บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019) เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน และเคยเป็นครูมาก่อน เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ
บันทึกที่ ๑๔. สร้างความเชื่อมั่นว่าตนเรียนสำเร็จได้ นี้เป็นบันทึกสุดท้าย ใน ๓ บันทึกภายใต้ชุดความคิดห้องเรียนที่มีบรรยากาศเรียนเข้ม (rich classroom climate mindset) ตีความจาก Chapter 12 : Foster Academic Optimism
สาระหลักในบันทึกนี้คือ ครูต้องสร้างบรรยากาศแห่งความหวังและการมองโลกแง่ดีในชั้นเรียน ให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ตนสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สูง ได้ มองอีกมุมหนึ่ง เป็นการสร้างแรงบันดาลใจนั่นเอง
มีผลงานวิจัยบอกว่า การมีความหวังต่อความสำเร็จ มี effect size ต่อผลการเรียนสูงถึง ๑.๔๔ โดยที่นักเรียนที่มาจากครอบครัวขาดแคลนมักไม่กล้าตั้งความหวังไว้สูง หรือไม่มั่นใจว่าตนจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สูง ได้ ครูจึงต้องมีเครื่องมือ สำหรับใช้เปลี่ยนใจนักเรียน ให้มีความมั่นใจ โดยเขาเสนอเครื่องมือ ๕ ชิ้นคือ (๑) เกมเปลี่ยนบทบาท (๒) แสดงหลักฐานความสำเร็จของนักเรียนรุ่นก่อนๆ (๓) เปลี่ยนเกม (๔) มุ่งเป้าที่ mastery (๕) สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ
เกมเปลี่ยนบทบาท
เป็นเกมเปลี่ยนความคิด ซึ่งมี ๒ ขั้นตอน ตอนที่ ๑ ให้นักเรียนแต่ละคน ตอบคำถามว่า เมื่อโตขึ้นต้องการเป็นอะไร หรือประกอบอาชีพอะไร เป็นการชวนคิดถึงอนาคตการทำงานของตน และความฝันของตนว่าอยากทำอะไร เป็นอะไร ขั้นตอนที่ ๒ ให้ตอบคำถามว่า บุคคลผู้นั้น (ที่ประกอบอาชีพอย่างที่นักเรียนอยากเป็น) เขาเรียนอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร แสดงบทบาทในชั้นเรียนอย่างไร
เป็นการช่วยให้นักเรียนหลุดพ้นออกจากความคิด หรือความเคยชิน เดิมๆ โดยการสวมบทบาทใหม่ แล้วย้อนกลับมาบอกตัวเองให้เปลี่ยนพฤติกรรมในขณะนั้น
แสดงหลักฐานความสำเร็จของนักเรียนรุ่นก่อนๆ
เพื่อให้นักเรียนเห็นว่า ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ครูพึงจัดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ จัดทำเป็นวิดีทัศน์สั้นๆ นำเอาเรื่องราวมาฉายในห้องเรียน หรือนำมาทำเป็นละครแสดงสด เพื่อยืนยันว่าความฝันในทำนองเดียวกัน หรือยิ่งกว่า ที่นักเรียนฝัน เคยมีนักเรียนที่ยากจนข้นแค้นกว่าทำสำเร็จมาแล้ว
ครูอาจสั่งสมนิทรรศการความสำเร็จของนักเรียนรุ่นก่อนๆ นำมาจัดแสดงในวันแรกๆ ของชั้นเรียน หลังจากนั้นอาจนำมาตั้งแสดงไว้ทีละคน คนละ ๑ สัปดาห์ อาจนำเรื่องราวของนักเรียนที่อื่น ที่มีความยากลำบากในครอบครัว แต่มีความฝันสูง มีความมานะพยายาม และบรรลุได้ในที่สุด
เปลี่ยนเกม
ที่จริงตัวของกิจกรรมเองเป็นเกม เพื่อเปลี่ยนความคิดของนักเรียน ในเรื่องความเชื่อว่าตนเป็นใคร ใช้ในสถานการณ์ที่แรงบันดาลใจของนักเรียนถดถอย หรือนักเรียนแสดงท่าทีท้อแท้
เช่นครูอาจแสดงให้นักเรียนเห็นว่า เยาวชนสามารถใช้ข้อเขียนของตนเปลี่ยนโลกได้ โดยให้อ่านหนังสือ บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์(๑) Invisible Manโดย Ralph Ellison ที่เขียนด้วยท่าทีมีความหวังหรือมองโลกแง่ดี แล้วให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง “ฉันจะเปลี่ยนโลก” ให้นักเรียนผลัดกันนั่งที่หน้าชั้น ที่สมมติเป็น “เก้าอี้นักเขียน” อ่านข้อเขียนของตนให้เพื่อนฟัง
มุ่งเป้าที่ mastery
ความหมายของ mastery ตามในหนังสือคือ กระบวนการพัฒนาทักษะชีวิต เช่น อิทธิบาท ๔ (perseverance) ที่ทำให้นักเรียนพอใจที่จะเรียนสิ่งที่ซับซ้อน และท้าทาย เขาบอกว่า mastery ไม่ใช่แค่มานะพยายาม แต่เป็นเรื่องของฉันทะส่วนตัว เขาบอกว่า mastery มี effect size สูงถึง ๐.๙๖ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถต่ำ โปรดสังเกตว่า ความหมายของ mastery ในที่นี้ไม่เหมือนความหมายในหนังสือ How Learning Works และผมตีความพิมพ์เป็นหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร และอ่าน บล็อก ตอนที่ว่าด้วยเรื่อง mastery learning ได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/519648
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ความหมายตามในหนังสือ Poor Students, Rich Teaching หรือหนังสือ How Learning Works การมุ่งเป้าที่ mastery เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งสิ้น
เพื่อบรรลุ mastery ต้องตั้งเป้าการเรียนรู้ในระดับท้าทาย กำหนดเป้าหมายรายทาง แล้วค่อยๆ ดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายรายทางทีละขั้น
สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ
“ความเป็นเจ้าของ” ในที่นี้ หมายถึงเป็นเจ้าของชั้นเรียน และเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ เป็นความรู้สึกที่ครูต้องหาทางให้ก่อตัวขึ้นในศิษย์ โดยมีวิธีการหลากหลาย ที่ยกตัวอย่างข้างล่างเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ครูสามารถคิดริเริ่มหาวิธีการได้มากมาย
วิธีการหนึ่งเป็นเรื่องวินัย หากนักเรียนทำผิดวินัยบ่อยๆ เขาใช้วิธีแก้แบบกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้แก้ปัญหาวินัย และได้สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของชั้นเรียนขึ้นในตัวนักเรียน กลยุทธที่ใช้คือ สร้างวินัยโดยการฟื้นสภาพ (restorative discipline) ไม่ใช่โดยการลงโทษ (punitive discipline)
การสร้างวินัยโดยการฟื้นสภาพ เน้นที่การฟื้นปฏิสัมพันธ์ เช่นเมื่อมีนักเรียนคนหนึ่งทำผิด จะได้รับโอกาสให้ออกไปที่หน้าชั้น และทำในสิ่งที่ถูกต้อง หรืออาจจัดให้ผู้ทำผิดนั่งเป็นวง ร่วมกับเพื่อนและครู มีผู้ดำเนินกระบวนการเรียกว่า mediator ทำหน้าที่ตั้งคำถาม ดังตัวอย่าง “เกิดอะไรขึ้น” “เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร” “เราจะช่วยกันทำให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องได้อย่างไร” เป้าหมายคือหาทางให้นักเรียนและครูอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นักเรียนได้เรียนรู้แบบเข้ม mastery ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของที่ได้ผลดียิ่งอย่างหนึ่งคือให้ทำงาน ได้มีโอกาสรับผิดชอบ ได้พัฒนาอัตลักษณ์ของตน ในนักเรียนระดับอนุบาลถึง ป. ๕ อาจสร้างการเป็นเจ้าของชั้นเรียนโดยจัด cooperative learning และจัดหน้าที่ในชั้นเรียน ตั้งชื่อแต่ละหน้าที่ให้เก๋ไก๋ ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ผลัดเวรกันทำครัว ปรุงอาหารกลางวันให้เพื่อนทั้งชั้นรับประทาน มีเวรดูแลความสะอาดชั้นเรียน และบริเวณโรงเรียน
ในระดับ ป. ๖ ถึง ม. ๖ ครูอาจร่วมกับกรรมการนักเรียนจัดทำรายการตำแหน่งงานในชั้นเรียน พร้อมทั้งบอกคุณสมบัติหรือสมรรถนะของผู้มีสิทธิ์สมัคร ให้ผู้สมัครส่งประวัติความสามารถ (resume) ของตน พร้อมทั้งเข้ารับการสัมภาษณ์ นักเรียนทำหน้าที่ในแต่ละตำแหน่งเป็นเวลา ๔ - ๖ สัปดาห์ และได้รับการบันทึกในประวัติการเรียน
เปลี่ยนวาทกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม
เพื่อสร้างชุดความคิดห้องเรียนที่มีบรรยากาศเรียนเข้ม ให้แก่ศิษย์ ครูต้องเปลี่ยนวาทกรรมของตนเอง จาก “ฉันมีหน้าที่สอนเนื้อหาวิชาความรู้ หากคุณต้องการให้นักเรียนเรียนได้ดี จงบอกให้เขาตื่นและตั้งใจเรียน ห้องเรียนไม่ใช่สถานบันเทิง” ไปสู่วาทกรรม “ฉันโฟกัสที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และเชื่อมโยงสู่กระบวนการเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของทุกวัน”
ใคร่ครวญสะท้อนคิดและตัดสินใจ
หน้าที่หลักของครูคือ สร้างสภาพที่เอื้อต่อการเรียนรู้สูงสุด เน้นที่ตัวนักเรียนเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ ต้องใช้ช่วงแรกของเวลาเรียนปลุกพลังในตัวนักเรียน สร้างสภาพบรรยากาศที่ในขณะนั้นนักเรียนตื่นตัวเพื่อการเรียนรู้สูงสุด บุคคลหมายเลข ๑ ที่มีความสำคัญที่สุดในการสร้างบรรยากาศนี้คือ ครู
ผมเคยไปเห็นวิธีที่ครูใช้ปลุกพลังนักเรียนวัยรุ่นชั้น ม. ๒ ตอนเริ่มชั้นเรียน ที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยครูให้นักเรียนเต้นแอโรบิก ๑๕ นาที ก่อนเรียนช่วงบ่าย เพื่อปลุกสมอง ทั้งครูและนักเรียนยืนยันว่า ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น เสียดายที่ค้นบันทึกที่ลงไว้ไม่พบ
วิจารณ์ พานิช
๒๒ เม.ย. ๖๒