คลิปด้านล่างนี้ เป็นคลิปที่อธิบายการนำศาสตร์พระราชา (ในหลวง ร.๙) มาใช้ในการจัดการพื้นที่ ได้อย่างละเอียดและชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา ... ผมตั้งใจว่า จะถอดบทเรียนจากการฟังคลิปนี้ นำไปเสนอกับอาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป ในบทที่เกี่ยวกับ "โคก หนอง นา" เผื่อว่าท่านจะเห็นดีด้วยว่า ควรจะนำไปบรรจุไว้ในรายวิชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
เป็นคลิปการถอดบทเรียนตนเองและถ่ายทอดโดย อ.ปัญญา ปุลิเวคินทร์ ผู้บุกเบิกและพัฒนาศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก
การออกแบบและจัดการพื้นที่ มีหลักการสำคัญ ๆ ๖ ข้อ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ป่า(พืช) และคน (ผมเคยถอดบทเรียนจากคลิป อ.ยักษ์ไว้ที่นี่)
๑) การจัดการดิน
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนว่า "ถึงแม้ว่าดินจะมีหินและทราย แต่หินและทรายมีธาตุอาหารสำหรับพืชพอสมควร เพียงแต่ไม่มีจุลินทรีย์ มาช่วยกันทำให้ดินมีจุลินทรีย์โดยการอย่างปอกเปลือกเปลือยดิน ให้ห่มดิน" ทรงมีรับสั่งเรื่องนี้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
ทรงสอนว่า ให้ทำให้ดินมีจุลินทรีย์ด้วยการห่มดิน การห่มดินก็คือการคลุมดินด้วยเศษวัสดุอินทรีย์จากการเกษตร เป็นวัสดุอินทรีย์อะไรก็ได้ที่มีอยู่ตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ทางภาคเหนือปลูกข้าวโพดเยอะ ให้ใช้ซังข้าวโพด ภาคใต้ใช้กากกาฟ ทะลายปาล์มหรือใบปาล์ม ภาคกลางภาคอีสานใช้ฟางข้าว แตกต่างกันไป หรืออาจใช้เศษใบไม้ที่มีอยู่ เมื่อดินถูกห่มไว้ ไม่ให้แสงแดดเผาดิน ดินจะร้อนละชื้น เหมาะสมให้จุลินทรีย์ที่อาศัยในอากาศมาอาศัยอยู่ แบ่งตัวขยายพันธุ์กันและอาศัยอยู่ในดิน
เหตุผลที่พืชจำเป็นต้องพึ่งพาจุลินทรีย์ เพราะพืชไม่สามารถที่จะย่อยอาหารเองได้ ดินไม่ใช่อาหารของพืช จุลินทรีย์จะอาศัยอยู่ตามปลายรากของพืช ทำหน้าที่ย่อยสารอินทรีย์ต่าง ๆ กลายเป็นอาหารของพืช
(ผมแนะนำให้ดูคลิป "ชีวิตในดิน" ซึ่งผู้รู้หลายท่านใช้ประกอบในการอบรม)
ประโยชน์ของการห่มดิน ๔ ประการ ที่สำคัญ ได้แก่
- เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ... ดังที่ได้กล่าวไป
- เก็บความชื้นและป้องกันการระเหยของน้ำในดิน ... ยิ่งแล้งให้ยิ่งห่มให้หนา
- เมื่อสิ่งที่ใช้ห่มดินเน่าเปื่อย จะกลายเป็นอาหารของสัตว์หน้าดินที่ช่วยพรวนดินและถ่ายมูลเป็นปุ๋ย เช่น ใส้เดือน แมลงแกลบ กิ้งกือ ฯลฯ สัตว์เหล่านี้จะกินของเน่าเปื่อย
- เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุดินทรีย์จะได้ฮิวมัส ซึ่งก็คือปุ๋ยชั้นดี ปุ๋ยก็คืออาหารพืชนั่นเอง ลักษณะของฮิวมัสจะมีสีดำ ดังนั้นจะเห็นว่าดินในป่าในที่อุดมสมบูรณ์จะเป็นดินสีดำ ซึ่งก็เกิดจากจากการย่อยสลายหินนั่นเอง
แต่ก่อนโลกเราไม่มีดิน ดินเกิดจากหิน ใช้เวลาหลายล้านปี หินจึงกลายเป็นดินหนาขึ้น ๆ นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า พลังงานที่มาจากดวงอาทิตย์ไม่ได้ศูนย์หายไปไหน (ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน) พืชใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสง สะสมกลายมาเป็นกิ่งก้านใบเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เมื่อสิ่งมีชีวิตตายไป ก็ถูกย่อยสลายกลายมาเป็นดิน ... โดยสรุป รากฐานของชีวิตในโลกไม่ใช่ต้นไม้ แท้จริงแล้วคือจุลินทรีย์ที่สร้างต้นไม้ ... จึงควรจะเข้าใจให้ถูกว่า จุลินทรีย์ต่างหากที่เป็นผู้สร้างโลก
ประโยชน์ของจุลินทรีย์กลุ่มต่าง ๆ มี ๕ ประการ ดังนี้
- ช่วยตรึงในโตรเจนในอากาศ ... จุลินทรีย์ในอากาศมี ๗๘ เปอร์เซ็นต์ จุลินทรีย์บางกลุ่มจะช่วยตรึงในโตรเจนในอากาศลงมาไว้ให้เป็นอาหารของพืช
- ช่วยย่อยเศษซากพืชซากสัตว์
- ช่วยย่อยแร่ธาตุจากหิน ลูกรัง ทราย เช่น เหล็ก สังกะสี แมงกานิส แคลเซี่ยม
- ช่วยสร้างฮอร์โมนให้พืช เช่น ไซโตไคนิน จิบเบอริลิน อ๊อกซิน
- สร้างสารป้องกันโรคพืช
อ.ปัญญา ยกตัวอย่าง ให้ลองนึกถึงความแตกต่างของสีใบพืชระหว่างการรดน้ำธรรมดาที่เราใช้น้ำในบ่อในสระหรือน้ำบาดาล กับสีของใบพืชหลังฝนตก จะพบว่า หลังฝนตกใบพืชจะสีเขียวกว่า เหตุก็เพราะน้ำฝนพาเอาในโตรเจนในอากาศลงมาเป็นอาหารพืชนั่นเอง
จุลินทรีย์กลุ่มราขาว จะทำหน้าที่ป้องกันโรคพืช จะชอบสภาพดินที่เป็นด่าง ถ้าเราห่มดินรดน้ำให้ชื้นอ ทำให้ดินเป็นด่าง ราดำที่เป็นอันตรายต่อพืชซึ่งชอบสภาพดินเป็นกรดจะเข้าพื้นที่ไม่ได้ จะเกิดราขาวขึ้นทำหน้าที่เหมือทหารผู้พิทักษ์
ดินทุกสภาพปัญหาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการห่มดิน ทั้งดินเปรี๊ยว ดินเค็ม ดินดาน ดินหิน ฯลฯ ยิ่งแล้งมากยิ่งต้องห่มให้หนา
๒) การจัดการน้ำ
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสว่า "น้ำฝนทุกหยด ต้องเก็บไว้ใช้" เก็บไว้ในพื้นที่ของของ ต้องจัดการพื้นที่ให้สามารถเก็บน้ำฝนได้ทั้งหมด โดยมีหลักการคำนวณและออกแบบสระเก็บน้ำดังนี้
- คำนวณปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ของเราในแต่ละปี
- ให้สืบค้นข้อมูลใน Google โดยใช้คำสำคัญว่า "ปริมาณน้ำฝน" ตามด้วยชื่อ อำเภอ จังหวัด เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม จะอยู่ที่ ๑,๘๒๕.๒ มิลลิเมตร/ปี หรือ ๑.๘๒๕๒ เมตร/ปี
- เอาขนาดพื้นที่ของเราคูณด้วยปริมาตรน้ำฝน จากสูตร จำนวนไร่คูณ ๑,๖๐๐ คูณปริมาตรน้ำฝน เช่น สมมติที่ดินที่อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ๑๐ ไร่ จะได้ ๑๐ คูณ ๑,๖๐๐ คูณ คูณ ๑.๘๒๕๒ เท่ากับ ๒๙,๒๐๓.๒๐๐ ลูกบากศ์เมตร/ปี นั่นเอง
- ประมาณการความต้องการใช้น้ำตามภูมิสังคมของตน เช่น
- จะทำนา ๑ ครั้งต่อปี กี่ไร่ ( ๑ ไร่ ใช้น้ำ ๑,๐๐๐ ลบ.ม.)
- จะปลูกผัก ผลไม้ กี่ไร่ (๑ ไร่ ใช้น้ำประมาณ ๑,๐๐๐ ลบ.ม.)
- มีสมาชิกครอบครัว คนใช้น้ำกี่คน (ผู้ใหญ่ ๑ คนใช้ประมาณ ๑๓๐ ลบ.ม. เด็กประมาณ ๖๕ ลบ.ม.) ถ้ามีคน ๖ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๒ ก็จะใช้อยู่ที่ ๖๕๐ ลบ.ม.
- จะเลี้ยงสัตว์ ทำปศุสัตว์ เท่าใด (อาจประมาณไว้ที่ ๑,๐๐๐ ลบ.ม.)
- มีพื้นที่มากหรือไม่ ดินมีลักษณะอย่างไร อุ้มน้ำได้หรือไม่ หากพื้นที่ไม่มากอาจต้องขุดลึก เป็นต้น
- ตัวอย่างที่ ๑๐ ไร่ ถ้าออกแบบตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ จะทำนา ๓ ไร่ ผักผลไม้ ๓ ไร่ อาจต้องใช้น้ำประมาณ ๓,๐๐๐ + ๓,๐๐๐ + ๑,๐๐๐ + ๖๕๐ = ๕,๖๕๐ ลบ.ม. ซึ่งเป็นไปได้ ไม่เกินปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่
- ออกแบบขนาดของสระเก็บน้ำ
- ออกแบบว่า สระควรกว้าง ยาว ลึก เท่าใด โดยต้องไม่ขนาดใหญ่กว่าปริมาตรน้ำฝนที่ตกในพื้นที่
- ในหลวง ร.๙ สอนว่า ๑ วัน น้ำลด ๑ เซ็นฯ คือ ในหนึ่งวันที่มีแดดร้อน น้ำจะระเหยไป ระดับน้ำในสระจะลดลงไป ๑ เซ็นติเมตร ในหนึ่งปีมีแดด ๓๐๐ วัน น้ำจะระเหยไปลงไป ๓ เมตร หากสระกว้างยาวมาก พื้นที่รับแดดจะเยอะ ปริมาณน้ำที่ระเหยจะมากด้วย
- ดังนั้น ถ้าขุด ๓ เมตรพอดี ถ้าไม่มีน้ำซับ (น้ำใต้ดิน) น้ำจะระเหยหมด ต้องขุดลึกกว่า ๓ เมตร
- เช่น ถ้าออกแบบที่จะขุดสระตามเกษตรทฤษฎีใหม่ในกรณีมีพื้นที่ ๑๐ ไร่ ณ อำเภอกันทรวิชัย จังมหาสารคาม ซึ่งจะเป็นพื้นที่สระน้ำ ๓ ไร่ ถ้าขุดลึก ๔ เมตร จะเก็บน้ำได้ ๓ คูณ ๑,๖๐๐ คูณ ๔ เท่ากับ ๑๙,๒๐๐ ลบ.ม. ซึ่งส่วนใหญ่อาจระเหยไป มีน้ำเหลือใช้ประมาณ ๓,๖๐๐ ลบ.ม. ซึ่งอาจยังไม่พอใช้ บางส่วนของสระจึงควรจะต้องขุดให้ลึก ๕ หรือ ๖ เมตร เพื่อให้มีน้ำพอใช้คือ ๕,๖๕๐ ลบ.ม. ดังที่คำนวณไว้
- รูปทรงของบ่อไม่ควรเป็นเป็นเส้นตรง หรือ สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม (ธรรมชาติไม่มีเส้นตรงแบบนั้น) ควรออกแบบให้มีส่วนโค้งเว้าไปมา เพื่อให้มีตะลิ่ง เพราะนอกจากจะสวยกว่าแล้ว ยังเป็นประโยชน์เป็นแหล่งอาหารและขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ

- รูปทรงลึกของบ่อ ต้องมีชานบ่อ หรือ ชาวบ้านเรียก พักบ่อ ดังรูป เพื่อให้แสงแดดส่งถึงพื้น ซึ่งจะเกิดสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เป็นอาหารของสัตว์น้ำ แพลงตอนต่าง ๆ เช่น ไรแดง สัตว์หน้าเลน ฯลฯ

- ชานบ่อควรจะลึกจากคันบ่อไม่เกิน ๒ เมตร เพราะ แสงจะส่องลงไปลึกได้ไม่เกิน ๒ เมตร
- ชานบ่อควรจะกว้างอย่างน้อย ๒ เมตร ฤดูแล้ง เมื่อน้ำลด สามารถปลูกผักได้
- คันบ่อควรจะกว้างอย่างน้อย ๒ เมตร เอาวันปลูกผัก ปลูกไม้ผล หากมีพื้นที่มากอาจเอาไว้ปลูกป่าได้
- สรุปแล้วการขุดบ่อให้มีชานบ่อนี้ จะมีประโยชน์ ๓ อย่าง ได้แก่ ป้องกันการพังทลายของคันบ่อ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และเอาไว้ปลูกผักตอนหน้าแล้ง
- ควรขุดบ่อไว้หลาย ๆ ที่ ไม่ควรเป็นบ่อเดียว (ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ) แนะนำให้ขุดบ่อหนึ่งไว้ที่สูงสุด และขุดอีกบ่อไว้ที่ต่ำสุด
- ขุดบ่อ ในหลวง ร.๙ สอนว่า เวลาขุดบ่อต้องตักหน้าดิน (ลึก ๕๐ เซนติเมตร) กองแยกไว้ก่อน แล้วนำมากลบหน้าดินคืนเมื่อขุดเสร็จ
- ป้องกันการซึมของน้ำ
- ในกรณีพื้นที่ใด ดินไม่เก็บน้ำ เป็นดินทราย
- ดีที่สุดคือให้ใส่มูลสัตว์ตอนขุดบ่อ ให้รถแมคโฮบด กด คลุกเคล้า มูลสัตว์กับดินก้นบ่อเลย
- ดีมาก ๆ คือ ใช้มูลวัวควายสด ๆ คนอีสานเรียก "ฝุ่น" เพราะมีเม็ดละเอียดมาก สามารถป้องกันการซึมของน้ำได้
- ดังมีตัวอย่างการนำมูลวัวควายสดไปใช้ในหลาย ๆ กรณี เช่น ทำลานตีข้าว ลานตากข้าว ชันตะกร้าไม้ไผ่ไว้ตักน้ำ ฯลฯ
- ป้องกันการพังทลายของคันบ่อ
- ปลูกหญ้าแฝก
- คนสมัยก่อนปลูกตะไคร้ หรือพื้นที่จะปกคลุมดินไว้ ไม่ให้เม็ดฝนกระทบลงพื้นโดยตรง
- ขุดคลองใส้ไก่ เพื่อลำเลี้ยงน้ำจากบ่อหนึ่งไปยังอีกบ่อหนึ่ง และรักษาความชุ่มชื้นของดิน

- เวลาสร้างบ้าน บ้านควรหันหน้าบ้านรับลมฝน โดยทำชานบ้านให้ยาวเพื่อป้องกันฝนสาด ในหน้าร้อนลมจะพัดเข้าบ้านทำให้เย็นสบายไม่ร้อนมาก โดยเฉพาะถ้าทำบ่อน้ำไว้หน้าบ้าน เวลาลมผ่านจะพัดเอาความชื้นมาด้วย ช่วยเย็นสบายมากขึ้น ... ไม่ต้องเปลืองแอร์
- หันหลังบ้านซึ่งไม่มีหน้าต่าง ไว้ป้องกันลมหนาว
- อย่าสร้างคอกสัตว์ ปศุสัตว์ อยู่ในแนวเหนือลม โดยเฉพาะถ้าสร้างไว้ในทิศทางต้นลมหนาว กลิ่นจะมารบกวนจนทนไม่ได้
- เตาเผาถ่านก็เช่นกัน ห้ามไปจัดวางไว้ในแนวต้นลมกับบ้าน
- ให้ปลูกดอกไม้ พืชมีกลิ่นหอม หรือกิจกรรมใดที่มีกลิ่นหอม ไว้ตำแหน่งต้นลม
- ให้ปลูกพืชที่มีลำต้นใบ มีรสขม ฝาด เฝื่อน ซึ่งโดยมากจะเป็นไม้ป่า (ไม้ป่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จะมรสขมจึงแข็งแรงกว่าไม้ผลจะมีรสฝาด) พืชเหล่านี้จะมีสารแทนนิน (Tannin) ช่วยป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียที่อยู่ปนในอากาศ ถ้าปลูกพืชเหล่านี้ไว้ต้นลม คนในบ้านจะมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง

- หากมีแปลงพืชไร่ เช่น ขาว อยู่ใกล้ต้นไม้ ต้องปลูกต้นไม้ให้อยู่แนวตะวันออก-ตะวันตก ดังภาพ
- แสงจันทร์มีผลต่อการกระตุ้นการลอกคราบของสัตว์บางชนิด เช่น ถ้าจะเลี้ยงกุ้งต้องไม่ปลูกต้นไม้ในทิศแนวขวางแสงจันทร์ไม่ให้ตกลงบนบ่อกุ้ง เป็นต้น (งูจะลอกคราบเมื่อมีแสงจันทร์ งูจะลอกคราบในเดือนข้างขึ้นเท่านั้น)
- ถ้าไม่ได้พิจารณาตามหลักการนี้ เมื่อต้นไม้ใหญ่จนร่มเงาส่งผลกระทบ แปลงนาจะไม่ได้ผล ไม่ออกรวง ถ้าเป็นแปลงผัก ผักก็จะแคระแกร็น ไม่ได้ผล ... ต้องต้นไม้ทิ้ง ... ต้องเลือกระหว่างต้นไม้กับนา
- อย่าปลูกไม้ใหญ่ใกล้น้ำมาก อย่างน้อยไม้ใหญ่ให้ไกลน้ำ ๕ เมตร เพราะเมื่อไม้โตขึ้น ลมมา ต้นไม้จะล้มโค่นดินขอบบ่อทั้งหมด... เสียดายมาก
- ป่าพออยู่ คือไม้เนื้อแข็งไว้สร้างบ้านหรือทำเครื่องเรือนต่าง ๆ เช่น ไม้สัก ไม้ยางนา ตะเคียนทอง ไม้พยุง เป็นต้น
- ป่าพอกิน คือ ไม้ผล หรือพืชผัก หรือไม้กินใบต่าง ๆ
- ป่าพอใช้ คือ ไม้โตเร็ว เอามาทำถ่าน ทำฟืน เช่น กระถิน สะเดา ฯลฯ
- ประโยชน์ที่สี่ก็คือ ความร่มรื่น ร่มเย็น
- ควรไปอบรมตามศูนย์ต่าง ๆ
- ฝึกตน ตื่นเช้า ไม่ดื่มเหล้า ไมเที่ยวกินไร้สาระ
- ฯลฯ

