ชีวิตที่พอเพียง 3544. ใช้งานวิจัยช่วยให้สังคมมีสายตายาว


เช้าวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ ผมออกไปเดินออกกำลังกายพร้อมกับฟังวิทยุจุฬา เอฟเอ็ม ๑๐๑.๕   มีข่าวครูในภาคอีสานหลายจังหวัด ชุมนุมเรียกร้องไม่ให้ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก   เพราะตนเองสอบเป็นผู้บริหารโรงเรียนได้  รอมานาน   และอ้างว่านักเรียนเสียผลประโยชน์   ซึ่งฟังได้ที่ (๑)  

ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้ 

ตามที่ผมได้ยินมา  การยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป็นมาตรการพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อประโยชน์ของนักเรียน   ให้ได้เรียนอย่างมีคุณภาพ   เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับสูง   โดยที่ไม่ได้ยุบ หรือควบรวม แบบสุ่มสี่สุ่มห้า    มีการคิดไตร่ตรองภายใต้หลักการที่รอบคอบ  

เป็นตัวอย่างของกระบวนการทางการเมือง ที่จะต้องพัฒนาระบบต่างๆ  ให้มี EQE – Equity, Quality, Efficiency   ซึ่งในระบบการศึกษา ประเทศไทยต้องการการพัฒนาทั้งสามประเด็นอย่างยิ่ง    ปล่อยไว้อย่างเดิมไม่ได้แล้ว    เพราะปัจจุบันนี้ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ เป็นตัวบ่อนทำลายคุณภาพของพลเมืองในอนาคต  

เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริง ตามรายงาน World Development Report 2018 (๒)   ที่บอกว่ามีปัจจัยดึงดูดความสนใจทางนโยบายออกไปจากปัจจัยหลักทางการศึกษา คือ learning   จะเห็นว่าตามในข่าว ผู้เรียกร้องไม่ได้พูดโยงไปถึง learning   แต่พูดถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

  ผมจึงขอเสนอว่า สังคมไทยต้องการงานวิจัยระบบการศึกษา    และสื่อสารกับสังคมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง    ชี้ให้ประชาชนทั่วไปเห็น (โดยมีหลักฐานจากผลงานวิจัย) ว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้างที่ต้องทำ เพื่อฟื้นคุณภาพการศึกษาไทยให้ได้

เพื่อให้คนไทยมีสายตายาว   มองภาพเชิงระบบเป็น   ไม่ตกอยู่ใต้แรงกดดันเพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือส่วนกลุ่ม สังเวยด้วยผลประโยชน์ระยะยาวของสังคม

ที่จริงขณะนี้ เราก็มีผลงานวิจัยเรื่องนี้อยู่บ้าง   น่าจะนำมาสื่อสารต่อสังคมไทยให้เข้าใจผลบวกผลลบ  และวิธีการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างสมเหตุสมผล    โดยผมได้ส่งอีเมล์เสนอแนะผู้เกี่ยวข้องแล้ว   

 

วิจารณ์ พานิช  

๑๙ ส..ค. ๖๒


   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)