1.กิจกรรมที่ได้ไปทำ รู้สึกอย่างไร
การได้เยี่ยมผู้ป่วยในชุมชนกับอาจารย์ป้อป รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นเคสผู้ป่วยติดเตียง decorticate (มี hypertension , atrium fibrillation , old cerebrovascular accident และโรควัวบ้า) เป็นคนไข้นอนติดเตียง ตากลอกซ้ายขวาขึ้นลง และผงกหัวขึ้นลงตลอดเวลา สื่อสารไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว นอนนิ่งอย่างนั้นเกือบปี ตอนแรกญาติรู้สึกหมดหวังว่าเคสนี้ไม่สามารถดีขึ้นได้แล้ว แต่อาจารย์ป้อปเข้าไปตรวจประเมิน จัดท่าทาง เคาะอารมณ์ลดความกังวลแล้วพบว่า ร่างกายดีขึ้น เกร็งน้อยลง อารมณ์ผ่อนคลาย จึงได้ออกแบบ Home program ให้ทางญาติได้ผ่อนคลายให้คนไข้ทุกวันด้วยตัวเอง รู้สึกว่าญาติดีใจมากๆที่ได้เจอคนเก่งอย่างอ.ป้อป ทำให้คุณลุงผ่อนคลายและทรมานน้อยลง รู้สึกถึงความดีงามในวิชาชีพเรา ที่ผู้อื่นทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มองแค่การรักษาร่างกายเท่านั้น แต่ยังมองถึงอารมณ์จิตใจ รวมทั้งตัวญาติให้มีความรู้ด้วย
การได้ไปเยี่ยมชมเกษตรอินทรีย์ วิทยากรที่เล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ปลูกพืชโดยใช้ยาปราบศัตรูพืชมานาน จนต้องตัดชิ้นเนื้อปอดนั้น ทำให้รู้สึกตระหนักถึงการเลือกกินผักผลไม้ ว่าในปัจจุบันมีการใช้ยาใช้สารเคมีมากมาย ที่เป็นอันตรายร้ายแรง จึงต้องเลือกจากแหล่งที่ดีจริงๆ
2.ได้เรียนรู้อะไรจากการไปทำกิจกรรม
เรียนรู้วิธีการประเมิน บำบัดคนไข้ติดเตียงระยะสุดท้าย ทางกายอาจจะได้แค่จัดท่าทาง ลดความอ่อนล้า แต่เคสนี้ส่วนที่ยังสื่อสารได้คือด้านอารมณ์และจิตใจ นักกิจกรรมบำบัด รักษาอย่างเป็นองค์รวมของร่างกายจริงๆ จึงรู้วิธีแบบนี้ได้
เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนและสิ่งแวดล้อม และในอนาคตก็อยากปลูกพืชผักไว้ทานเอง หลังจากได้รู้อันตรายของสารพิษที่เกษตรกรใช้ปลูกพืช
3.เอาไปพัฒนาในวิชาชีพกิจกรรมบำบัดอย่างไร
ได้เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน ที่สามารถไปทำกับคนไข้จริงได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงานหรือทำงานจริง เกี่ยวกับวิธีการประเมิน ลักษณะการสื่อสารกับญาติให้เข้าใจง่าย และนำไปปฏิบัติได้จริง

