทนายความมิได้ ศาลต้องแต่ง ทนายความให้จำเลยเสมอ ส่วนในชั้นสอบสวน สิทธิในการมีทนายความไม่ถือเป็นสิทธิเด็ดขาด เมื่อมีการเตือนให้ผู้ต้องหาได้รับรู้และเข้าใจ ในการเรียกร้องเพื่อใช้สิทธิของเขาแล้ว ผู้ต้องหาก็สามารถตัดสินใจที่จะสละสิทธิในการมีทนายความ หรือให้การรับสารภาพได้ อันถือเป็นการใช้สิทธิในชีวิตส่วนตัว (right to privacy) ของผู้ต้องหาเอง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 243 ในส่วนของผู้ต้องหา จึง ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิในการให้ถ้อยคำ ในระหว่างการสอบสวนคดีอาญา โดยมีหลักประกัน สิทธิที่จะไม่ให้การ และสิทธิในการมีทนายความ ซึ่งมีการรองรับไว้ในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาแล้ว แต่ยังไม่เป็นการเพียงพอ จึงเห็นสมควรปรับปรุง เพื่อคุ้มครองสิทธิ ของผู้ต้องหาในชั้นก่อนฟ้องคดีอาญา ให้ครบถ้วนต่อไปด้วย

ข้อ 4.   (ก) เปรียบเทียบพื้นฐานระหว่าง ระบบกล่าวหา กับระบบไต่สวน

   การดำเนินคดีอาญาโดยใช้พยานหลักฐานพิสูจน์ความจริงนั้นในเชิงทฤษฎีอาจแบ่งออกเป็นระบบใหญ่ๆได้ ๒ ระบบ คือ

   ๒.๑.๑. ระบบไต่สวน (Inquisitorial System )

   เป็นระบบการค้นหาข้อเท็จจริง โดยการนำพยานหลักฐานมาสืบ แต่ให้ศาลมีอำนาจในการดำเนินการค้นหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง (active role) และไม่มีบทตัดพยานที่เคร่งครัด แต่จะเปิดโอกาสให้เสนอพยานหลักฐานทุกชนิดมาสู่ศาลได้ และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อให้ ได้ข้อเท็จจริงใกล้เคียงความจริงมากที่สุด การดำเนินคดีในศาลไม่ว่าจะเป็นการสืบพยาน การซักถามพยานศาลจะเป็นผู้ดำเนินการเองโดยตลอด หรือกล่าวได้ว่า ระบบไต่สวนจะไม่แยกหน้าที่สอบสวนฟ้องร้องและหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีออกจากกัน โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลหรือองค์กรเดียวได้แก่ผู้พิพากษาหรือศาล ประเทศที่ใช้ระบบไต่สวนมักอยู่ในภาคพื้นยุโรป ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น

   ระบบกล่าวหา ( Accusatorial System)

   เป็นระบบการค้นหาข้อเท็จจริงที่มีวิวัฒนาการมาจากวิธีการชำระคดีของประเทศอังกฤษ โดยการนำพยานหลักฐานมาสืบเช่นเดียวกับระบบไต่สวนแต่ผู้พิพากษาต้องวางตัวเป็นกลางโดยเคร่งครัด และเป็นหน้าที่ของคู่ความแต่ละฝ่ายที่จะต้องแสวงหาพยานหลักฐานกันเอง เครื่องมือสำคัญในการค้นหาความจริง คือ กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานที่กำหนดว่า ข้อเท็จจริงใดที่ศาลจะรับฟัง ข้อเท็จจริงใดที่ศาลจะไม่รับฟัง และกำหนดวิธีการที่จะนำสืบพยานหลักฐานด้วย เนื่องจากประเทศที่ใช้ระบบกล่าวหา หรือที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์นี้มีลูกขุนเป็นผู้พิจารณาปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นเพื่อป้องกันอคติและความลำเอียงในจิตใจของคณะลูกขุนจึงมีกฎเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการนำเสนอพยานหลักฐานและการรับฟังพยานหลักฐานที่เคร่งครัดมาก เช่น การนำพยานหลักฐานที่ดีที่สุดมาสืบ (The Best Evidence Rule) มีบทตัดพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ (Exclusionary Rule)และบทตัดพยานบอกเล่า (Hearsay) ประเทศที่ใช้ระบบกล่าวหา ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น

 (ข) เปรียบเทียบไทยฝรั่งเศส การนำพยานหลักฐานเข้าสืบ (นำ ปวิพ. 122 – 127 มาด้วย)

การนำสืบพยานและการรับฟังพยานบุคคลของไทย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ของไทย นอกจากให้การพิจารณาและสืบพยานโดยเปิดเผยแล้วยังบัญญัติให้กระทำต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยได้รู้เห็นการพิจารณาโดยตลอด จำเลยจะได้มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ แม้จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามา ถ้าตัวจำเลยไม่มาศาลก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้

ประเทศฝรั่งเศส การพิจารณากระทำโดยเปิดเผย และกระทำโดยปากเปล่า ข้อนี้ในศาลลูกขุนถือเคร่งครัดมาก คือพยานทุกคนจะต้องให้การโดยวาจาต่อหน้าคู่ความ การพิจารณาในศาลลูกขุน ในกรณีที่จำเลยไม่ยอมมาในการพิจารณาคดี ศาลอาจสั่งให้พิจารณาโดยไม่มีจำเลยได้ (Procedure par contumace) หากจำเลย ไม่ไปศาลจะเป็นโดยหนีไปตั้งแต่ก่อนเริ่มพิจารณา หรือหลบหนีไประหว่างพิจารณาคดีก็ดี จำเลยจะถูกพิจารณาโดยวิธีการพิเศษที่เรียกว่า Contumace