วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒ ผมไปร่วมเวทีนโยบายสาธารณะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและลดผลกระทบเด็กและเยาวชนจากการพนันออนไลน์ “๑ ทศวรรษ รวมพลังป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนันออนไลน์” ที่ กสมท. จัดโดยศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดปัญหาจากการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (๑)(๒)
จากเอกสาร Health Policy Brief เรื่องการจัดการและรับมือกับปัญหาผลกระทบทางสุขภาพจากพนัน ผมได้รู้ว่าในปี ๒๕๖๐ เด็กไทยกว่า ๓.๖ ล้านคน เล่นการพนัน และผมอยากรู้ว่า ในจำนวนนี้อยู่ในขั้นติดพนันสักร้อยละเท่าไร
ที่จริงการติดพนันก็เหมือนติดยาเสพติด เป็นโรคชนิดหนึ่ง ดังในเอกสาร (๓)
ผมมีเวลาไปร่วมกิจกรรมตอนพิธีกรรมที่ท่าน รมช. สาธารณสุขไปทำพิธีเปิดเท่านั้น ไม่มีโอกาสฟังสาระจริงๆ กลับมาอ่านข่าว (๑)และ (๒)แล้ว ผมอยากย้ำว่า
- ประเทศไทยต้องการกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องนี้ มีคนพูดในที่ประชุมว่ารัฐบาลอาจห่วงเรื่องรายได้ที่ได้จากการพนัน แต่ยังไม่ได้ตระหนักว่ารัฐและสังคมต้องแบกภาระที่เกิดจากการติดพนัน ที่อาจมากกว่ารายรับ เรื่องนี้น่าจะมีการทำวิจัยให้เห็นชัดว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจในทางบวกและทางลบเป็นอย่างไร
- ยังมีการพูดถึงระบบภูมิคุ้มกันที่ตัวเด็ก จากการเลี้ยงดูในครอบครัว จากระบบการศึกษาในโรงเรียน และจากระบบกิจกรรมสร้างสรรค์ในสังคม น้อยไป
วันที่ ๑๓ กันยายน ผมพบ นพ. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ซึ่งอยู่ในที่ประชุมตลอดวันที่ ๑๒ และปรารภกับท่านว่า การประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ ยังพูดกันไม่เข้าเป้าที่แท้จริงของมาตรการปกป้องเยาวชนและคนไทย จากโทษภัยของการพนันออนไลน์ คล้ายๆ กับยังเกรงใจกันอยู่ จึงได้ทราบว่า ท่านรู้สึกเช่นเดียวกับผม และรู้สึกมาหลายปีแล้ว ว่าสภาพที่เป็นอยู่เป็นการดำเนินการโดยกลไกที่ไม่เป็นทางการ และเป็นการรวมตัวกันหลายฝ่าย ท่านเห็นว่าควรมีกฎหมายจัดตั้งหน่งวยงานดูแลเรื่องนี้โดยตรง ที่เรียกว่ามีการ institutionalize กิจกรรมป้องกันเด็กจากการพนันออนไลน์
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ก.ย. ๖๒ เพิ่มเติม ๑๓ ก.ย. ๖๒