ที่สำคัญคือการไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินผักให้หลากหลายชนิด จากหลายแหล่งปลูก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการรับพิษจากสารเคมีที่อยู่ในผักซึ่งจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย

แนะเลือกแหล่งปลูก  คู่ทานอาหารหลากหลาย

การผลิตผักแบบไฮโดรโพนิกส์เป็นรูปแบบผลิตผักชนิดหนึ่งซึ่งมีการทำเป็นการค้าอย่างแพร่หลายในปัจจุบันและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะวิธีการผลิตผักแบบไฮโดรโพรนิกส์นี้ช่วยให้สามารถผลิตผักได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ที่ดีและต่อเนื่องให้กับผู้ปลูก

อย่างไรก็ตามการปลูกผักในลักษณะนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดการสะสมทั้งโรคและแมลงศัตรูพืช การใช้สารเคมีสังเคราะห์เพื่อการกำจัดอย่างไม่ถูกวิธีทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้และส่งผลให้เกิดสารพิษตกค้างในผู้ผลิตได้ จึงเกิดคำถามที่ว่า “การบริโภคผักไฮโดรโพนิกส์ นั้นปลอดภัยหรือไม่”

เสื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาซีรีส์ เรื่อง อาหารปลอดภัย ครั้งที่ 5  “ผักไฮโดรโพนิกส์ปลอดภัย สบายใจเมื่อรับทาน” เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค

ผศ.ดร.กนิษพร วังในอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับ ว่า ประเด็นปริมาณไนเตรทที่พบในผักไฮโดรโปนิกส์ ค่อนข้างอ่อนไหวและสร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคมิใช่น้อย
อย่างไรก็ตามสารไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติทั้งผักที่ปลูกในดินและผักที่ปลูกด้วยสารละลายธาตุอาหารที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่าผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบค่าสูงสุดของไนเตรท (ML) ของผักไฮโดรโปนิกส์ที่ปลูกในโรงเรือนให้ไม่เกิน 4,000 หรือ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ขึ้นกับฤดูกาล) ซึ่งโดยปกติหากร่างกายได้รับไนเตรทจากผักนั้น ไนเตรทส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 70 จะถูกขับออกทางปัสสาวะ

จากงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูลยืนยันได้ว่าการบริโภคผักที่มีไนเตรทจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือพิษต่อสารพันธุกรรมในมนุษย์แต่อย่างใด แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่สูงมากหรือได้รับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดการชะงักของการเจริญเติบโต ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญของ โคเด็กซ์ (JECFA) ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (Acceptable Daily Intake) ของสารไนเตรทไว้ที่ 3.7 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน

"กล่าวคือหากมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับเกิน 222 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งหากผู้บริโภครับประทานผักผลไม้ให้ได้ 400 กรัม ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ โดยรับประทานผักไฮโดรโปนิกส์ร่วมกับผักชนิดอื่นๆ 200 กรัม และรับประทานผลไม้อีก 200 กรัม ให้ครบ 400 กรัมแล้วนั้น ผู้บริโภคจะได้รับไนเตรทเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 150 มิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยที่กำหนด

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ทองเกตุ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเษตรศาสตร์ กำแพงแสน กล่าวว่า ผู้ปลูกต้องทราบวิธีการผลิตผักไฮโดรให้ปลอดภัย สำหรับฟาร์มสร้างใหม่ ควรเลือกใช้โรงเรือนปลูกพืชที่สามารถปกป้องพืชจากฝนที่ชักนำให้เกิดโรคทางใบ มีการควบคุมโรคและลดไนเตรทก่อนการเก็บเกี่ยว และวางระบบการกักเก็บสารละลายใช้แล้วที่เหมาะสม ใช้เทคนิคการผลิตที่ส่งเสริมให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดีและแข็งแรง

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วมผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมบริโภคอาหารปลอดภัยคือประเด็นที่ สสส.ขับเคลื่อน ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นต้องใช้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อขยายผล และบอกต่อไปในวงกว้าง

การสร้างระบบห่วงโซ่ผักไฮโดรโพนิกส์ปลอดภัยนี้ ดำเนินตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ให้ทราบข้อเท็จจริงด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องการสร้างต้นแบบในการผลิตผักให้มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยการประมวลข้อมูลทั้งจากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค รวมถึงการวิจัยที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน สร้างต้นแบบที่เหมาะสมในการผลิต

สำหรับผู้บริโภคนั้น  กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เคยให้เทคนิคการเลือกซื้อผักตอนหนึ่งว่า ผักที่สดสะอาด ต้องไม่มีคราบดินหรือคราบขาว ซึ่งเป็นคราบของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือมีเชื้อราตามใบ ซอกใบ ขณะที่ก้านผัก ต้องไม่มีสีขาวหรือมีกลิ่นฉุนผิดปกติ

ควรเลือกซื้อผักสดที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดแทะของหนอนแมลงอยู่บ้างเพราะเมื่อหนอนยังกัดเจาะผักได้ แสดงว่าผักนั้นมีสารพิษกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายมาก ไม่ควรเลือกซื้อผักที่มีแต่ใบสวยงาม ต้องมองหาแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถสังเกตที่ตรารับรองคุณภาพของผัก ที่มอบให้โดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น  ตรารับรองคุณภาพระบบตรวจสอบสารพิษ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือสัญลักษณ์รับรองสินค้าเกษตรและอาหารจากกรมวิชาการเกษตร เลือกกินผักตามฤดูกาลเนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาสเจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ส่งผลให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมีลง และควรเลือกกินผักพื้นบ้านตามฤดูกาล ที่สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย

ที่สำคัญคือการไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินผักให้หลากหลายชนิด จากหลายแหล่งปลูก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการรับพิษจากสารเคมีที่อยู่ในผักซึ่งจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย