ผมไปประชุมที่ปักกิ่งมาครับ

                โดยครั้งนี้ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลก คือ  “World Chinese Conference” ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงวันที่ ๒๐ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ คณะของเรามีท่านอธิการบดีนำทีมไป มีผม อาจารย์กรเพชร เพชรรุ่ง และอาจารย์เมษา มหาวรรณ ร่วมไปด้วยในฐานะผู้ที่รับผิดชอบ       ในการจัดการศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนกับประเทศจีน

                สภาพอากาศที่กรุงปักกิ่งร้อนอบอ้าวถีง ๔๐ องศา และดูขมุกขมัวชอบกล เพราะมีหมอกหนาแน่นปกคลุมทั่วเมือง ผมถามดูได้ความว่า เป็นเพราะมีพายุทางตอนใต้ของจีนผ่านทะเลทราย โกบี ทำให้เมฆเคลื่อนตัวไปไม่ได้ จึงมีบรรยากาศคล้ายหน้าหนาวแต่ร้อนระอุ ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าจะเชื่อสายตาหรือเชื่อความรู้สึกทางกายดี

              งานครั้งนี้ รัฐบาลจีนโดยพรรคคอมมิวนิตส์ ลงทุนจัดงานเพื่อโปรโมทสร้างภาพความยิ่งใหญ่ทางภาษาจีนอย่างสุดสุด อาจทุ่มทุนถึงร้อยกว่าล้านบาท ในการจัดงานเพียงสามวันเท่านั้น  โดยเชิญแขกจากทั่วโลกอาทิเช่น ตัวแทนรัฐบาล รัฐมนตรีศึกษา อธิการบดี คณบดีและครูสอนภาษาจีนจากทุกประเทศที่ทำการสอนภาษาจีนมาร่วมประชุมในครั้งนี้

               ทราบจากพี่เกื้อพันธ์ว่า ทีแรกจีนตั้งเป้าจำนวนสัมมนาสมาชิกไว้ที่ ๖๐๐ คน แต่คงจำกัดในเรื่องสถานที่สัมมนาและงบประมาณจึงลดสเกลลงมาที่ ๓๐๐ คน แต่ผมคำนวณดูจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมจริงๆประมาณ ๔๐๐ คน ยังไม่นับผู้สื่อข่าวและนักศึกษาอาสาสมัครอีกจำนวนนับร้อย

              ที่นับว่าเป็นแขกระดับวีไอพี คือ สมเด็จพระเทพรัตนบรมราชสยามกุมารีฯ จากประเทศไทย  Mr.Mulatu Teshome จากประเทศเอธิโอเปีย Mr.Mounir Bouchenaki รองผู้อำนวยการทางวัฒนธรรมของยูเนสโก Mr.Raymond Chan รัฐมนตรีวัฒนธรรมจากประเทศคานาดา Mr.Geston Caperton President of the College Board , จากสหรัฐอเมริกา Mr.Joel Bellassen ผู้ตรวจการทั่วไปการศึกษาแห่งชาติของกระทรวงศึกษาประเทศฝรั่งเศส และบุคคลสำคัญอีกมากมายหลายท่านเต็มที

               ผมขออนุญาตไม่กล่าวชื่อหมด ในพิธีเปิดจัดขึ้นที่ The Great Hall of the People น่าจะแปลว่า อภิหรือมหาศาลาประชาคม ที่ใช้เป็นที่ประชุมพรรคคอมนิวนิตส์ อันยิ่งใหญ่และใช้ในงานพิธีรับแขกเมืองสำคัญของรัฐบาลจีน โดยมีท่านรัฐมนตรีศึกษา Zhou Ji ของจีนให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี

               ทางจีน เชิญแขกผู้มีเกียรติเหล่านี้กล่าวสุนทรพจน์คนละประมาณห้านาที  แต่ละคนล้วนพูดภาษาจีนกลาง ได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะเคยมาเรียนภาษาจีนและเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่งมาแล้วและในเนื้อหาล้วนแสดงถึงความสำคัญของภาษาจีนที่กำลังจะเป็นภาษาสำคัญของโลกอีกภาษาหนึ่งในไม่ช้า  

                โดยเฉพาะอีตา Joel จากฝรั่งเศส แกแสดงสุนทรได้ขึงขังตามแบบฉบับจีนนิยม คือมีลีลาการพูดเสียงดังแบบกล่าวคำปราศัยและเมื่อกล่าวจบประโยคสำคัญๆจะปรบมือนำ ทำให้ทุกคนต้องปรบมือตาม ประโยคเด็ดของเขาที่เรียกเสียงฮือฮาและการปรบมือดังยาวนานได้แก่

               “It’s time to join our hands to develop diverse cultures…It’s time to stand up and speak together…and it’s time to speak Chinese!  

            เล่นเอาผู้นำจีนนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆกัน  

           ประโยคเด็ดข้างต้นนี้ เขาฉวยมาจากคำสโลแกนของการประชุมครั้งนี้ที่โปรยหัวว่า

            “Join hands to develop diverse cultures

         Work together to build Harmonious World”  

          ผมฟังๆดูแล้วออกจะเห็นว่า การที่จีนลงทุนกับงานนี้มากเพราะต้องการสร้างภาพพจน์เป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจในเอเชีย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมโดยใช้ภาษาเป็นตัวนำ

             การที่สามารถเปิดปากฝรั่งให้พูดยกยอจีนได้ในคราวนี้ น่าจะมีมูลเหตุมาจากปัจจุบันนี้เมื่อจีนเปิดประเทศออกมาดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงทุนนิยม กำลังซื้อของจำนวนประชากรสามพันกว่าล้านคนและค่าแรงที่ถูกอย่างเหลือเชื่อ ล้วนเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่นานาประเทศทั้งอเมริกาและยุโรปกระหายที่จะเข้ามาไขว่คว้า อีกทั้งบวกด้วยความเก่าแก่ทางอารยธรรมที่มีความลึกซึ้งทางปัญญาน่าสนใจน่าศึกษา ล้วนดึงดูดให้ชนทุกกระแสพุ่งเข้าหาประเทศจีน

             ไม่ว่าจะเป็นนายทุนของโลกหรือนักวิชาการของโลกต้องวิ่งเข้าหา

             ผมว่าอีกไม่นานคงต้องเขียนประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ว่า    

             “Every road goes to China  

          สถานที่ที่จัดให้แขกพักและประชุม คือ “Beijing Hotel” เป็นโรงแรมเก่าแก่หรูหราระดับห้าดาวของโลก (World Class Golden Five Star Hotel) ไกด์คุยว่าใหญ่ขนาด บิล คลินตัน มาพักก็แล้วกัน ให้หลับตานึกถึงภาพโรงแรมโอเรียลเตลของไทยเรา ขนาดราคาห้องพักธรรมดาๆ ตกคืนละร้อยห้าสิบยูเอสดอลล่าร์ไปแล้ว  ไม่นับรายการอาหารที่เลี้ยงรับรอง ในระดับห้าดาวทุกมื้อทุกวัน แถมด้วยสินค้าทางภาษาที่ทุ่มทุนแจกฟรีอย่างไม่อั้น คงอาศัยอำนาจของรัฐบาล ที่จัดการได้ทุกเรื่อง โดยสั่งการให้บริษัทที่ผลิตสินค้าทางภาษา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือสื่อการสอนที่ทันสมัยต่างๆ ให้ความร่วมมือมาออกร้าน ทำให้อาจารย์เมษา ต้องมีภาระเดินหิ้วถุงใบใหญ่ลำเลียงเอกสาร เดินตัวเอียงกลับห้องพักทุกวัน ปากก็ร้องบอกผมว่านักศึกษาโปรแกรมจีนจะได้ประโยชน์มากคราวนี้ มีหนังสือดีๆสื่อใหม่เยอะมาก

                 ผมถามดูได้ความว่า โปรแกรมยังขาดตำราและหนังสือที่ทันสมัยอีกมาก ผมจึงถือโอกาสพาข้ามถนนไปซื้อหนังสือที่หาซื้อในเมืองไทยได้ยากได้อีกหลายสิบเล่ม สงสัยขากลับน้ำหนักกระเป๋าคงเพิ่มอีกเท่าตัวแน่ๆ

                มาปักกิ่งคราวนี้ ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์มากมาย ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาพบเห็นสิ่งต่างๆในเพียงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม

                ประการแรก ได้เห็นถึงวิธีคิดและวิธีการจัดการบริหารการศึกษาของจีน ที่ดูกลมกลืนไปกับนโยบายทางเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรมอย่างแนบเนียน งานนี้ต้องบอกว่าประเทศจีนได้คะแนนความนับถือจากสายตาของชาวต่างประเทศได้อักโข

                 ลองเปรียบเทียบง่ายๆว่า หากเป็นไทยจัดงานประชุมระดับนี้ จะสามารถทำให้ฝรั่งพูดออกมาได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่า ต่อไปโลกทั้งโลกจะต้องหันมาพูดภาษาไทย

                 ประการที่สอง ได้เห็นรายละเอียดของวิธีการจัดงานประชุมระดับโลก ว่ามีขั้นตอนและศักยภาพเพียงใด ตั้งแต่การเชิญแขก เอกสารต่างๆของงานประชุม การจัดงานพิธีเปิดและพิธีปิด การจัดงานเลี้ยงรับรอง การจัดโชว์แสดงศิลปวัฒนธรรม การจัดโปรแกรมทัวร์ ดูอารยธรรมอันล้ำค่าของประเทศ ล้วนมีมาตรฐานระดับโลกและเป้าหมายอวดศักดิ์ศรีว่า จีนสมควรยืนผงาดในแถวเดียวของมหาอำนาจของโลกตะวันตกได้

                   เขาพาผมไปดูพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของจีน ที่มีทั้งหุ่นคนดังระดับโลกอยู่ทุกสาขา เช่น นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักกีฬาและศิลปิน ในทุกสาขานั้นมีบุคคลสำคัญของจีนเข้าไปสอดแทรกอยู่ด้วยทั้งสิ้น

                  เป็นการยกระดับตนเองให้ไปยืนในแถวเวทีโลก และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนจีนได้เป็นอย่างดี

                  ทำให้ผมหลับตาฝันถึงในอนาคต ห้องแสดงหุ่นขึ้ผึ้งของไทย มีนักวิทยาศาสตร์ไทย อาทิเช่น ดร.อาจอง ชุมสาย ยืนเคียงไหล่กับหลุยส์ อาร์มสตรอง หรือสุนทรภู่ นั่งเขียนกลอนอยู่กับ วิลเลียม เช็คสเปียร์ หรือภราดร ศรีชาพันธ์ ยืนชูกำปั้นต่อหน้าแบ็คแฮม

                   หรือ สุรพล สมบัติเจริญ ร้องเพลงคู่กับเอลวิส เพรสรีย์                

                  หากดูไม่ทันสมัยเปลี่ยนเป็น หนูทาทา ยัง ก็ยังพอไหว

                  ประการที่สาม งานครั้งนี้เขาใช้นักศึกษาอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยดังๆทั่วกรุงปักกิ่ง มาทำหน้าที่ทุกอย่างในการจัดงานประชุม บ้างทำหน้าที่เป็นล่ามที่คอยแปลเป็นภาษาต่างๆอยู่ในห้องประชุมต่างๆ บ้างทำหน้าที่เลขา พิมพ์รายงานสรุปในห้องประชุม บ้างประจำที่คอยให้บริการตามจุดต่างๆ และอีกจำนวนนับร้อยที่ประกบให้บริการแก่แขกวีไอพีทุกประเทศ  ล้วนพูดภาษาอังกฤษได้ดี บางคนคล่องแคล่วมีไหวพริบปฏิภาณดีมาก คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้แทบทุกอย่าง แสดงถึงคุณภาพของนักศึกษาจีนได้อย่างดี

                  ยกเว้นคนที่มาประกบท่านอธิการบดีของเรา โทรมานัดหมายที่ห้องพักแล้วหายจ้อยไปเลย ไปเจออีกทีนั่งรออยู่บนรถบัสทำหน้าตาเฉย

                 ส่วนคนอื่นๆเขาไปยืนรอคอยนำแขกมาขึ้นรถและพาไปสถานที่ต่างๆ ส่วนหนูคนนี้ทำหน้าที่แค่ คอยมายืนสวัสดีตอนเช้า หนีฮ่าว หนีฮ่าว ที่ล็อบบี้ แล้วก็หนีอ้าว หายต๋อมไม่เห็นหน้าอีกเลยจนปิดประชุม

               ต้องยกให้เป็นกรรมเก่า ของท่านอธิการบดีก็แล้วกัน