[review] รีวิว PK (2014) ผู้ชายปาฏิหาริย์ ว่าด้วย การตั้งคำถามว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ หรือ มนุษย์สร้างพระเจ้า และการหาความหมายของความศรัทธา

PK เป็นภาพยนตร์ทุนสูงจากดินแดนภารตะว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวเพศชายผู้มีความใสซื่อบริสุทธิ์ที่มาทำงานวิจัยบนโลกมนุษย์ เมื่อลงเหยียบพื้นโลกก็เจอมนุษย์คนหนึ่งชิงเครื่องมือสื่อสารของเขาไปทันที จึงไม่สามารถเรียกอวกาศกลับมารับได้ เขาพยายามหาวิธีกลับบ้านให้ได้ แล้วเขาก็ได้คำแนะนำว่า ให้สวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าให้เคารพศรัทธาในศาสนา เมื่อทำถึงพร้อมแล้วพระเจ้าจะเมตตานำทางกลับบ้านให้

เขาทำตามที่ทุกคนบอก สวดมนต์อ้อนวอนบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เคารพในรูปเคารพ เขาเปลี่ยนไปปฏิบัติตามศาสนาอื่น ไปรับพิธีศีลล้างบาปในศาสนาคริสต์ ไปทำพิธีละมาดในศาสนาอิสลาม เมื่อทำไปทำมาพบว่าเขายังไม่สามารถหาพระเจ้าได้พบ แต่ละศาสนานั้นแท้จริงแล้วคือพระเจ้าองค์ใดกันแน่ พระเจ้าองค์ใดที่จะสามารถนำทางให้เขากลับบ้านได้ หรือแต่ละศาสนาก็คือพระเจ้าองค์เดียวกันแต่มีคนละชื่อ

ระหว่างที่เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาของศาสนาและการมีอยู่ของพระเจ้า เขาก็ต้องเรียนรู้ถึงความศรัทธาของมนุษย์ไปพร้อมกันว่าสิ่งใดคือความถูกต้อง ซึ่งความถูกต้องในที่นี้หมายถึงเขาจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรที่จะสามารถพบกับพระเจ้าได้อย่างถูกต้องนั้นเอง

นี่คือหนึ่งในหนังที่กล่าวได้ว่าเป็นกบฏทางความคิดที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของอินเดีย เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องความศรัทธา อวิชา ความงมงาย เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึง "โยนิโสมนสิการ" "กาลามสูตร" เป็นการตั้งคำถามถึงความศรัทธาที่มีต่อหลักศาสนา ความศรัทธาที่มีต่อผู้นำทางศาสนาการชี้แนะนำทางของผู้นำ รวมไปถึงการตั้งคำถามถึงการมีตัวตนอยู่ของพระเจ้า "พระเจ้าสร้างมนุษย์หรือมนุษย์สร้างพระเจ้า" ในที่นี้หนังเหมารวมในศาสนาใหญ่ของโลก พราหมณ์-ฮินดู ศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ศาสนาอิสลาม

หนังมีการเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์เยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะเปรียบเทียบการหลงทางกลับบ้าน กับการหลงทางทางความเชื่อ "มีแต่พระเจ้าที่รู้ จงยอมจำนนต่อพระเจ้า มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยได้ จงเชื่อในพระเจ้า มนุษย์สามารถปรึกษาพระเจ้าได้"

พระเอกของเรื่องคือสิ่งมีชีวิตที่มาจากต่างดาว ดังนั้นเขาจึงมองความเชื่อในทุก ๆ ศาสนาด้วยความเป็นกลางและใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุด เขาตั้งคำถามว่า มนุษย์เราเกิดมามีอะไรตีตราว่าคนหนึ่งคนใดต้องนับถือศาสนาอะไร "ศาสนาของผมคืออะไรใครคือพระเจ้าของผม" คือหัวใจการนับถือศาสนานั้นอยู่ที่ตรงไหน หัวใจของความศรัทธาคืออะไร การปฏิบัติตน การสวดอ้อนวอน การปฏิบัติตามหลักคำสอน หรือเครื่องแต่งกายกันแน่ ในแง่การนับถือศาสนาและการแต่งกาย หนังได้เสียดสีจุดนี้ได้อย่างเจ็บแสบ คือการให้คนนับถือศาสนาหนึ่งแต่งกายในชุดแต่งกายอีกศาสนา และให้ผู้นำทางความเชื่อคนสำคัญทายว่าใครนับถือศาสนาไหน

การให้การช่วยเหลือของพระเจ้านั้น ใครจะเป็นการช่วยเหลือแบบไหน การให้ก่อนแล้วค่อยได้รับ? ยกตัวอย่างเช่น การถวายเครื่องเซ่นสังเวยบูชา หรือการถวายนมแก่งานประติมากรรมเทพเจ้านั้นทำไปเพื่ออะไร การที่จะได้รับความช่วยเหลือจากบางสิ่งบางอย่างนั้นจะต้องจ่ายด้วยเงินทองจึงจะรับการช่วยเหลือหรือไม่ แล้วถ้าพระเจ้าช่วยบางครั้งกลับไม่ช่วยบางครั้งนั่นหมายถึง " พระเจ้าถ่านหมด" อย่างนั้นหรือ เมื่อคนเราต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด พระเจ้าไปอยู่ที่ไหน

จุดพีคมาก ๆ จุดหนึ่งของหนังคือเป็นช่วงเพลงประกอบที่พระเอกรีองเพลงตั้งคำถามถึงความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ถามว่าแต่ละศาสนานั้น แท้จริงล้วนมีพระเจ้าองค์เดียวกันหรือไม่ พระเอกมีศรัทธาในทุก ๆ ศาสนา ทุกความเชื่อก็เพื่อตามหาพระเจ้าตัวจริง เขากลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ เขายืนอ้อนวอนต่อหน้าเทพเจ้าปูนปั้นจำนวนมากที่ยังทำไม่เสร็จ เขาถามเทพเจ้าปูนปั้นเหล่านั้นว่า ทำอย่างไรจะให้พระเจ้ารับรู้ว่าเขาต้องการอะไร พูดอย่างไรจะทำให้พระเจ้าได้ยิน ควรจะไหว้ท่านแบบไหนดี ควรจะพนมมือแบบศาสนาพราหมณ์-ฮินดูหรือศาสนาพุทธ คุกเข่าหมอบกราบแบบศาสนาอิสลาม หรือเคาะระฆังแบบศาสนาคริสต์ เขาควรอ่านหนังสือเล่มไหนดี อัลกุรอาน ไบเบิ้ล ภควัทคีตา คนเดินถอดรองเท้าเข้าวัด หรือใส่รองเท้าเข้าโบสถ์ ทุกอย่างเขาทำมาทั้งหมดแล้วก็เพื่อแค่อยากให้พระเจ้าช่วยทำให้เขากลับบ้านได้ เขาอยากให้พระเจ้านำทางกลับบ้าน

คำถามที่เป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่สุดที่หนังทิ้งไว้ก็คือแท้จริงแล้ว "พระเจ้าสร้างมนุษย์ หรือมนุษย์สร้างพระเจ้า" และในทางปฏิบัติ "มนุษย์ศรัทธาพระเจ้าองค์ไหนกันแน่" คำตอบมีอยู่ในหนัง แต่หนังก็ยังเปิดพื้นที่ว่างให้คนดูตอบคำถามนี้เองด้วย

หนังยังสะท้อนให้เห็นถึงความ ขัดแย้งทางความเชื่อทางศาสนา หรือเอาให้ชัด ๆ คือความขัดแย้งทางความเชื่อของผู้คนที่นับถือต่างศาสนาเช่น นางเอกของเรื่องที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูตกหลุมรักชายคนหนึ่งมาจากปากีสถานที่นับถือศาสนาอิสลาม เธอถูกกีดกันจากครอบครัวของเธอเองว่าไม่ให้แต่งงานข้ามศาสนา ดังนั้นหนังจึงตั้งคำถามไปพร้อมกันด้วยว่า ความรักมีขีดจำกัดอยู่ที่ศาสนาด้วยหรือ

รวมไปถึงการตั้งคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างชาติ คืออินเดียกับปากีสถาน ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แล้ว แท้จริงอินเดียกับปากีสถานก็คือกลุ่มชนที่อยู่ในชมพูทวีปก่อนที่จะมีการแบ่งแยก นั่นคือก่อนที่ชาวอังกฤษจะเข้ามาปกครอง เมื่อชาวอังกฤษเข้ามาปกครองได้ใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง แบ่งคนที่มีความเชื่อออกจากกัน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษก็ให้เอกราชกับอินเดีย แต่ก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้โดยแบ่งประเทศ คือ อินเดียและปากีสถาน โดยที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู ส่วนชาวปากีสถานส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหนังก็ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วความขัดแย้งนั้นเกิดจากความต่างศาสนาหรือสิ่งใดกันแน่

หนังยังเสียดสีความเชื่อและสังคมอินเดียและทั่วโลก รวมถึงชนชั้น เชื้อชาติ เสียดสีความย้อนแย้งของวัฒนธรรมอันหลากหลายที่อยู่ในอินเดีย เช่น บางสังคมในอินเดียเชื่อว่าแม่หม้ายต้องใส่ชุดขาว แต่บางสังคมเจ้าสาวต้องใส่ชุดแต่งงานสีขาว บางสังคมเชื่อว่าหญิงคนไหนสามีตายเฌอใส่ชุดดำ แต่บางสังคมผู้หญิงใส่ชุดสีดำเป็นเรื่องปกติ

หนังเสียดสีถึงความศรัทธาของผู้คนที่มีตัวตนในอดีต ที่ส่งถึงมายังปัจจุบันว่า ในปัจจุบันนั้นเราศรัทธากับบุคคลเหล่านั้นแบบไหนกันแน่ เช่นมหาตมะคานธี มหาบุรุษคนสำคัญของประเทศอินเดีย ที่ปัจจุบันนั้นความสำคัญของมหาตมะคานธีจะมีค่าก็ต่อเมื่อไปอยู่บนธนบัตรที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนได้เท่านั้นหรือ

หนังยังเสียดสีถึงสารและการรับสารของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยการพูด การสื่อสารด้วยการเขียน การสื่อสารด้วยการสื่ออารมณ์ การสื่อสารด้วยความรู้สึก การสื่อสารด้วยการสัมผัส และการสื่อสารตามหลักศรัทธาของศาสนา การสื่อสารที่ผิดในด้านหลักศรัทธาหรือการปฏิบัติตามหลักศาสนาผิด เปรียบเหมือนกับการโทรผิดสาย หากโทรผิดก็สื่อสารกันผิด ใจความก็ผิด ผิดวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ก็ผิดตามมา หากเข้าใจความหมายของหลักศรัทธาและศาสนาที่ผิด ก็ไม่ต่างอะไรกับการหลงทางนั้นเอง

นอกจากที่กล่าวไปแล้ว หนังยังได้เสียดสีและตั้งคำถามกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ การตั้งคำถามของตัวละครที่มาจากต่างดาวที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเห็นในสภาพสังคมทั่วไปในอินเดีย ซึ่งผมไม่สามารถเล่าไว้ในที่นี้ได้ทั้งหมด ก็ขอให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามชมเอาเองและตีความเอาเอง

การมีสิ่งละอันพันละน้อยที่สอดแทรกอยู่ในหนังจำนวนมาก ต้องขอชมผู้กำกับและคนเขียนบทที่สามารถเล่าเรื่องหลายเรื่อง เล่าสถานการณ์แล้วเก็บรายละเอียดให้ดำเนินอยู่ใน Theme เดียวกันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่มีการหลงประเด็นเลยตลอดสองชั่วโมงครึ่งที่หนังฉาย และเป็นสองชั่วโมงครึ่งที่ไม่มีจุดไหนน่าเบื่อเลย

สิ่งที่น่าชื่นชมในหนังยังมีอีกหลายจุดเช่น

ฉาก โลเคชั่น สีสันให้ภาพยนตร์ การออกแบบเครื่องแต่งกาย ทุกอย่างดูอลังการตระการตา รู้เลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีการลงทุนสูง มีการใส่ใจรายละเอียดสูง เพลงประกอบก็มีความไพเราะยอดเยี่ยม เพลงมีเนื้อหาดีมากสอดคล้องกับ Theme หลักของหนัง มีความเป็นสมัยใหม่ และก็ยังไม่หลงลืมวัฒนธรรมภาพยนตร์อินเดีย คือจะมีการเต้นประกอบเพลง เต้นคนเดียว เต้นเป็นคู่ หรือต้องเป็นกลุ่ม

ในด้านนักแสดง อาเมียร์ ข่าน แสดงได้สมราคานักแสดงแถวหน้าของวงการภาพยนตร์อินเดียมาก แต่ดูแล้วการออกแบบบุคลิกท่าทางของเขา ทำให้ผมคิดถึง forrest gump ที่มีบุคลิกใกล้เคียงกัน ในจุดนี้สามารถเข้าใจได้ว่า การออกแบบบุคลิกให้คนใดคนหนึ่งมีลักษณะคลายคน "ไม่เต็มบาท" เป็นคน "ใส่ซื่อ" เพราะต้องการให้ตัวละครนั้นมีความบริสุทธิ์ที่สุด สามารถเรียนรู้และซึมซับประสบการณ์ต่าง ๆ จากที่เขาพบเจอให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เขามองด้วยสายตาที่เป็นกลางนั่นเอง ส่วนนางเอก อนุชกา ชาร์มา ถือว่าเป็นตัวเด็ดเลยทีเดียว สวย รูปร่างหน้าตาสวยสุดจะบรรยาย เธอคือหนึ่งในนักแสดงหญิงแถวหน้าของอินเดีย เวลาเธอแสดงก็ถือว่าดีอยู่แล้ว แต่เวลาเธอเต้นประกอบเพลงไปด้วยโอ้โห ลีลาท่าทางเธอเก่งมาก องค์ประกอบครบเครื่องสมกับเป็นนักแสดงอินเดียที่สุดแล้ว ทั้งพระเอกและพระเอก แสดงได้ถึงบทบาทเข้าใจอารมณ์ของตัวละคร แสดงบทเศร้าได้ดีมาก

กล่าวโดยสรุป PK ผู้ชายปาฏิหาริย์ เป็นหนังเสียดสีสังคม ความเชื่อ และศาสนาที่มีความบันเทิงที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมา และขอจัดให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลกที่ผมเคยดูด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว PK ได้ส่งสารถึงคนดูว่า ชายที่หลงทางกลับบ้านก็ไม่ต่างกับมนุษย์ที่หลงทางในความเชื่อของศาสนา และสาเหตุของการหลงทางนั้นก็เนื่องมาจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกันนั่นเอง

หลงรักหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยครับ ไม่รู้จะหาจุดบกพร่องตรงไหนก็ตัดคะแนนหนังเรื่องนี้เลย ใครชอบหนังที่มีแนวคิดดี ๆ ตั้งคำถามกับสังคมดี ๆ ก่อนตายไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างตรงที่การเปิดใจชมหนังเรื่องนี้ซึ่งหากบางคนที่ยึดติดยึดมั่นกับความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างอย่างยังเหนียวแน่นคงแบบขาดสติอาจปฏิเสธหนังเรื่องนี้ไปเลยก็ได้

10/10

วาทิน ศานติ์ สันติ

#สถานีไหน #MovieStation

#หนังอินเดีย #หนังอินเดียที่ดีที่สุด

#หนังFeelGood #หนังปรัชญา #หนังเสียดสี