๑๓ ปีกว่า..ที่นำพาโรงเรียนขนาดเล็ก ฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมานับไม่ถ้วน หนักบ้างเบาบ้าง..จนรู้ซึ้งและเข้าใจ กลายเป็นตำราเล่มเล็กๆเพื่อเปิดดูวิธีการแก้ปัญหา
หลายครั้ง..ได้บันทึกไว้เป็นความทรงจำดีๆ เหมือนจะบอกว่าโรงเรียนมีที่มา และกำลังจะก้าวไป ณ จุดใด..ทิ้งร่องรอยให้ตราตรึง และพึงพอใจกับปัจจุบัน..
ช่วงแรก ช่วงกลาง และวันนี้เข้าสู่ช่วงปลายแล้วของชีวิตราชการครู โรงเรียนไม่ได้หรูหรา แต่ต้นไม้เติบโตขึ้น อาคารเรียนพร้อม ครูและนักเรียนมากขึ้น เมื่อเทียบกับวันแรกที่มีครู ๓ คน นักเรียน ๔๙ คน..ปีการศึกษานี้ ๘๙ คน ก็ถือว่าใช้ได้..
หมายถึงความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเกิดจากคนของท้องถิ่นโดยแท้ และแน่นอนนั่นคือชุมชนผู้ปกครองนักเรียน ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญ..แต่ที่เป็นกำลังใจและทำให้ผมคิดว่าเขาเป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่ง นั่นก็คือ “เทศบาล”
ผมจะพูดและปฏิบัติให้ครูรุ่นใหม่ทราบอยู่เสมอว่า..เทศบาล..ดีกับเรามากมายแค่ไหน? เขาทำมากกว่าหน้าที่..และทำได้ดีเกินความคาดหวัง
ครูที่อยู่กับ..อบต..คงเข้าใจ หลาย อบต.ทำให้ครูซาบซึ้งถึงอาหารกลางวันและอาหารเสริม(นม) ก็ถือว่าจบภารกิจ แต่เทศบาลที่ผมสังกัดดูแลมากกว่านั้นเยอะ
ทั้งเรื่องน้ำ..ไฟฟ้า..พาหนะ..งานตกแต่งนิทรรศการ งานอบรมสัมมนา พัฒนาสิ่งแวดล้อม และงานซ่อมบำรุง..ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากเทศบาลอยู่เสมอ
โรงเรียนไม่ได้สังกัดโดยตรง แค่อยู่ในเขตเท่านั้น เทศบาลมีศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้ว และมีโรงเรียนใหญ่ในตลาดที่อยู่ในเขตเหมือนกันและมีลูกหลาน สท.เรียนอยู่มากมาย
แต่เทศบาล..ไม่เคยเลือกปฏิบัติ โรงเรียนเล็กๆ..จึงไม่เคยอยู่ในฐานะลูกเมียน้อย เมื่อผมขอความอนุเคราะห์ ขอใช้ไหว้วาน..เทศบาลจะจัดการให้ทันที
๔ ปีแรก..ผมตีสนิทด้วยจิตอาสา งานวันพ่อวันแม่แห่งชาติ งานสงกรานต์และลอยกระทงและแห่เทียน ผมส่งนักเรียนไปร่วมกิจกรรมทำงานสังคมกับเทศบาล..
๔ ปีต่อมา..จากถนนลูกรังผุพังหน้าอาคาร ก็กลายเป็นถนนลาดยางที่แข็งแรง ทำให้หัวใจผมได้รับการเสริมแรง เหมือนกับว่าได้เสริมใยเหล็ก และโรงเรียนเริ่มไม่เล็กแล้ว
จากวันนั้นเป็นต้นมา..โรงเรียนได้รับการประกาศให้เป็นสถานศึกษาพอเพียง และเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก บริหารจัดการรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม ระดับชาติ
นักการศึกษาจากทั่วทุกสารทิศเริ่มทยอยกันมาเรียนรู้ ศึกษาดูงาน หลายครั้งหลายคราที่เทศบาลมาช่วยเตรียมงานให้การต้อนรับ..
ผมจึงสำนึกได้ว่า..ผมนั้นไม่เท่าไหร่..ที่อยู่เป็นสุขและสร้างสรรค์ได้ เพราะท้องถิ่นที่เรียกว่าเทศบาล..มิใช่อื่นใดเลยจริงๆ
นโยบายสพฐ.อาจไม่มีข้อมูลแบบนี้ จึงมีพยายามชี้นำให้โรงเรียนไปเรียนรวม(ยุบ)กับโรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอ..และไม่เคยคิดด้วยซ้ำที่จะให้เป็นโรงเรียนหลักที่รองรับการมารวมของโรงเรียนเล็กข้างเคียง
ผมไม่เคยคิดน้อยใจ ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะแก้กฎหมายให้โรงเรียนไปอยู่กับท้องถิ่นเสียที...ผมจะรอ...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๒