Case study: คุณชอ (นามสมมติ) อายุ 60 ปี Dx. MDD (with active suicidal idea) with GAD
การให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และการแปลผลทางกิจกรรมบำบัด (Scientific Narrative reasoning) ประกอบด้วย
1. Diagnostic clinical reasoning
ด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์
จากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการด้วยแบบประเมิน Occupational History Interview (OHI) ในวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ผู้รับบริการเล่าว่า สองเดือนก่อนมาโรงพยาบาลเครียดมากเรื่องนอนไม่หลับ นอนไม่หลับทั้งคืน ต้องลุกไปทำงานจุกจิกในบ้าน เกิดความเครียดสะสม วิตกกังวลกับงานที่ทำ ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ไม่อยากทานอาหารหรือน้ำ ทานข้าวไม่ตรงเวลา จิตใจห่อเหี่ยว เบื่อ อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย เกิดอาการซึมเศร้า มีการเตรียมการฆ่าตัวตาย ก่อนมาโรงพยาบาลหงุดหงิดที่ภรรยาบ่นจนขว้างมีดใส่ หนีไปบ้านญาติ เมื่อกลับมาบ้านลูกสาวจึงให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น MDD with active suicidal idea เทียบเคียงในหมวด Major depressive disorder (F33, ICD10) และมีอาการตามเกณฑ์วินิจฉัยจาก DSM-5 จำนวน 6 อาการ จาก 9 อาการ (อย่างน้อย 5 อาการ) ร่วมกันนานกว่า 2 สัปดาห์
นอกจากนั้น ในผู้ป่วยซึมเศร้ายังสามารถมีอาการวิตกกังวล โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น GAD ร่วมด้วย เทียบเคียงในหมวด Anxiety disorder (F40-F48, ICD10) มีอาการตามเกณฑ์วินิจฉัยจาก DSM-5 ได้แก่ มีอาการวิตกกังวลเกินเหตุในหลายด้านของชีวิต (สังเกตจากการทำกิจกรรมกลุ่ม) เช่น ไม่กล้าอาบน้ำแรงเพราะกลัวผนังเปียก ไม่กล้าพลิกตัวตอนกลางคืนเพราะกลัวมีเสียงดังรบกวนผู้อื่น ควบคุมความกังวลนั้นได้ลำบาก มีความกังวลร่วมกับมีปัญหาการนอน กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย
ด้านการวินิจฉัยทางกิจกรรมบำบัด
คาดว่าผู้รับบริการมีบุคลิกภาพเป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) จากการสัมภาษณ์แรกรับเรื่องบุคลิกภาพในบันทึกทางการแพทย์ พบว่าเป็นคนจริงจัง เข้มงวดกับทุกเรื่อง สอดล้องกับคำบอกเล่าเรื่องการทำงานที่ว่า มีการตั้งเป้าหมายการทำงานไว้ในแต่ละวัน ถ้าทำไม่เสร็จจะไม่พักทานข้าวหรือกลับบ้าน ส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันที่ไม่สมดุล คือทานข้าวไม่ตรงเวลา (มีประวัติการทานยาไม่ต่อเนื่อง) ซึ่งการกดดันตัวเองเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดความเครียด จนไม่สามารถจัดการอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสองเดือนที่ผ่านมาที่มีอาการนอนไม่หลับ จนทำให้ทะเลาะกับคนในครอบครัว
นอกจากนั้นผู้รับบริการยังมีปัญหาในการเข้าสังคม จากการสังเกตขณะทำกิจกรรมกลุ่ม พบว่า ผู้รับบริการไม่สบตากับคู่สนทนา พูดเสียงเบา เนื้อหาคำพูดจับใจความได้ยาก ขัดแย้งกับประวัติในอดีตที่เคยทำงานเป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งต้องมีทักษะในการสื่อสารกับผู้คนที่หลากหลาย อาจเกิดจากความสามารถที่ถดถอยซึ่งเป็นผลมาจากอาการของโรค
Occupational Alienation: ผู้รับบริการมีประสบการณ์ชีวิตที่ขาดคุณค่าสำคัญ ผลลัพธ์จากการทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง รู้สึกล้มเหลวไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จ ความสามารถถดถอยไม่เหมือนเดิม ทำให้รู้สึกแยกตัว ไร้อำนาจ เกิดความคับข้องใจ สูญเสียความเป็นตัวเอง
2. Procedural clinical reasoning
- ประเมินประวัติด้านครอบครัว การศึกษา การประกอบอาชีพ ตารางกิจวัตรประจำวัน เป้าหมายในอนาคตของผู้รับบริการผ่านการสัมภาษณ์แบบเดี่ยว โดยใช้แบบประเมิน Occupational History Interview (OHI) ในวันที่ 13-14 มิถุนายน 2562 เป็นแนวทางในการค้นหาปัญหาอย่างละเอียดผ่านคำบอกเล่าของผู้รับบริการ พบปัญหาด้านตารางกิจวัตรประจำวันที่ไม่สมดุล โดยมีอุปนิสัยและการใช้เวลาโดยสรุป ดังนี้
- ADL = 4 ชั่วโมง
- IADL = 4 ชั่วโมง
- Work = 11 ชั่วโมง
- Sleep (พยายามหลับแต่ไม่หลับ) = 3 ชั่วโมง
- Leisure = 0 ชั่วโมง
ในปัญหานี้ ได้แนะนำและจัดทำตารางเวลาแบบใหม่ร่วมกับผู้รับบริการ เพื่อให้ตารางกิจวัตรประจำวันมีความสมดุลมากขึ้น ดังนี้
เวลา (น.) |
กิจกรรมในวันจันทร์-อาทิตย์ |
05:00-06.00 |
ตื่นนอน / ออกกำลังกาย (เดินยืดเส้นรอบบ้าน) |
06.00-07:00 |
อาบน้ำ / ทำกับข้าว / ซักผ้า |
07:00-08.00 |
รับประทานอาหารเช้า / ดูโทรทัศน์ |
8.00-11.00 |
ทำงานที่สวน |
11.00-12.00 |
รับประทานอาหารกลางวัน |
12.00-14.00 |
นอนผ่อนคลายบนเปลญวนในสวน |
14.00-17.00 |
ทำงานที่สวน |
17.00-18.00 |
กลับบ้าน / เดินสำรวจพืชที่ปลูกไว้รอบบ้าน |
18.00-19.00 |
อาบน้ำ / กวาดบ้าน / ทำกับข้าว |
19.00-20.00 |
รับประทานอาหารเย็น / ดูโทรทัศน์ |
20.00-21.00 |
สวดมนต์ 10 นาที / เข้านอน |
โดยจะมีสรุปอุปนิสัยและการใช้เวลาแบบใหม่ ดังนี้
ADL+IADL = 6 ชั่วโมง
Work = 6 ชั่วโมง
Rest and Sleep = 10 ชั่วโมง
Leisure = 2 ชั่วโมง
- จากการสัมภาษณ์ในวันที่ 14 มิถุนายน 2562 พบว่า ผู้รับบริการมีปัญหาการนอนไม่หลับ เนื่องจากอาการของโรคร่วมกับความคิดกังวล จึงได้มีการแนะนำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนเข้านอน ได้แก่ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำสมองให้ว่าง ไม่นำเรื่องเครียดมาคิดก่อนเข้านอน แนะนำวิธีการนอนเกร็งสลับกับผ่อนคลายร่างกายทีละส่วน ร่วมกับการให้ความรู้เรื่องสภาพแวดล้อมของห้องนอนที่มีความเหมาะสม ได้แก่ การทำห้องนอนให้เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิพอเหมาะ เนื่องจากเป็นบ้านอยู่ติดถนน จึงควรมีอุปกรณ์ปิดบังแสงที่ส่องมาจากข้างนอก (PEOP)
- ประเมินด้าน Social skills ของผู้รับบริการผ่านการสังเกตขณะทำกิจกรรมกลุ่ม Patient-staff meeting เป็นกิจกรรมกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ขณะอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล ว่าพบปัญหาหรือมีสิ่งใดที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่แก้ไข ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 10 คน เป็นเจ้าหน้าที่ 5 คน และผู้รับบริการ 5 คน ในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 พบว่า ขณะที่เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้พูดถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในโรงพยาบาล ผู้รับบริการไม่สบตาคู่สนทนาคนใดในกลุ่ม พูดเสียงเบาคล้ายพึมพำ เนื้อหาที่พูดจับใจความได้ยาก วกไปวนมาไม่ตรงประเด็น จึงได้ให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผู้รับบริการคนอื่น โดยให้ Positive reinforcement และ feedback ระหว่างกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้รับบริการมีทักษะสื่อสารที่ดีขึ้น
การให้เหตุผลการปฏิสัมพันธ์เมื่อพบหน้ากรณีศึกษา (Interactive Reasoning)
- ใช้ RAPPORT (Therapeutic relationship) ในการพูดคุยสัมภาษณ์ผู้รับบริการ และมี Active listening ในการฟังสิ่งที่ผู้รับบริการพูดขณะสัมภาษณ์แบบเดี่ยวและขณะทำกิจกรรมกลุ่ม ร่วมกับมี Empathy ระหว่างรับฟังเรื่องราวที่ผู้รับบริการเล่า วางตัวเป็นกลาง ไม่ตัดสิน
การประยุกต์ใช้กรอบอ้างอิงร่วมกับการให้บริการทางกิจกรรมบำบัด (Conditional Reasoning)
ใช้กรอบอ้างอิง PEOP ในการคำนึงถึงผู้รับบริการแบบองค์รวม เพื่อให้เข้าใจผู้รับบริการมากขึ้น ดังนี้
-
Person:
ด้านร่างกาย ผู้รับบริการเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตีบและขาดเลือด ส่งผลต่อเนื่องไปยังจิตใจ กระตุ้นให้มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล (จากเดิมที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว) ร่วมกับเป็นคนมีบุคลิกภาพแบบ Perfectionist ซึ่งมีความคาดหวังในชีวิตสูง เช่น ในเรื่องของงานที่จะต้องสมบูรณ์แบบ จะต้องทำงานออกมาให้ดีที่สุดจนเกิดเป็นความกดดันตัวเอง วิตกกังวลจนทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย เมื่อมีอาการทางกายร่วมด้วยจึงยิ่งทำให้เกิดความเครียด
-
Environment:
บ้านของผู้รับบริการเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น อยู่ติดถนน อยู่ห่างจากบ้านหลังอื่นพอสมควร ที่ตั้งเป็นชุมชนบนที่ราบสูง รอบบ้านเป็นพืชผักสวนครัวแต่ขาดการดูแล ห้องนอนของผู้รับบริการมีช่องว่างให้แสงลอดผ่านเข้ามา อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลรบกวนการนอนหลับของผู้รับบริการ
-
Occupation:
ประสบการณ์ชีวิตของผู้รับบริการทำงานหนักมาโดยตลอด ตอนเด็กๆ ชอบเรียนหนังสือแต่ฐานะทางบ้านไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้องลาออกมาช่วยที่บ้านทำสวน มีการปรับเปลี่ยนมาหลายงาน มีความคิดว่าชีวิตของตนล้มเหลว ไม่เคยมีอะไรเป็นไปดังที่คาดหวัง ผู้รับบริการมีนิสัยทำงานหนักเนื่องจากต้องการให้งานที่ออกมาสมบูรณ์แบบ ละเลยสุขภาพร่างกาย มักคิดกังวลทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ ส่งผลให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล
สรุปความก้าวหน้าของกรณีศึกษาผ่าน SOAP NOTE ระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ในโรงพยาบาล
- คุณชอ อายุ 60 ปี Dx. MDD with GAD วันที่ 10-14 มิถุนายน 2562
S: ผู้รับบริการบอกถึงความกังวลในเรื่องอาการทางกาย บอกว่ามีอาการหูอื้อ การมองเห็นเลือนลาง ง่วงซึม สภาพจิตใจขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แจ่มใส สีหน้าแสดงออกถึงความกังวล พูดเสียงเบา ไม่สบตากับผู้อื่น เนื้อหาการพูดวกวนจับใจความได้ยาก มีการพูดแสดงถึงความเกรงใจมากกว่าปกติ “ไม่กล้าอาบน้ำแรง เพราะกลัวผนังเปียก” “ไม่กล้าพลิกตัว เพราะกลัวเสียงดังรบกวนผู้อื่น” ขณะสัมภาษณ์มีการแสดงออกถึงความเกรงใจ “ขอโทษด้วยถ้าผมเล่าเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการรักษา” และเล่าถึงความสัมพันธ์ทางบ้านว่าภรรยาชอบบ่น ทำอะไรไม่ละเอียด โดยเฉพาะเวลาทำครัวร่วมกัน จึงมักหงุดหงิดภรรยา
O: จากการสังเกตขณะทำกิจกรรมทำซองใส่บัตร ผู้รับบริการมีปัญหาเกี่ยวกับรายละเอียดเล็ก ๆ แต่จะไม่พูดขอความช่วยเหลือ เมื่อมีกิจกรรมใหม่จะปฏิเสธเพราะกลัวทำไม่ได้ ขณะทำกิจกรรมกลุ่มมักไม่เปิดเผยความคิดของตัวเอง ให้สิทธิ์ผู้อื่นตัดสินใจ ภาคภูมิใจในการทำกิจกรรมทำอาหารเนื่องจากสอดคล้องกับประสบการณ์เก่า
A: Agitation, Thinking error, Lack of self-confidence, Lack of family relationship
P: Relaxation techniques โดยให้ฝึกการหายใจแบบ 4-7-8, เพิ่ม Self-confidence และฝึก Social-skill โดยให้เป็นผู้นำในการทำกิจกรรมกลุ่ม และมีนักกิจกรรมบำบัดคอยกระตุ้นด้วย Positive reinforcement, ใช้ CBT ในการปรับความคิดกังวลให้ลดลง มองความเป็นจริงมากขึ้น, ใช้ Hugging therapy ระหว่างผู้รับบริการ และภรรยา ประยุกต์กับการทำครัวร่วมกันด้วยความรัก ประนีประนอมกัน เพื่อเสริมสร้างความผูกพันภายในครอบครัว
- คุณชอ อายุ 60 ปี Dx. MDD with GAD วันที่ 17-21 มิถุนายน 2562
S: ผู้รับบริการมีสีหน้าแจ่มใสขึ้นมาก มีการมองหน้าสบตาคู่สนทนา ยิ้มแย้ม น้ำเสียงฟังง่าย มีการเรียบเรียงเนื้อหาการพูดให้สามารถเข้าใจได้ แต่ยังคงมีความเกรงใจซึ่งเป็นนิสัยของผู้รับบริการหลงเหลืออยู่
O: จากกิจกรรมกลุ่มตอบคำถามจากภาพ ผู้รับบริการกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากขึ้น จาก Individual treatment มีการพูดแสดงถึงความเข้าใจและตั้งใจจะนำแผนที่ร่วมกันวางไปปฏิบัติจริง มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง ลดความคาดหวัง และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
A: Improve self-confidence, Improve social skills, Improve positive idea
P: ติดตามผลในเรื่องของการทำตามตารางกิจวัตรประจำวันที่ร่วมกันจัดทำ, การเข้าสังคมในบริบทจริงกับคนในชุมชน, การจัดการกับความเครียด ความกังวล และการทำกิจกรรมร่วมกับภรรยาอย่างประนีประนอมเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน
อภิปรายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำความรู้ที่ได้เพิ่มเติมไปประยุกต์ใช้จริง (Pragmatic Reasoning)
- จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ ได้รับคำแนะนำในเรื่องของการใช้กรอบอ้างอิง และวิธีการรักษาผู้รับบริการ ดังนี้
- การส่งเสริม Social skills: ให้ผู้รับบริการเริ่มฝึกฝนทักษะสังคมกับผู้บำบัดเพียงสองคนก่อน เพื่อให้ feedback ขณะที่ผู้รับบริการสื่อสาร ร่วมกับการให้ Positive reinforcement ให้มีความกล้าที่จะพูดบอกความคิดความต้องการของตัวเองมากขึ้น จากนั้นจึงให้พูดคุยกับผู้รับบริการที่มีอายุใกล้เคียงกัน ให้เกิดความผ่อนคลายและคุ้นชิน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มวงสนทนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นทีละน้อย จากสองเป็นสามคน จากสามเป็นสี่คน จนผู้รับบริการสามารถพูดคุยสนทนาในกลุ่มใหญ่ได้
- การส่งเสริม Self-confidence: ให้ผู้รับบริการเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมกลุ่ม เริ่มจากกลุ่มที่ผู้บำบัดมีบทบาทมาก แล้วจึงค่อยๆ ลดบทบาทลง และคอยกระตุ้นด้วย Positive reinforcement เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ดึงความมั่นใจและความสามารถในอดีตกลับคืนมา
- ใช้กรอบอ้างอิง Occupational adaptation (OA) ในการให้ผู้รับบริการเข้าใจบุคลิกภาพแบบ Perfectionist ของตัวเอง และสามารถปรับตัวในการดำเนินชีวิตให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง เพื่อลดความคาดหวัง ความกังวล และใส่ใจในเรื่องสุขภาพของตัวเอง
- ให้ผู้รับบริการฝึกการผ่อนคลายด้วยการให้ปฏิบัติจริง (Learning by doing) โดยการเคาะอารมณ์ (Emotional freedom technique: EFT) เน้นเคาะที่ตำแหน่งใต้ไหปลาร้า ซึ่งเป็นศูนย์ของความเศร้า และตำแหน่งใต้รักแร้ ซึ่งเป็นศูนย์ขอวความโกรธ แนะนำให้ทำสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน เพื่อจัดการกับอารมณ์และลดความกังวลลง ร่วมกับการฝึกการหายใจแบบ 4 7 8 คือหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที จากนั้นหายใจออก 8 วินาที เพื่อปรับสมดุลการหายใจ และลดความรู้สึกซึมเศร้าลง
- เสริมสร้างความผูกพันภายในครอบครัว โดยการใช้ Hugging therapy ระหว่างผู้รับบริการกับภรรยา โดยจากการวิจัยจากการศึกษาของนักจิตวิทยา Karen Grewen, Ph.D. University of North Carolina พบว่า ในระหว่างที่ให้คู่รักกอดกันสามารถกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุข (oxytocin) ได้อย่างชัดเจน และลดฤทธิ์ของฮอร์โมนแห่งความเครียด (cortisol) ได้อย่างดี (ปราณี เมืองน้อย, 2560, น.34) และให้ผู้รับบริการทำครัว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้รับบริการทำร่วมกับภรรยาเป็นประจำอยู่แล้ว โดยใช้ทักษะของการประนีประนอม ทำครัวด้วยความรัก
Story Telling ความสุขและความสามารถที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา
จากการพบกับกรณีศึกษาที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช มีความท้าทายตรงจุดที่ไม่รู้ว่าอาการของผู้รับบริการเป็นอย่างไร จะเข้าหาด้วยวิธีการแบบไหน มีความคิดกังวลมากมายในครั้งแรกที่ไปฝึกงาน แต่เมื่อได้คุยกัน ได้ทำความรู้จัก และได้คลุกคลีกับผู้ป่วยจิตเวชในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงว่าผู้ป่วยโรคจิตเวชก็เป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่ถ้าหากเจอในบริบทอื่นที่ไม่ใช่ในโรงพยาบาลก็เป็นเพียงคนธรรมดา อาการของโรคไม่ได้ลดคุณค่าของเขาหรือทำให้เขาแปลกไปจากคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ในส่วนของความสามารถที่ดีขึ้นภายในตัวเอง พบว่า มีทักษะในการนำกลุ่ม และการพูดต่อหน้าผู้คนให้มีความเข้าใจมากขึ้น รู้ว่าควรใช้ความเร็วและความดังขนาดไหนจึงจะเหมาะสม รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอธิบาย มองหน้าสบตาผู้ฟังโดยมีความรู้สึกตื่นเต้นลดลง นอกจากนี้ ความคิดยังเป็นระบบและชัดเจนมากขึ้น รู้ว่ากระบวนการจัดกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างไร มีความรอบคอบระมัดระวัง และคิดในหลายแง่มุมมากขึ้น โดยเฉพาะในวอร์ดจิตเวชที่ต้องการความละเอียดอ่อน คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นหลัก จะต้องตระหนักรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา
และจากการที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ ทำให้ตระหนักว่าตัวเองมักปล่อยให้ความคิดมากมายในหัวบดบังความตั้งใจจริง เกิดความคิดสับสนวกวน ทำให้ความกดดันและความกังวลที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิดอยากทำจริง ๆ และทำให้ไม่ได้สังเกตเพื่อมองหาความสามารถของผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวมมากเท่าที่ควร คำแนะนำจากอาจารย์ คือให้เตรียมตัวเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มาก่อน อาจเขียนแผนภาพ (Mind map) ให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่จะทำในคืนก่อนหน้า หรือก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงาน จะได้ลดความกังวลลง และแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
นอกจากนั้น การที่เราได้ให้คำแนะนำ หรือตั้งใจให้กิจกรรมการรักษาทั้งแบบกลุ่มและแบบเดี่ยว แล้วผู้รับบริการซาบซึ้งใจ เห็นประโยชน์ของมัน เชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้อาการเขาดีขึ้น โดยผู้รับบริการกล่าวว่าการทำกิจกรรมเป็นการเติมเต็มชีวิต ที่ผ่านมาไม่เคยได้ทำกิจกรรมแบบนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นทำให้อาการดีขึ้นในทุกวัน เมื่อเห็นประโยชน์ ผู้รับบริการจึงมีความตั้งใจในการทำทุกกิจกรรม และตั้งใจจะนำกลับไปประยุกต์ใช้ที่บ้านด้วย ทำให้ในฐานะนักศึกษากิจกรรมบำบัดที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตั้งใจทำมีความหมายและเกิดคุณค่า เพิ่มพูนเป็นพลังในการฝึกงาน และเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการเป็นนักกิจกรรมบำบัดที่ดีในอนาคต โดยรวมแล้ว กรณีศึกษานี้สร้างความเปลี่ยนแปลงภายในให้กับตัวนักศึกษาโดยไม่รู้ตัว ทำให้เป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดที่เติบโตขึ้นอีกขั้น และพร้อมสำหรับก้าวต่อไปที่สูงขึ้นอีกในทุกวัน
นศ.กบ.ฉัตรศศิธร บุญอินทร์ 5923005
เอกสารอ้างอิง
ปราณี เมืองน้อย. (2560). “กอด” ยามหัศจรรย์ที่หาได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา. วงการยา, 34.
หลังจากศึกษาเคสของคุณชอ อายุ 60 ปี จากตัวอย่างของรุ่นพี่ เกี่ยวกับคุณชอที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น MDD with active suicide idea and GAD ได้มีการสรุปเคสสั้นๆให้อาจารย์ฟังภายในเวลา 1 นาที เป็นการสรุปว่าเคสนี้ ผู้รับบริการอายุเท่าไหร่ ประวัติของผู้ป่วย การวางแผนการรักษา เป็นต้น ฝึกพูดกับอาจารย์ครั้งแรกมีการแก้ไขเนื้อหาประวัติของผู้ป่วย เพราะพูดเน้นประวัติเยอะเกินไป และไม่ได้บอกประวัติเดิมของผู้ป่วยว่าทำงานอะไรมาก่อน ฝึกพูดครั้งที่สองเริ่มดีขึ้น มีการแก้ไขเรื่องที่เรียกแทนผู้รับบริการว่า “เขา” โดยปรับปรุงการพูด ดังนี้ค่ะ “คุณชอ อายุ 60 ปี มีอาการนอนไม่หลับ เกิดความเครียดสะสม ไม่อยากทานอาหารหรือน้ำ เกิดอาการซึมเศร้า เตรียมฆ่าตัวตายมาก่อน ผู้รับบริการหงุดหงิดภรรยาจนขว้างมีดใส่ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น MDD with active sucidal idea และมีอาการวิตกกังวลเกินเหตุ เป็น GAD เช่นไม่กล้าอาบน้ำเพราะกลัวผนังเปียก ผู้รับบริการเป็น perfectionist ตั้งใจทำงานมาก ถ้าไม่เสร็จก็จะไม่พัก ถ้างานไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะรู้สึกล้มเหลว และสูญเสียความเป็นตัวเอง งานที่ผู้รับบริการทำอดีตเคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน โดย OT จะมีการใช้กรอบอ้างอิง OA ให้ผู้รับบริการเข้าใจบุคลิกภาพของตนเอง ปรับการดำเนินชีวิต ให้มีความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ลดความคาดหวัง ปล่อยวาง เสริมสร้างความผูกพันในครอบครัวโดยใช้ hugging therapy กระตุ้น oxytocin และลด cortisol ทำอาหารร่วมกับภรรยาเป็นกิจรรมที่ผู้รับบริการทำกับภรรยาเป็นประจำอยู่แล้ว” และอาจารย์ให้เราลองตั้งคำถามที่เป็น Procedural ดิฉันตั้งคำถามคือ “เราจะมีวิธีการอย่างไรที่ช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้ามีความภาคภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น” เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับการประเมินผู้มารับบริการ วิธีการอะไร วิธีอะไรที่จะสามารถทำได้ ต่อมาเป็นการตั้งคำถามแบบ interactive เป็นคำถามที่เราคุยกับคนผู้รับบริการ ดิฉันตั้งคำถามคือ “ในอนาคตถ้ามีเวลาอยู่ฝึก 2 อาทิตย์ คุณคาดหวังว่าจะเป็นอย่างไร” เพื่อให้เข้าใจผู้มารับบริการ ดูความคาดหวังของผู้รับบริการ