เดิมสถาบันของครูไทยไม่ได้มีการเขียนจรรยาบรรณไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ครูรุ่นแรกๆ สมัยก่อนมีโรงเรียน (ก่อน พ.ศ. 2414) ล้วนเป็นครูที่ประพฤติปฏิบัติในแง่ของจริยวัตรอันดีงาม โดยยึดระเบียบประเพณีที่เคยปฏิบัติสืบต่อๆ กันมา เพราะสังคมแต่ก่อนนั้นผู้ปกครองยินยอมยกลูกหลานให้ครูเป็นผู้อบรมสั่งสอน มอบให้แล้วก็ให้ความไว้วางใจว่า ครูจะต้องปฏิบัติต่อลูกหลานของตนอย่างดีที่สุด และไม่มีประวัติว่าครูคนใดกระทำมิดีมิงามต่อศิษย์ ตรงกันข้าม ครูมีแต่ความห่วงใย คนเป็นครูจึงได้รับการนับถือสูงมาก อาจพูดได้ว่าสูงสุดในสังคม จนกระทั่งได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็นปูชนียบุคคล ดังนั้น จรรยาบรรณครูสมัยแรกๆ จึงเป็นจรรยาบรรณแห่งหัวใจ หรือที่เรียกว่า วินัยในตนเอง รู้ว่าตนเองควรปฏิบัติอย่างไรสังคมจึงจะยอมรับ
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ได้ทรงตั้งโรงเรียนขึ้น แล้วโปรดเกล้าให้ขยายกว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ ครูรุ่นแรกๆ เป็นครูที่ได้รับการเลือกสรรมาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม จนกระทั่งถึงสมัยที่มีกระทรวงศึกษาธิการ และมีโรงเรียนฝึกหัดครู ปริมาณของครูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จริยวัตรอันดีงามที่เคยปฏิบัติก็เสื่อมคลายไป ดังนั้น ใน พ.ศ. 2506 กระทรวงศึกษาธิการในสมัย มล.ปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ได้วางระเบียบจรรยาบรรณสำหรับครูขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร มี 2 ฉบับ ฉบับแรกเรียกว่า “ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยวินัยตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ. 2506” ฉบับที่ 2 เรียกว่า “ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยามรรยาทตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ. 2506”
จนกระทั่ง พ.ศ. 2523 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการประสานงานการฝึกหัดครู และคณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการฝึกหัดครู ได้เสนอแนะให้มีการจัดทำจรรยาบรรณขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรม และครูได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตนเป็นครูที่ดี รวมทั้งสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผลการเป็นครูที่ดีได้ด้วย โดยเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ให้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างจรรยาครูขึ้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2523 เพื่อทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและร่างจรรยาครู
ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภามีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปรับปรุงจรรยาบรรณครูขึ้นใหม่ โดยหลอมรวมระเบียบคุรุสภาทั้งสองฉบับ กับจรรยาครูของคณะกรรกมารการศึกษาแห่งชาติเข้าด้วยกัน เป็นระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยามรรยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ. 2526 ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 แต่มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2526
จากการติดตามประเมินและประมวลผลการปฏิบัติตนของครูตามจรรยาบรรณที่กำหนด พบว่ามีบางข้อที่ขาดความชัดเจนในการในการกำหนดพฤติกรรมที่ครูควรปฏิบัติ ทำให้ยากต่อการประเมินและการพัฒนา ประกอบกับได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อันมีผลกระทบต่อวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก
คุรุสภาจึงทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับจรรยาบรรณของวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งจรรยาบรรณของนานาประเทศ เพื่อทีจะกำหนดจรรยาบรรณที่เหมาะสมกับครูไทยในยุคดังกล่าวนี้ ได้เป็น “จรรยาบรรณครู 2439” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539
ต่อมาเกิดการปฏิรูปการศึกษา ยกเลิกพระราชบัญญัติครู 2488 ตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และปรับปรุงเป็น
จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ จนถึงปัจจุบัน
จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ และแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ ดังนี้
จรรยาบรรณต่อตนเอง
๑. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
๒. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ
จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
๓. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กําลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
๔. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัย ที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
๕. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
๖. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ
๗. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับ หรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
๘. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
จรรยาบรรณต่อสังคม
๙. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการอนุรักษ์ และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖
อ้างอิงจาก
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กองมาตรฐานวิชาชีพครู ฝ่ายมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาครู, คุณลักษณะและพฤติกรรมของครูตามจรรยามรรยาทและวินัยตามประเพณีของครู พ.ศ. 2526, 2533
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กองวิชาชีพครู, เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพครู, สิงหาคม 2544
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539, มิถุนายน 2541
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เล่ม 3,
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา