[review] รีวิว HellBoy (2019)

[ review ] รีวิว HellBoy (2019) หนังซุปเปอร์ฮีโร่ ที่ใช้ตัวละครจากนรกเป็นตัวเอก การกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่ภาค 3 แต่เป็นการรีบูทใหม่ โดยฝีมือการกำกับของ Neil Marshall ผู้รับบทเป็น Hellboy คือ David Harbour ซึ่งมีการโปรโมทว่าภาพยนตร์จะมีความรุนแรงมากกว่าฉบับเดิมของ Guillermo Del Toro เมื่อปี 2004 และ 2008 ถึงเป็นที่คาดหวังของผู้ชมว่าจะได้รับอะไรที่แปลกใหม่ มันสะใจ และแน่นอนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับฉบับเดิมได้เลย

หนังยังคงเล่าเรื่องตามแบบฉบับเดิมคือ ศาสตราจารย์บรูม ไปเจอเด็กชายจากนรก เขาเลี้ยงเหมือนลูกชายและเมื่อโตขึ้นก็ฝึกให้กลายเป็นนักปราบปีศาจ ในงานสำนักวิจัยและป้องกันเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ (Bureau for Paranormal Research and Defense) ในเวอร์ชั่นนี้ Hellboy จะต้องเจอแม่มด นิมเว ที่มีอายุนับพันปีที่มีความแข็งแกร่งระดับล้างโลกได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งในต้นยุคกลางเธอถูกคิงอาเธอร์ใช้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์แยกชิ้นส่วนเธอแล้วนำไปฝังยังที่ต่างๆ ผ่านไปพันห้าร้อยปี เธอได้ใช้เล่ห์กลให้ปีศาจหมูป่านำชิ้นส่วนร่างกายของเธอมาต่อกันเพื่อจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งและทำลายหมู่มวลมนุษย์ Hellboy และผองเพื่อนต้องหาทางหยุดแม่มดตอนนี้ไว้ให้ได้

ถ้าจะให้มองเรื่องความสุขสนาน งั้นก็ถือว่าสอบผ่านไปได้อย่างฉิวเฉียด แม้จะมีฉากแอ็คชั่นที่อยู่ในอัตราส่วนที่พอใช้ได้ แต่กลายเป็นว่าฉากแอ๊คชั่นแต่ฉากนั้นกลับไม่ได้อยู่ในความทรงจำนักหรือเรียกอีกอย่างได้ว่าแทบไม่มีความโดดเด่นอะไรให้จำมากกว่า อย่างเช่น ฉากHellboy สู้กับยักษ์ 3 ตน ดูไปดูมาทำให้รู้สึกว่าเหมือนดูหนังเรื่อง jack giant slayer (2013) เฉยเลย ฉากลูกสมุนของแม่มด ซึ่งแต่ละตัวนั้นดูไปดูมา กลับให้นึกถึง ตัวละครประหลายจากเมือง The Moors ในหนัง Maleficent (2014)

พอเล่ามาถึงจุดนี้ขอแอบบอกว่า Hellboy 2019 มีฉาก ที่ล้อเลียน ถึง แม่มด Maleficent ด้วยนะ แต่จะล้อเลียนตรงจุดไหนแบบใด ให้ไปชมเอาเองครับ

การเดินทางพบปะเหล่าภูตผีปีศาจและแม่มดของ Hellboy นั้นก็ถือว่าทำออกมาพอใช้ได้ ตัวละครบางตัวถือว่าออกแบบมาดี ตัวอย่างเช่นแม่มดตาบอด นับเป็นตัวละครที่น่าสนใจ แต่ตัวละครตัวอื่นกลับรู้สึกว่ามองแล้วรู้สึกเฉย ๆ การออกแบบตัวละครก็ยังไม่น่าสนใจเท่าที่ควรถ้าเทียบกับตัวละครหรือการออกแบบของ Guillermo Del Toro

เสน่ห์ของตัวละครหายไปเยอะ อย่างเช่นตัว Hellboy เอง ดูแล้วมีความรู้สึกแปลกๆ และขัดใจตรงที่ เป็นปีศาจที่มีร่างกายสีแดงแต่กลับมีผมและขนที่เป็นสีดำ การใส่อารมณ์ให้ตัวละครตัวนี้ก็เหมือนกับว่าจะให้ดูอ่อนไหว มีความหุนหัน แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับมิติของตัวละคร Hellboy ในแบบฉบับของ Guillermo Del Toro ที่มีความหลากหลายมิติ มีทั้งอ่อนโยน เข้มแข็ง มุ่งมั่นตั้งใจ หรือมีความสับสนปนกันไป ส่วนลักษณะทางกายภาพของ Hellboy เวอร์ชั่นนี้ดูแล้วขัดใจ สีของ Hellboy ดูสีแดงแบบจืด ๆ ดูไปดูมาก็เหมือนกับการเอาชุดยางมาใส่ โดยเฉพาะมือหินของ Hellboy เหมือนการเอาถุงมือยางใส่ชัด ๆ และแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์กับมือหินนั้นเลย

อีกหนึ่งเสน่ห์ของ Hellboy ที่หายไปในเวอร์ชั่นนี้คือเหล่าเพื่อนพ้องนักปราบปีศาจแทบไม่มีเสน่ห์อะไรให้เห็นเลย ตัวละครที่สามารถแปลงร่างเป็นเสือได้ แทนที่จะมีความเก่งกาจกลับดูแล้วไม่ค่อยมีอะไร อีกตัวละครหนึ่งที่สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้ แม้จะมีบทบาทสำคัญกับเรื่องแต่ความสามารถและเสน่ห์ของเธอนั้นยังธรรมดาเกินไป ดูแล้วอดคิดถึง Version 2004 และ 2008 ไม่ได้ ซึ่งมีตัวละครพ้องุ้อนนักปราบปีศาจอย่าง Grigori Rasputin Abe Sapien และ Liz Sherman ที่แต่ละตัวมีความสามารถโดดเด่นและเอกลักษณ์ชัดเจน แม้เวลาจะผ่านไปนับสิบปี คนที่เคยดูก็ยังจำตัวละครเหล่านี้ได้

ในด้านความโหดและความแหวะของหนังทำออกมาได้ดี เรียกได้ว่าหากใครชอบแนวเลือดสาดหัวขาดแขนขาด หัวระเบิด ไส้ไหลตัวฉีก Hellboy เวอร์ชั่นนี้จัดมาให้เต็มจนหนำใจ แต่สำหรับผมแล้วกลับมีความรู้สึกว่า มีการนำเสนอความโหดและความหวังมากเกินความจำเป็น

อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนของเรื่องคือพล็อตเรื่องที่เหมือนจะดูดีมีการปูพื้นฐานของตัวละครแม่มด นิมเว ให้ดูน่ากลัวในช่วงต้นเรื่อง แต่เมื่อเธอฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งดันไม่เป็นอย่างที่เราหวังเลย เนื้อเรื่อง จุดเปลี่ยน การแก้ไขปัญหา และจุดจบ ทุกอย่างมีความง่ายเกินไป หลายจุดเราแทบไม่ได้เอาใจช่วยตัวเองเลย บางจุดบางฉากกำลังจะลุ้น ได้ แต่ตัวเอกก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สังเกตได้ว่าหนังเรื่องไหนหากหยิบยกเรื่องราวตำนานของคิงอาเธอร์และดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์มาใช้ แม้จะเป็นเรื่องหลักหรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนัง ก็ดูแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควร เช่น Transformers 5: The Last Knight (2017) King Arthur: Legend of the Sword (2017) Kingsman: The Golden Circle (2017) The Kid Who Would Be King (2019) ซึ่งใน Hellboy เองมีการใช้ตำนานเรื่องนี้อย่างชัดเจน และแทบจะเป็นอนุภาคสำคัญของหนังเลยก็ว่าได้ แต่กลับกลายเป็นว่าใช้ตำนานอย่างไม่คุ้มค่า อย่างเช่นตัวละครพ่อมดเมอร์ลินเป็นต้น

ยังมีการนำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก พ่อคือศาสตราจารย์บรูม กับลูกที่เขาเก็บมาเลี้ยงคือ Hellboy ความสัมพันธ์นั้นยังเสนอในแง่ความขัดแย้งที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องไม่ดีเท่าที่ควร ยังไม่สามารถนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนหรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้

ที่สำคัญมาก ๆ และเรียกได้ว่าเสียดายของมาก ๆสำหรับเวอร์ชั่นรีบูทนี้คือ หนังมีของดีอยู่ในมือมาก ๆ เช่น แม่มดที่มีอำนาจมาก Hellboy ที่รับรู้พลังของตัวเองแล้ว ตำนานและตัวละครในตำนาน ที่มีความเข้มแข็ง อาวุธและของพิเศษต่าง ๆ รวมถึงนักแสดงที่มีคุณภาพ แต่ผู้กำกับและทีมงานยังนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เรียกได้ว่าเสียของเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ของที่ว่ามีมาก ๆ นั้นนำมาใส่ในเรื่องเยอะจนดูวุ่นวายไปซะอีก

กล่าวโดยสรุป ตามทัศนคติส่วนตัวของผมแล้ว Hellboy 2009 ฉบับ Neil Marshall ยังไม่อาจก้าวข้าม รวมถึงยังไม่อ่านลบภาพจำ Hellboy 2004 2008 ฉบับ Guillermo Del Toro ได้เลย แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังรอภาค 2 ว่าทางผู้กำกับและทีมงานสร้างจะสามารถนำจุดบกพร่องจากคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ทั่วโลกไปปรับปรุงและแก้ไขในภาค 2 ให้ออกมาดีได้ และก้าวข้ามภาพจำของแฟน Hellboy ฉบับภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ให้ได้ครับ ทั้งนี้ก็ต้องโดนรายได้ว่า Hellboy ฉบับ Reboot จะทำรายได้พอที่จะไปต่อได้หรือไม่นั่นเอง เพราะดูจากคะแนนและเสียงวิจารณ์ทั่วโลกนั้น รู้สึกว่าเป็นห่วง Hellboy ฉบับ Reboot นี้เหลือเกิน

6..5/10

วาทิน ศานติ์ สันติ

#MovieStation #สถานีหนัง

#หนังซุปเปอร์ฮีโร่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สถานีหนัง



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#รีวิว HellBoy (2019)

หมายเลขบันทึก

661055

เขียน

13 Apr 2019 @ 19:48
()

แก้ไข

13 Apr 2019 @ 19:51
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก