ในการประชุมสภา มช. เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ มีวาระเสนอแผนปฏิบัติงาน ระยะ ๔ ปี ของผู้อำนวยการสถาบันภาษา ศ. ดร. สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์   สะกิดให้ผมเขียนบันทึกนี้    โดยที่ในเอกสารระบุปัญหานักศึกษาไม่สนใจฝึกฝนทักษะด้านภาษา     ผมจึงมองว่า มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สร้างความตระหนักให้แก่นักศึกษาว่า    ความคล่องแคล่วด้านภาษา (ทั้งภาษาไทยและภาษาที่สองและที่สาม) มีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร

หนังสือ Through the Language Glass : Why the World Looks Different in Other Languages (2010) (2)  เขียนโดย Guy Deutscher   บอกว่า ภาษาที่เราพูด ทั้งสะท้อน และมีผลต่อมุมมองของเราต่อโลก    ภาษาที่ต่างกันทำให้คนพูดมีมุมมองต่อสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน      

หนังสือ The Language Instinct : How the Mind Creates Language (1994) (1)  เขียนโดย Steven Pinker ศาตราจารย์สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด    บอกว่าการเรียนรู้ภาษาเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์  หรือเป็นคุณสมบัติของสมองมนุษย์ และบอกว่า ความเชื่อว่าภาษามีอิทธิพลต่อมุมมองของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ผิด    เป็นวิธีมองภาษาตามแนว Whorfian Hypothesis ที่เสนอโดย Benjamin Whorf    

Steven Pinker บอกว่า หลักการเกี่ยวกับภาษาของมนุษย์มี ๒ ประการ  (๑) หลักไร้เหตุผล (arbitrariness) หรือจำต่อๆ กันมา  (๒) ภาษามีการใช้สื่อที่มีจำกัด (finite media) ด้วยวิธีใช้ที่ไม่จำกัด (infinite use)    และเครื่องมือที่ทำให้เกิดวิธีใช้คำ หรือเรียงคำได้อย่างไม่จำกัด คือไวยากรณ์  

ความเข้าใจภาษาพูดกับถาษาเขียนใช้กลไกต่างกัน    เขาบอกว่าเราอ่านออกเพราะเราเป็นนักแยกแยะชิ้นส่วน ซึ่งหมายถึงวิเคราะห์คำ อย่างชำนาญ    นักภาษาศาสตร์บอกว่ามีวิธีวิเคราะห์คำ ๒ แบบ คือ (๑) เน้นความหมายของแต่ละคำ เอามาต่อกัน (breadth-first search)   (๒) เน้นความหมายของทั้งประโยคหรือทั้งย่อหน้า (depth-first search)    ผมตีความว่า วิธีที่สองคือวิธีอ่านหนังสือเร็ว จับความได้เร็ว      ส่วนวิธีแรกเป็นวิธีอ่านเอาสุนทรียทางภาษา     ผมใช้ทั้งสองวิธี แต่ใช้วิธีหลังมากกว่า     และในหลายกรณีใช้วิธี “อ่านเลยบรรทัด”    คือเอาประสบการณ์ของตัวเอง หรือข้อความรู้จากแหล่งอื่นเอามาเถียงหรือเปรียบเทียบ หรือตั้งคำถาม    สำหรับเอามาใช้ “อ่านระหว่างบรรทัด”     เพื่อค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่    ทำให้ผมสนุกสนานกับการอ่าน    การอ่านเป็นความบันเทิงใจ สำหรับผม    ยิ่งอ่านแล้วเขียนสะท้อนคิด (อย่างที่กำลังทำอยู่นี้)     กลายเป็นกิจกรรมบันเทิงของผม       

ผมชอบมาก ที่เขาบอกว่า ไวยากรณ์มี ๒ กติกา    คือ “กติกาหลักการ” (prescriptive rules)  กับ “กติกาหลักกู” (descriptive rules)    ผมตีความว่า เป็นไวยากรณ์ตามกระบวนท่า  กับไวยากรณ์ไร้กระบวนท่า     ซึ่งจะไร้กระบวนท่าได้อย่างงดงาม ต้องเชี่ยวชาญกระบวนท่า    ในลักษณะ “สูงสุดสู่สามัญ” (mastery)    คือก่อนจะ “ไร้กระบวนท่า” ได้    ต้อง “เชี่ยวชาญกระบวนท่า” ก่อน

หนังสือ The Brain Sell : When Science Meets Shopping (2013) (3)  เขียนโดย David Lewis     บอกว่า หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้ทั้งแก่นักการตลาด สำหรับใช้ขายของ    และแก่คนทั่วไป สำหรับให้รู้เท่าทันภาษาของนักขายของ     อ่านแล้วผมตีความว่า  สมองมนุษย์มีไว้ทั้งเพื่อไม่ถูกหลอก และเพื่อถูกหลอกในเวลาเดียวกัน     คืสมองมนุษย์ไม่สมบูรณ์  ตกอยู่ใต้อคติได้ง่าย     ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองช่วยเปิดเผยจุดอ่อนนั้น    และหนังสือเล่มนี้เอามาแนะนำนักการตลาด

ผมเข้าใจว่า ภาษาเป็นทั้ง output และ input     ที่เป็น output หมายความว่า เพื่อใช้ในการสื่อสาร    แต่ผมเชื่อว่า ภาษาเป็น input เข้าไปกระตุ้นสมองให้เจริญงอกงาม เกิดการสร้างเครือข่ายใยประสาทที่กว้างขวางและแข็งแรง     อาจกล่าวได้ว่า ภาษาเป็นปุ๋ยบำรุงสมอง     ผมยังหาหนังสือที่เสนอประเด็นนี้ไม่พบ  

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ก.ค. ๖๒