วันที่ (๙-๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) ผมมีโอกาสได้เรียนรู้กับเวทีพัฒนาอาจารย์ของรายวิชา "๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้" ชื่อในหลักสูตรใหม่ ที่กำลังจะเปิดใช้ในปีการศึกษา ๑/๒๕๖๓ นี้คือ "ชีวิตและสันติสุข" หลังจบการอบรม ผมมีพลังแรงใจ อยากถอดบทเรียนตนเองไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับอาจารย์ใหม่ ๆ ที่สมัครมาเป็นผู้สอนต่อไปครับ

๑) AAR (After Action Review)
ต่อไปนี้คือ สิ่งที่ผมตกผลึกเป็นบทเรียนในตนเอง หลังจากที่ได้เรียนรู้กับ "ครูพี่หนุ่ม" จากสถาบันปัญญาปีติ จ.เชียงใหม่ (ท่านใดสนใจ โปรดค้นหาในอากู๋เถิดครับ) ... ขออภัยที่แลกเปลี่ยนได้เพียงหลักการที่ผู้อ่านอาจเข้าใจแต่เข้าไม่ถึงสิ่งที่ต้องการสื่อ (นอกจากผู้ที่เข้าร่วมการอบรมด้วยกัน)
- มนุษย์ทุกชีวิตมี "ขุมทรัพย์" ของตนเอง (เป็นสำนวนคำของสหประชาชาติ)
- การค้นพบ "ขุมทรัพย์" ของตนเอง คือเป้าหมายสำคัญของการจัดการเรียนรู้
- การจัดการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานชีวิตจริง จะทำให้ผู้เรียนแต่ละคนค้นพบ "ขุมทรัพย์" (ขุมทรัยพ์ภายใน, ขุมทรัพย์ที่แท้จริง) ของตนเอง ... นี่เรียกได้ว่า เป็นแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมั่นคง
- การจัดการศึกษาโดยให้ผู้เรียนได้ "เผชิญ" "ปะทะ" "สัมผัส" และ "เรียนรู้ด้วยตนเอง" กับ "ขุมทรัยพ์ของสังคมและชุมชน" (เรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น) เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้รับกรพิสูจน์ด้วยการวิจัยอย่างเป็นระบบและยอมรับแล้วว่า พาผู้เรียนไปสู่ "ขุมทรัพย์" นั้นได้
- "สันติสุข" เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในใจผู้เรียนและสังคมโดยรวม ไม่ใช่ "เหตุ" ... ต้องจัดการศึกษาเพื่อสร้างเหตุ
- แนวปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิด "สันติสุข" มีดังนี้
- ครูกำหนด "กระบวนการ ๓" เป็นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ "สร้างความรู้" "สร้างความร่วมมือ" และ "สร้างทางเลือก
- ครูใช้ "กระบวนการ ๓" เป็นวัฏจักรการยกระดับการเรียนรู้ของตนเองและผู้เรียน ได้แก่ ออกแบบการเรียนรู้ -> จัดการเรียนรู้ -> ประเมินการเรียนรู้ โดยคำนึงถึง กราฟเรียนรู้ (Learning Curve) ดูรายละเอียดด้านล่าง
- ครูใช้วิธีการ "สังเกต" (ไม่ตัดสิน) -> "รู้สึก" (ไม่ใช่คิด) -> "ความต้องการ" (ไม่ใช่วิธีการ) -> "ร้องขอ" (ไม่ใช่ออกคำสั่ง) ... ดูการขยายความด้านล่าง .... รูปแบบนี้เรียกว่าได้ "สันติวิธี"
- การออกแบบการเรียนรู้ ต้องไม่ใช่เพียง บรรยาย -> ให้ดูคลิป-ฟังเสียง -> หรือลงมือทำทดลอง แต่ต้องไปให้ถึง ->สรุปเรียน ->และถ่ายทอดการเรียนรู้สู่ผู้อื่น
- ครูจะไม่เหนื่อย ไม่เบื่อ กระบวนการจะ "สด" และ "มีพลัง" ครูต้อง "ดูเป็น" รักษาใจตนเองเป็น ... ไม่มีคำอธิบาย อธิบายได้ยาก
๒) BAR (Before Action Review)
พี่หนุ่มพาทำ BAR แบบชวนคุยสนทนา ไม่มีรูปแบบ ใช้การเล่าเรื่องประสบการณ์จริง ๆ ของตนเองที่ทำอยู่ไกด์นำ และทำให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนกลับ แล้วค่อยจับเอา "ความต้องการ" ผ่านการสังเกต ... สุดท้ายกลายเป็นแผ่นสรุป BAR ดังแสดงในพื้นที่ส่วนซ้ายของชาร์ทนี้ครับ

- สิ่งที่เราต้องการในการอบรมครั้งนี้คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ของรายวิชา "ชีวิตและสันติสุข" ที่.....
- รองรับ "ความหลากหลายของผู้เรียน"
- ให้ความรู้สึก "สด" "ใหม่" ในใจทั้งครูและผู้เรียน
- "ไม่เหนื่อย" ไม่หน่าย ไฟในใจไม่หายไปกับผู้เรียนที่ไม่สนใจเรียนและไม่เปิดใจ
- "ได้พลัง" ในขณะที่เรียนรู้ และครูสามารถรักษาไว้ซึ่งพลังในตนเอง
- เป็นหนทางแห่งสัมมาทิฏฐิ "ไม่ก่อกรรมวิบัติ" ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๓) ความรู้ที่ได้จากการอบรม
หากถอดไว้เฉพาะความรู้จากการฟังและคิด (สุตะ-จินตะ) ...จับได้เป็นประเด็นที่อาจนำไปใช้ในลักษณะเครื่องมือการเรียนรู้ (Learning Tools) ต่อไป
- ชาวเขาที่ห่างไกลเมือง มีปรัชญาที่น่าสนใจยิ่ง อ่านได้ว่า "ต่ามาโละ ต่าโอมุ" แปลว่า "การเรียนรู้เพื่อการมีชีวิต" ... ผมระลึกขึ้นทันทีว่า "นี่มันคำเดียวกับ "เรียนรู้คือชีวิต" หรือ "เรียนรู้ตลอดชีวิต" ที่เราท่านทั้งหลายพยายามกันอยู่ ... สิ่งนี้สะท้อนว่า "ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้" ก็คือวิชาที่ศึกษาการมีชีวิต" นั่นเอง
- กระบวนการเรียนรู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ ควรมีวงจรยกระดับการเรียนรู้ด้วย "กระบวนการ ๓" ได้แก่
- ออกแบบการเรียนรู้ -> ครูต้องออกแบบการเรียนรู้รายบุคคล หรือรายกลุ่ม จำแนกไปตามสไตล์ที่ตรงกับผู้เรียน
- จัดการเรียนรู้ -> เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง ได้สร้างความมือกัน และให้เกิดทางเลือกสำหรับผู้เรียนได้เลือกด้วยตนเอง หรือสร้างทางเลือกของตนเอง
- ประเมินการเรียนรู้ -> สรุปบทเรียนและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง และยกระดับขึ้นในวงรอบของการเรียนรู้ต่อไป

- กราฟการเรียนรู้ - เป็นหลักปฏิบัติสำหรับครูผู้ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนสำคัญคือ การ Check-In -> นำเข้าสู่บทเรียน -> ปฏิบัติการเรียนรู้ -เชื่อมโยงการเรียนรู้ -> สรุปบทเรียน และนำไปใช้ในชีวิต

- ครูผู้จัดการเรียนรู้ ให้ใช้วิธีการที่จะนำมาสู่ "สันติ" โดยเฉพาะ....
- ครูเป็นผู้สังเกต โดยไม่ ตีความหรือคิดเอง
- เมื่อครูสังเกตอย่างเป็นกลาง ครูจะรับรู้ถึง "ความรู้สึก" ทั้งที่เกิดตนเองและความรู้สึกของผู้เรียน ไม่ใช่การคิดทึกทักเอาเอง
- เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกแท้จริง ครูจะรู้ถึงความต้องคการที่แท้จริงของผู้เรียนและระลึกรู้อยู่เสมอถึงเป้าหมายหรือความต้องการของครูในการจัดการเรียนรู้
- โดยครูจะใช้วิธีการ "ร้องขอ" หรือ "เชิญชวน" ไม่ใช่การออกคำสั่ง สั่งการให้ปฏิบัติตาม

- "สันติวิธี" มีลักษณะสำคัญ ดังนี้
- เริ่มด้วยการสังเกตปรากฏการณ์ โดยไม่ตัดสิน และด่วนสรุป ...
- ผู้สังเกตจะเห็นวิธีการและรูปแบบของวิธีการของผู้เรียน โดยไม่ยึดติดเอาวิธีการหรือรูปแบบของตนเองเป็นใหญ่
- เมื่อเห็นรูปแบบและวิธีการ จะเห็นโครงสร้าง องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ หรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
- รากเหง้าของปรากฏการณ์ โครงสร้าง ปฏิสัมพันธ์ ใดๆ ล้วนแต่เป็นผลก่อกำเนิดจากทัศนคติ ความเห็น ความเชื่อ ของผู้เรียนต่อสิ่งใดๆ สันติวิธี จึงมุ่งไปให้ถึงส่วนนี้เป็นสำคัญ

- การจัดการเรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้งนั้น พลังแห่งการเรียนรู้จะขึ้นอยู่กับ การรู้จักตนเองของผู้เรียน ซึ่งทุกคนจะมีมุมมอง ทักษะความสามารถ ความรู้ ความพอใจอยู่กับสิ่งใด ล้วนแต่เป็นผลมาจากอดีตคือ ประสบการณ์ของตน

- จุดหนึ่งที่กการเรียนรู้มักจะ "ตกร่อง" หรือ "ติดหล่ม" คือ วิธีการของครูที่หลงอยู่กับการ "บรรยาย" หรือ ให้ดูคลิป หรือแม้แต่ให้เด็กลงมือทำ ... แต่ไม่ได้พาให้เกิดกระบวนการประเมินการเรียนรู้ของตนเอง ไม่ได้สรุปผลการเรียนรู้ของตน กระบวนการที่ดีที่สุดคือ ไปให้ถึงจุดที่ ผู้เรียนได้ถ่ายทอดการเรียนรู้ของเองออกไป

- ถ้าครูสามารถสร้างแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้ผู้เรียนเกิดความต้องการ เกิดเป็นความอยากเรียน (Passion) (น่าจะตรงกับฉันทะ) "กระบวนการ ๓" จะยกระดับการเรียนรู้ให้หมุนไป

- กิจกรรมสำคัญ ที่ครูควรตั้งไว้เป็นเป้าหมายเบื้องต้น คือ การพาผู้เรียน "สังเกต" แยก "ความคิด" ออกจาก "ความรู้สึก" ตัวอย่างที่พี่หนุ่มพาทำ คือนำสถานการณ์สมมติมาให้ดึงใช้ประสบการณ์ของแต่ละคน เพื่อให้แต่ละคนเข้าใจว่าอะไรคือ "รุ้สึก" อะไรคือคิด อะไรเป็นผลแห่งความคิด ... (ปัญหาคือ ความรู้สึกกับความคิด อะไรเกิดก่อน ... เกิดแบบนั้นเสมอไปหรือไม่... )

๔) บทสรุป
บทสรุปสุดท้าย ทุกสิ่งอย่างเป็นเหมือนทางสายเอก ไหลมารวมลงตรง "รอยเท้าช้าง" คือ มรรคมีองค์ ๘ แยก-ยุบเป็น ๓ สิ่งที่เราต้รองเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ คือ ศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา ... ผมเข้าใจว่านี่คือคำขยายแห่งฉายา "สถาบันปัญญาปีติ" ที่พี่หนุ่มกำลังขับเคลื่อนอยู่เพื่อสังคม

ขออนุโมทนากับวิทยาทานในครั้งนี้และครั้งที่ผ่านมาด้วยครับ
