ในแต่ละปี ผมจะมีช่วงวันอยู่ประมาณเกือบ ๑ เดือน    ที่มีชีวิตแบบ “อยู่ดีกินดี” ที่นอกบ้าน    ได้กินอาหารอร่อย และแพง บนเครื่องบินบ้าง  ตามโรงแรมบ้าง  ในงานเลี้ยงบ้าง ให้ความรู้และความบันเทิงแก่คนแก่ที่ติดจริตเด็กบ้านนอกในวัยเด็กอย่างผมเป็นอันมาก  

แต่ข้อเรียนรู้ที่ได้มากกว่าคือตอนกลับมาอยู่บ้านแล้วกินอาหารตามปกติที่บ้าน    รู้สึกว่าได้กิน “อาหารสุขภาพ” อย่างที่ต้องการ    กินแล้วร่างกายท้องใส้เบาสบาย    เหมาะแก่สุขภาพมากกว่าอาหารหรู

“อาหารหรู” ที่กินนอกบ้าน    กลับเป็นอาหารที่ไม่ค่อยจรรโลงสุขภาพ    แม้จะจรรโลงลิ้น 

“อาหารสุขภาพ” ที่ผมกินที่บ้านยัง “จรรโลงกระเป๋า”   และ “จรรโลงสังคม”  อีกด้วย

กับข้าวที่สาวน้อยกับผมกิน  มักได้จากการที่ผมเดินไปซื้อในตอนเช้าที่ตลาดหมู่บ้านเอื้ออาทร     ห่างจากบ้านผมประมาณ ๓๐๐ เมตร    ที่คุณอ้อแม่ค้าข้าวแกงเจ้าประจำ     ถุงละ ๒๕ บาท    มักจะกินได้ ๒ มื้อ    กินกับข้าวกล้องที่เราหุงเอง     บางสัปดาห์ “หมอแต้ว” ลูกสาวคนโตที่เป็นหมอฟัน    ก็มาพาแม่ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดวัดศาลเจ้า () ที่มีอาหารและขนมอร่อยๆ มากมาย    เช่นห่อหมก (ซึ่งคิวยาวมาก ต้องใช้วิธีให้แม่ค้าขนมเบื้องช่วยไปเขียนใบจองคิวให้)   ร้านกับข้าวที่ทำหม้อใหญ่โตมโหฬาร เช่น แกงส้ม   แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย    แกงใบขี้เหล็ก    ร้านขายหมูสามชั้นทอดกรอบ (เราไม่ซื้อมากินนานเป็นปีแล้ว เพราะมันแสลงพุง)    และอื่นๆ    ขนมที่ไปทีไรเป็นซื้อมาทุกทีคือขนมนางเล็ด    

เรามักเลือกกับข้าวที่มีผักมาก    และไม่นิยมของทอดหรือปิ้งย่าง    ตอนแก่รสนิยมมันเปลี่ยนไปเอง    ตอนไปซื้อของที่ตลาดหมู่บ้านเอื้ออาทร ผมจะต้องซื้อแตงกวาลูกเล็กๆ มาเก็บใส่ตู้เย็นไว้เสมอ    สำหรับกินคู่กับแกง    หรือกินคู่กับกับข้าวอย่างอื่นก็ได้    สำหรับผม แตงกวาเป็นตัวช่วยปรุงรส    ผมไม่ใช้นำจิ้มหรือน้ำปรุงรสทั้งหลายใส่อาหารมานับสิบปีแล้ว     เพื่อเลี่ยงทั้งความเค็มและความหวาน    เพราะผมเป็นทั้งความดันและเบาหวาน   

จะเห็นว่า เราใช้จ่ายเรื่องอาหารน้อยมาก     ที่มากกว่าคือค่าซื้อผลไม้    สาวน้อยขาดไม่ได้เลย    เข้าเดือนพฤศจิกายน หมดฤดูลองกองไปนานแล้ว เธอยังสั่งลูกสาวให้หาซื้อลองกองให้      

ผมชอบเดินไปซื้อกับข้าวและผลไม้ที่ตลาดหมู่บ้านเอื้ออาทร    เพราะได้เดินออกกำลังไปในตัว     แล้วยังได้สังเกตชีวิตความเป็นอยู่ และพฤติกรรมของคนที่มีฐานะยากจนกว่าเรา     ถือเป็นโอกาสไปเรียนรู้เชิงสังคม    เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน  สังเกตเห็นความคึกคักที่หน้าแผงขายล็อตเตอรี่    มีคนเดินหรือขี่มอเตอร์ไซคล์มาเป็นระยะๆ     เสียงพูดคุยส่อความคาดหวังโชคลาภ    ซึ่งผมและน้องๆ รวม ๗ คน ไม่มีจริตเรื่องนี้เลย    เราถูกพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่างเรื่องความขยันขันแข็งในการงาน ไม่รอโชคลาภ    เราจึงไม่เสียเวลากับการซื้อหวยหรือการบนบานขอลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์    มุ่งใช้เวลาทำงานให้เกิดประโยชน์แท้จริง     แล้วโชคลาภมันก็ตามมากับผลงานและการเรียนรู้ที่สั่งสมไว้    

ที่เล่ามานี้เป็นเพียงนิดเดียวที่ผมได้เรียนรู้จากสังคมคนจน   

คนชรา เดินไปซื้ออาหารในดงคนจน    ได้กำไรการเรียนรู้ด้านสังคม อย่างไม่จบสิ้น   

วิจารณ์ พานิช