ระบบทาสการเกษตร
คิดย้อนหลังไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่า ที่หมู่บ้านผม ขณะก๋วยเตี๋ยวชามละ ๓ บาท ข้าวเปลือกกิโลกรัมละประมาณ ๔ บาท ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๔๐ บาท ข้าวเปลือกกิโลกรัมละอย่างมากที่สุด ๑๕ บาท ราคาก๋วยเตี๋ยวเพิ่มขึ้น ๘๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นเพียง ๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ นัยของข้อมูลนี้คือเหตุผลบอกชัดเจนว่า คนที่ทำนาไม่ควรทำนาเป็นอาชีพอีกแล้ว...
ผมจำได้อีกว่า เมื่อฝนตกมา ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มาก ๆ การหาอาหารเป็นเรื่องง่ายมาก ไปวางเบ็ดตอนค่ำ ๆ ไปเก็บเบ็ดตอนเช้า ใช้เวลาไม่นานเราได้ปลามาเก็บไว้ทานหลายวัน ใกล้หมดเมื่อไหร่ ค่อยไปต่อ ช่วงหน้าแล้งดูเหมือนจะลำบากขึ้นบ้าง แต่ในความทรงจำทั้งชีวิต มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่เราต้องเอาปลาร้าไปตะเวนแลกข้าวต่างหมู่บ้านห่างไปมาทาน แต่โดยทั่วไป เรามีอาหารหน้าแล้งมากมาย เรามีปูในรู มีหอย มีปลาในหนองนา มีเห็ดมีแมลงต่าง ๆ ในป่าชุมชน ไม่ได้อดอยากลำบากเลย โดยเฉลี่ยไม่น่าจะใช้เวลาเกิน ๒ ชั่วโมงต่อวัน แถมยังเหลือกินมาแบ่งปันกัน เกิดความรักผูกพันสามัคคี มีกิจกรรมประเพณีอันงดงามมากมาย ....
ทุกวันนี้ล่ะ ...... เกิดอะไรขึ้น ..... ปลาตัวโต ๆ ไก่บ้านตัวใหญ่ ๆ เราแข่งกันหาเอาไปขายเอาเงิน เอาไปให้คนอื่นกิน ทุกคนอยากรวยไปหมด หาทุกอย่างเอาทุกอย่างที่มีไปขายอย่างไม่ลืมหูลืมตา การจับกบจับปลาไม่ได้ทำแต่พอกิน มุ่งหาไปขาย จากที่เคยหาอยู่เฉพาะในที่นาของหมู่บ้านตน ตอนนี้มีคนขี้รถตระเวนไปหาปลากบนกกันทั่ว ... เกิดปัญหาทะเลาะกันมากมาย
เรายากจน ถึงขั้นต้องกินกระดูกไก่ กินโครงไก่อย่างที่เห็นในรูป ชาวบ้านมักจะไปซื้อโครงไก่มาแบ่งซีกใส่หีบปิ้งหรือทอดขาย ขับรถผ่านหมู่บ้าน จะเห็นคนเอาเตาย่างออกมาย่างขายกันทั่วไป ... นี่หรือคือประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรด้านอาหารที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง หรือมีอะไรผิด... การพัฒนาประเทศของเราผิดทางหรืออย่างไร ทำไมเป็นแบบนี้ (คนที่คุยเรื่องนี้ได้สะเทือนใจสุด ๆ คือ โจน จันได ผู้สนใจคลิกดูที่นี่ครับ)

ที่เล่ามาข้างต้นนี้คือ ผลของคนและชุมชนของเราที่ตกอยู่ในระบบ "ทาสการเกษตร" ตั้งแต่ประกาศว่า เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ทุกคนก็กลายเป็นเกษตรกร ต่อมาเมื่อประกาศว่าจะพัฒนาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม เกษตรกรทุกคนก็ตกเป็นทาสผลิตอาหารให้กับคนชนชั้นเจ้าของความรู้ เจ้าของโอกาส ต่อไปนี้ผมจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ชนชั้นหาเงินง่าย" เกษตรกรทำนา ทำไร่ ทำสวน โดยที่ไม่ทราบอนาคตเลยอนาคตว่าจะขายได้หรอืไม่ ราคาเท่าไหร่ แล้วแต่ชนชั้นหาเงินง่ายทำกันไป ... สุดท้ายคือ หนี้สิน แถมยังอดอยากไม่พอกิน
วิธีหนีจากความเป็นทาส
ในหลวง ร.๙ สอนพวกเราว่า ประเทศเราเป็นประเทศที่มั่งคั่งเรื่องอาหาร สามารถทำให้พอเพียงได้ไม่ยาก เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เมื่อใดโลกเจอปัญหา หลายประเทศจะมาพึ่งพาอาศัย
ถ้าทุกครัวเรือน ทุกชุมชน หันมาศึกษาและลงมือปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่ใดเหมาะสมก็ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ในเมืองที่ไม่เหมาะต่อการเกษตร ก็ทำการค้าหรือพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ความรู้คู่คุณธรรม เราก็จะพอมีพอกิน พออยู่ ร่มเย็น สินค้าใดราคาถูก เราก็เลิกผลิต เราทำได้ เพราะเราพึ่งตนเองได้แล้วค่อยทำเรื่องพืชเศรษฐกิจ .... (ปัจจุบันทำพืชเศรษฐกิจแล้วเอาเงินไปซื้อกิน)
ขณะที่ผมเขียนนี้ ประเทศเราเพิ่งจะมีรัฐบาลใหม่ในรอบหลายปี (รัฐบาลลุงตู่ ๒) ซึ่งทุกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเห็นตรงกันว่า จะต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๔๐๐ บาท การขึ้นค่าแรงเป็นเท่าใดก็ตาม จะไม่มีความหมายใด ๆ ถ้าเราอยู่ในระบบทาสการเกษตร เพราะราคาข้าวของจะแพงตามเงินเฟื้อไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างประจักษ์แล้วตอนที่เราขึ้นค่าแรงเป็น ๓๐๐ ร้อยบาท (ข้าวขึ้นจาก ๒๕ เป็น ๓๕-๔๐ กาแฟขึ้นจาก ๒๕ เป็น ๕๐ บาท)
แต่ถ้าเราปลูก/เลี้ยงเองกินเองหรือแลกแจกกันกินในชุมชน ทำผงซักฟอง สบู่ แชมพู ใช้เอง ปลูกต้นไม้ใช้เอง ฯลฯ เราก็จะต้องซื้อน้อยลง สิ่งที่ว่ามานี้ เราใช้เวลาตอนเช้าก่อนไปทำงานและเย็นหลังเลิกงาน เงินที่ได้จากการไปทำงานระหว่างวัน (๔๐๐ บาท) นั้น ก็จะเหลือไว้ใช้ซื้อของที่จำเป็นที่เราผลิตไม่ได้เอง โดยเฉพาะที่ต้องส่ง "นักรบเสื้อขาว" (ส่งนักเรียน นิสิต) ลูกหลานเราได้