
[review] รีวิว Stranger Things Season 3 (2019) จบลงอย่างสวยงามและมีนัยยะทางสัญลักษณ์ที่ดีงาม สมกับเป็นซีรีย์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งจากช่อง netflix
แม้ว่าประตูมิติจะถูกปิดลงไปแล้วโดย Eleven รวมถึงสถาบันฮอว์กินส์ก็ถูกปิดลงไปแล้วด้วย แต่ชาวเมืองฮอว์กินส์ก็ยังไม่ได้อยู่อย่างสงบอย่างแท้จริงเนื่องจากมีกองกำลังจากโซเวียตรัสเซียพยายามจะเปิดประตูมิตินำพวกสัตว์ประหลาดเข้ามาอีกครั้ง แต่กลุ่มเด็กๆ "ขี้แพ้" สามารถจับรหัสลับที่พวกนั้น ส่งมาหากันได้ จึงรู้ว่าองค์กรต่างชาติได้มาอยู่ในเมืองของเขาพวก พวกเขาต้องหาทางหยุดยั้งมัน
ในซีซั่นนี้มีความพิเศษกว่าซีซั่นอื่นคือ เด็กๆ ในเรื่องทุกคนเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีอารมณ์ความรักกับเพศตรงข้าม ทางทีมสร้างจึงเล่นกับประเด็นนี้ได้อย่างเต็มที่ มีทั้งอารมณ์รัก อารมณ์คิดถึง อารมณ์ใคร่ อารมณ์งอน อารมณ์หึงหวง โดยเฉพาะการสื่อว่าความรักนั้นมีพลังมหาศาลเพียงไหนและสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้มากขนาดไหน แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าไปขัดกับอารมณ์ภาพรวมของหนัง ในจุดนี้ถือว่าดีมากๆ เรียกได้ว่าทุกอารมณ์ของตัวละครนั้นนำเสนอกลมกล่อมเลยทีเดียว
โทนของหนังเน้นไปทางสนุกสนาน สีสันสดใสมากขึ้น หนังอยู่ในโทนสว่างมากขึ้น มีทั้งอารมณ์ขัน อารมณ์เศร้า การลุ้นระทึกและเอาใจช่วย ทุกอย่างดูแล้วลงตัวที่สุดกว่าทุกซีซั่นที่ผ่านมา
โดยส่วนตัวแล้วถ้าเปรียบเทียบกับซีซั่นที่ 2 ผมมองว่าซีซั่นที่ 3 นี้มีการเช่าเรื่องที่กระชับฉับไวมากกว่า และมีเส้นเรื่องที่เป็นเอกภาพมากกว่า ทุกเส้นเรื่องนั้นถูกโยงเข้าไปหาประเด็นใหญ่หลักของเรื่องได้ดี
ความสนุก ความตื่นเต้นและความบันเทิงสำหรับผมถือว่าซีซันที่ 3 นี้ทำได้ดีกว่าทุกซีซั่น และความสนุกของเรื่องนั้นมาเร็วกว่า เมื่อถึงตอนที่ 4 ที่ 5 ทุกตอนก็จะมีความสนุกแล้ว ดูแบบหยุดไม่ได้เลย จุดพีคมีอยู่ทุกตอน มีจุดลุ้นระทึกอยู่ทุกตอน ฉากแอ็คชั่นมีอยู่อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งต่างกับในซีซั่นเก่าๆ ความสนุกจะไปเริ่มประมาณตอนที่ 5 หรือ 6 ไปแล้วโน้น เรียกได้ว่าหากใครเบื่อหน่ายกับซีรีย์ที่มีความยืดยาดเล่าเรื่องช้า บอกเลยว่าจะไม่เจอใน Stranger Things Season 3 นี้แน่นอน
ในซีซันที่ 3 นี้หนังก็ยังคงให้ความสำคัญกับการสอดแทรกวัฒนธรรม Pop ยุค 80s เข้าไปอย่างแนบเนียนและมีนัยยะสำคัญ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ายัดเยียดจนเกินไปนัก มีทั้งเพลงแห่งยุค 80s มีทั้งภาพยนตร์แห่งยุค 80s รวมถึงวัฒนธรรมการแต่งกาย การกิน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ยังทำให้รู้สึกโหยหาอดีตในช่วงนั้นได้อย่างมาก และในซีซั่นนี้ เป็นการแสดงให้เราเห็นว่า Stranger Things สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการคารวะภาพยนตร์อเมริกันยุค 80 อย่างแท้จริง
ในแง่ของการใช้ภาพสัญลักษณ์ในภาพยนตร์ก็ทำได้ดีมาก เช่นการทำให้มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาในชุมชนฮอว์กินส์ แม้จะเป็นแหล่งบันเทิงแห่งใหม่ แหล่งซื้อขายสินค้า แห่งใหม่แหล่งศูนย์รวมวัยรุ่นแห่งใหม่ และเป็นค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน แต่ห้างสรรพสินค้าก็ได้ไปทำลายวิถีชีวิตของชุมชน ร้านค้ารายย่อยรวมถึงร้านค้าที่เป็นธุรกิจของชุมชนต่างก็ได้รับผลกระทบจากห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ก็เปรียบได้กับเจ้าสัตว์ประหลาดจากต่างมิติได้เปลี่ยนแปลงผู้คนของเมืองฮอว์กินส์ไปทีละคนสองคน ดังนั้นสัญลักษณ์ที่ใหญ่ที่สุดในซีซั่นนี้ก็คือการเปรียบเทียบห้างสรรพสินค้าแบบใหม่กับเจ้าสัตว์ประหลาดจากต่างมิติ ผู้คนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการใช้และซื้อของจากธุรกิจชุมชนไปซื้อของหรือใช้ชีวิตในห้างสรรพสินค้า ก็เหมือนก็เปรียบเสมือนกับเจ้าสัตว์ประหลาดจากต่างมิติเข้าไปสิงเปลี่ยนคนคนนั้นนั่นเอง
หนังยังแสดงให้เห็นถึง วิถีชีวิตของผู้คนที่เข้าสู่ยุค การค้าแบบเสรีนิยมอย่างเต็มตัว ทุนนิยมเข้ามามีบทบาทในสังคมอเมริกันอย่างเต็มที่ ใครที่มีทุนมากก็จะสามารถอยู่ได้ ใครที่มีทุนน้อยก็จะพ่ายแพ้ไป ทุนนิยมกว้านซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากซื้อ และในทางตรงกันข้ามหนังก็แสดงให้เห็นถึงการรักษาความสมดุลระหว่างทุนนิยมกับเศรษฐกิจแบบชุมชนด้วย หนังยังจิกกัดระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ได้แสดงให้เห็นว่ามีชาวรัสเซียได้เข้ามาร่วมกิจกรรมบางอย่างในระบบทุนนิยมสังคมอเมริกัน แล้วเขาก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เหมือนว่าจะถูกกำหนดไว้แท้จริงแล้ว ทำไมไม่เป็นเช่นนั้นแล้วทำให้คนรัสเซียนั้นรู้สึกดีกับระบบเสรีนิยม
อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงทศวรรษที่ 80s นั้น สังคมอเมริกันยังอยู่ในช่วงภาวะความหวาดกลัวพิษภัยจากสงครามเย็น ดังนั้นหนังจึงตั้งใจใส่พวกชาวรัสเซีย หรือสหภาพโซเวียตในหนังให้เข้ามาปฏิบัติการเปิดประตูในเมืองฮอว์กินส์ ซึ่งถ้าพวกนั้นทำได้ก็จะสร้างความเสียหายให้ชีวิตของชาวอเมริกัน เครื่องมือในการเปิดมิติประตูก็อาจเปรียบเทียบได้กับอาวุธร้ายแรงนั่นเอง
หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ Stranger things มาตั้งแต่ซีซั่นแรก จะเห็นว่าหนังให้ความสำคัญกับเครื่องมือสื่อสารเป็นอย่างมากเริ่มตั้งแต่วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ เสาสัญญาณวิทยุ การสื่อสารด้วยรูปภาพ การสื่อสารด้วยจดหมาย รวมถึงการสื่อสารด้วยคำพูดจากตัวละครสู่ตัวละคร การสื่อสารด้วยจิตใจอารมณ์และความรู้สึกจากตัวละครสูตรตัวละคร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นว่าการ "สื่อสาร" คือหัวใจสำคัญของความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะสามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้ก็เพราะการสื่อสารนั่นเอง ขอแอบบอกว่าการ "สื่อสาร" ในตอนจบของ Season 3 นี้ ถือว่าดีงามมาก เรียกน้ำตากับคนดูได้อย่างมากเลยทีเดียว
เมื่อหนังดำเนินถึงตอนจบของซีซั่นทุกอย่างมีความลงตัวอย่างที่สุด ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกสิ่งของที่อยู่ในฉาก รวมถึงทุกตัวละคร ทุกการกระทำล้วนแต่มีความหมาย และมุ่งเข้าสู่จุดจบของเรื่องได้อย่างดียิ่ง เก็บรายละเอียดของทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเนียนกริบ จากซีซั่น 1 ถึงซีซั่น 3 แสดงให้เห็นการเติบโตของตัวละครทั้งในด้านอายุ อารมณ์ ความคิด ตัวละครสำคัญของเรื่องคือเด็กนั้น พวกเขาจะต้องก้าวเข้าไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ของการเป็นวัยรุ่น ซึ่งความสัมพันธ์ของตัวละครจะไม่เป็นแบบเดิมอีกแล้ว หนังทำให้เห็นในจุดนี้ได้อย่างดีมาก และยังแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดที่มันจะอยู่ก็ยังคงทนถาวร ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในจุดนี้ถือว่าเป็นหมัดเด็ดที่สุดของหนังเลยก็ว่าได้
ส่วนในแง่ของการแสดงนั้นทุกตัวละครเล่นได้ดีมาก อาจจะเป็นเพราะว่าจากความสัมพันธ์ของนักแสดงที่เล่นซีรีส์เรื่องนี้ติดต่อมาถึง 3 ปี จึงทำให้เห็นว่าทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันเราก็เป็นครอบครัวและมันก็สื่อออกมาในหนังให้เห็นถึงความรักความห่วงใยซึ่งกันและกัน นักแสดงเด็กทุกคนเล่นได้อย่างดีมาก ถือว่าเป็นเสน่ห์ที่ดีที่สุดของหนังซีรีย์ชุดนี้
และจุดเล็กๆอีกจุดหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือในซีซั่น 3 นี้มีการลงทุนที่สูงมากมี Production ที่ดีมาก มีเทคนิคพิเศษที่ดีมาก ไม่ต่างกับดูภาพยนตร์เรื่องใหญ่ที่เข้าฉายในโรงภาพยนต์เลย และที่ดูแล้วอมยิ้มมากๆก็คือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนฉากจะดึงจากเสียงสระที่มีเสน่ห์และชาญฉลาดมากเลยทีเดียว

Stranger Things Season 3 จึงเป็นภาพยนตร์ที่ให้อะไรกับคนดูมากกว่าภาพยนตร์แบบ Si-Fiction เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เสียดสี สังคมเศรษฐกิจและการเมืองอเมริกันได้อย่างเจ็บแสบ และที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับมิตรภาพได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็นซีรีย์ที่ดูแล้วเปี่ยมไปด้วยความสุขมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ณ เวลานี้เลยทีเดียว
10/10
วาทิน ศานติ์ สันติ
#MovieStation #สถานีหนัง
#ซีรีย์แนววิทยาศาสตร์ #ซีรีย์จากnetflix