ความรัก คือดอกไม้ที่เติบโตและเบ่งบาน โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของฤดูกาล

 - คาลิล ยิบราน-

ฉันที่ในเวลานั้นยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กหญิง กำลังอมยิ้มกริ่มกับหน้าจอห้องแชทในแอพพลิเคชั่นสีฟ้า รอเจ้าตัวจุดไข่ปลาที่อีกปลายด้านซ้ายของโทรศัพท์แปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษร เมื่ออีกฝ่ายนั้นกดตอบกลับมานั้น สามารถทำให้หัวใจฉันเต้นระรัวทุกครั้งที่ได้รับข้อความและไม่อีกกี่เสี้ยววินาทีต่อไป นิ้วเล็กๆของฉันก็พิมพ์แป้นตอบกลับไป เป็นดั่งทุกครั้งด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุขและแฝงไปด้วยความเขินอายกับรอยยิ้มบนมุมปากเสมอ ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ฉันมอบมันให้เฉพาะกับ’เขา’เท่านั้น

เราคุยกันมาเกือบครึ่งปีแล้ว กับความรู้สึกของฉันที่นับวันจะฟูล้นขึ้นในหัวใจอย่างหยุดไม่ได้ เรารู้จักกันผ่านพี่คนหนึ่งที่ฉันสนิท ด้วยความที่ยังไม่คิดอะไรมากกว่าการส่งข้อความไปคุยเล่นกับเขา เพราะในครั้งแรกเขานั้นดูเป็นคนที่เงียบๆไม่ค่อยเอ่ยพูดเท่าไร เพียงก้มหน้ากดโทรศัพท์ราวกับปฏิเสธสิ่งรอบกาย หากส่งข้อความไปหาน่าจะแกล้งสนุกน่าดู ทว่าเมื่อตอนที่ฉันกดส่งข้อความยาวเหยียดไปหาเขาในคราวแรกเพราะนึกสนุก กลับกลายเป็นว่าเราเป็นพวกคนศีลเสมอกันเสียซะงั้น เราจึงได้คุยกันและรู้จักกันมากขึ้น จนกล้าที่จะทำอะไรหลายๆอย่างเกินจากโซนแค่คนรู้จัก เรายิงมุกกันไปมาอย่างสนุกสนาน เล่าเรื่องชีวิตในแต่ละวันให้รับรู้ว่าแต่ละคนไปเจออะไรมาบ้าง บอกเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ แชร์ลิสต์เพลงและหนังเรื่องสนุก รวมถึงสิ่งที่อยากทำต่อไปในอนาคต เราคุยกันแบบนี้แทบจะทุกวัน จนถูกรวมไปเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน บ้างก็คอลหากันเวลาอีกฝ่ายไม่ว่างพิมพ์บนมือถือ หรืออยากได้ยินเสียงของซึ่งกันและกันเฉยๆ

…และเขาก็ได้หยอดเมล็ดพันธ์ุดอกไม้นั้นในใจฉัน และเจ้าดอกไม้นั้นเติบโตขึ้นทุกวัน โดยไร้ซึ่งความรู้สึกตัวด้วยความรู้สึกเอ่อล้นอบอุ่นใจ…

เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ มันก็จะตรึงกางเขนเธอ และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น มันก็จะลิดรอนเธอด้วย

  - คาลิล ยิบราน-

เขาเป็นรุ่นพี่ฉันหนึ่งปี กระนั้นเราก็ยังคุยกันเหมือนเพื่อนสนิท เหมือนพี่น้อง เหมือนคนรู้ใจและเซฟโซนของกันและกัน มีบ้างที่บางทีเราก้คุยกันไม่ถูกคอในบางครั้ง และเมื่อเราทั้งสองฝ่ายเริ่มเงียบไร้บทสนทนาต่อ ฉันมักจะรู้สึกผิดเสียเองอย่างน่าขันและจบลงที่ฉันมักจะเป็นคนที่ลดอัตตาส่งข้อความไปขอโทษ พยายามทำตัวโง่งมปล่อยมุกที่ไม่ค่อยขำสักเท่าไร เพื่อทำให้เขาตอบฉันกลับมาซึ่งพฤติกรรมแบบนั้นที่แสดงไปแม้แต่เพื่อนสนิทของฉันก็ยังไม่เคยเห็นฉันเสียอาการเป็นแบบนั้น กำแพงทิฐิอันหนาเตอะของฉันถูกเซาะกร่อนไปทีละน้อยเมื่อยังคงอยู่กับเขาในทุกวัน ส่วนดอกไม้นั้นก็เบ่งบาน แตกก้าน ผลิใบ ฝังรากลึกยากจะหยั่งรู้แน่นในหัวใจ สวนทางกับความเป็นตัวฉันที่ค่อยๆถูกหลอมละลายไปในช้าๆไร้ซึ่งจุดจบสิ้น ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเด็กม.ต้นอ้วนแผละรักของทอดเป็นที่หนึ่งในใจ เพื่อไปเป็นคนที่มีรูปร่างดีเฮลท์ตี้เหมือนที่พวกดาราเป็นกันเริ่มหาครีมมาทาบำรุงผิว หัดแต่งหน้าทาปากบางๆ หาเสื้อผ้าหลากหลายแบบที่ใส่แล้วน่ารักเพื่อที่เจอกันครั้งหน้าเขาจะได้ชมฉันชอบฉันมากกว่าตัวตนในห้องแชท ฉันประสบผลสำเร็จอย่างมากกับสิ่งที่ทำไป เพื่อนๆทักฉันว่าหน้าเรียวขึ้นสะสวยขึ้นกว่าเดิม ผู้ใหญ่ก็ดีใจที่ฉันมีการดูแลตัวเองและเริ่มเป็นสาวมากขึ้นจากที่เคยเป็นเด็ก นับว่าฉันทำทุกอย่างเพื่อเขาก็ไม่ผิดนัก และมั่นใจด้วยว่าฉันจะต้องได้เขาเป็นมากกว่าหลากหลายสถานะคลุมเครือจากที่ผ่านมา มันนานมากแล้วสำหรับสถานะแบบนั้น มันจะต้องมีความมั่นคงเสียที

…และเมื่อวันที่ดอกไม้นั้นเบ่งบานเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว เขาก็นัดฉันไปเที่ยวกันที่ห้างใจกลางเมืองซึ่งมีงานพอดี เราได้พบกันอีกครั้งพร้อมกับใครอีกคนที่เขาจับมือกันมา…


 หัวใจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแตกสลาย 

 - ออสการ์ ไวลด์-

“อ้อ…นี่น้องสาว…ชื่อไข่มุก” เขาบอกคนข้างๆที่มาด้วยกันแบบนั้น เธอพยักหน้ารับรู้และแนะนำตัวให้ฉันรู้จัก ฉันเองก็พยักหน้าและยิ้มอย่างเป็นมิตรกลับไป ทว่ากลับได้ยินเสียงของบางสิ่งที่พังทลายภายในตัวเองอย่างน่าประหลาด หลายความรู้สึกนั้นจุกมาอยู่บนลำคอ แม้จะกลืนน้ำลายยังยากลำบากในวินาทีนั้น เขาพาฉันและเธอคนนั้นไปทานข้าวที่ร้านแกงกะหรี่ร้านโปรดที่ฉันเคยบอกเขาว่าอยากกินเมื่อนานมาแล้ว ฉันเริ่มเงียบลงและจัดการความรู้สึกปั่นป่วนในท้อง ฉันสับสนว่าเธอคนนั้นคือใครจึงขอปลีกไปห้องน้ำขณะที่สองคนนั้นทานข้าวกันที่โต๊ะ เพื่อจัดการความคิดน่าเกลียดในหัวและฉันก็ได้คำตอบในตอนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขา เมื่อตอนเช้าฉันลืมเปิดอินเทอร์เน็ตอ่านข้อความว่ามีอะไรส่งมาให้ฉันบ้าง เพราะกำลังล่องลอยจินตนาการกับวันที่แสนวิเศษ และนั่น…คือสิ่งที่ฉันพลาดไปอย่างจังเมื่อกลับมาเปิดอินเทอร์เน็ตอีกครั้งข้อความที่เมื่อเช้าเขาส่งมา ก็ดันมาอยู่ด้านบนสุด ฉันเปิดดูมันว่ามีอะไรที่ฉันพลาดไป

‘พี่พาแฟนไปด้วยนะ ไม่ต้องเกร็งกันๆ ตามสบายเลยหนู เหมือนอยู่กับพี่อะๆ’

…ฉันกลับเข้าไปในร้านอีกครั้ง นั่งทานข้าวแกงกะหรี่ที่สั่งมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอตัวกลับบ้านก่อนและโกหกว่าไม่ค่อยสบายเท่าไร ก่อนกลับก็อวยพรขอให้ทั้งสองรักกันคบกันนานๆ 

เพื่อที่จะกลับมาร้องไห้ที่บ้าน ไม่ให้เขารับรู้ว่าฉันแตกสลายไปเพียงใด…

วิเคราะห์เหตุการณ์ด้วยหลักการPEOP model ได้ดังนี้

Person => ยังเป็นเด็กอายุไม่เกิน15ปี,ประมวลผลการอ่านข้อความและตอบกลับได้,มีความรู้สึกนึกคิดต่อคนอื่นได้,สามารถเรียบเรียงเรื่องราวในแต่ละวันได้,รู้สึกถึงความผิดปกติได้,ปรับปรุงตัวเองให้ดีกว่าเดิม,รับรู้ถึงความรู้สึกในตัวของตนเอง,มีจินตนาการในการมโนสิ่งที่น่าจะเป็นไปในอนาคต

Environment =>เพื่อนและผู้ใหญ่ชม,มีความเชื่อว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองถ้าอยากให้คนชอบ,ร้านแกงกะหรี่,มีเครื่องมือสื่อสารเป็นโทรศัพท์มือถือ,มีสถานที่นัดพบเป็นห้าง

Occupational =>เด็กนักเรียน,น้องสาว

Performance => สามารถพิมพ์แป้นพิมพ์ในโทรศัพท์ได้,สามารถทานข้าวเองได้,สามารถเดินทางไปต่างสถานที่ได้,ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ได้