คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
ดร.ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4
การที่คนเราคิดจะทำอะไรที่เป็นความดี และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและต่อประเทศชาติบ้านเมืองนั้น เราไม่ต้องกลัวคนจะมาตำหนินินทา เพราะการทำความดี พุทธองค์ทรงให้แง่คิดไว้ว่ามักจะมีมารมาคอยผจญอยู่เสมอ ทำให้เราท้อ ถ้าเราไม่อดทนอดกลั้น ย่อมจะแพ้ภัยของมารได้โดยง่าย และโอกาสที่เราจะได้สร้างคุณงามความดีก็ยาก เพราะคนที่ไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าว คงไม่มีในโลกนี้ เพราะคนจะนินทาใคร เขาก็ย่อมสามารถยกเหตุผลมานินทาได้ทั้งนั้น แต่เราต้องไม่ใส่ใจคำนินทานั้น เพราะแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตจิตใจยังถูกนินทาเลย จะป่วยกล่าวไปใยถึงมนุษย์หรือคนเดินดินธรรมดา ย่อมไม่พ้นการถูกนินทาได้ ดังนิทานปรัมปราที่เล่ากันสืบมาว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่ง ชาวบ้านต่างพากันเรียกเขาว่า"นายช่าง"
การเป็นนายช่างของนายคนนี้ คงมิใช่ช่างไม้ ช่างปูน หรือว่าช่างเครื่องยนต์กลไกแต่อย่างใด แต่เขาเป็น "ช่างติ" คือเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการติหรือทางพระเรียกว่า “เป็นเอตทัคคะ”ในทางติเลยทีเดียว เขาเห็นอะไรก็สามารถติได้ทั้งนั้น ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาสอน เหมือนกับที่โบราณกล่าวไว้ว่า
“ช่างกลึง พึ่งช่างชัก
ช่างสลัก พึ่งช่างเขียน
ช่างรู้ พึ่งช่างเรียน
แต่ช่างติเตียน ไม่ต้องพึ่งใคร”
ชาวบ้านพากันคิดว่า นายคนนี้ เป็นนักจอมติจริงๆ น่าจะจัดให้มีการประลองความสามารถในการติของนายคนนี้ ลองดูสิว่าเขาจะสามารถติได้ทุกอย่างทุกเรื่องได้หรือไม่
มีผู้เสนอว่า น่าจะเชิญช่างปั้นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านนิยมยกย่องว่าฝีมือดีเยี่ยมมาปั้นพระพุทธรูป แล้วให้นายช่างติคนนี้มาติลองดูซิว่า เขาจะหาที่ติได้หรือไม่
เมื่อตกลงกันได้อย่างนี้แล้ว ชาวบ้านก็ได้ไปเชิญช่างปั้นพระพุทธรูปมาแล้วบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบ
ช่างปั้นพระพุทธรูป ก็ทราบและได้ออกแบบพระและปั้นพระอย่างประณีตบรรจง เรียกว่าปั้นอย่างสุดฝีมือ หรืออย่างสุดความรู้ความสามารถเลยทีเดียว
เมื่อการปั้นพระพุทธรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านต่างก็ชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระพุทธรูปองค์นี้สวยสดงดงามจริงๆ หาที่ติไม่ได้” แล้วให้คนไปเชิญนายช่างติ มาติพระพุทธรูป
พอนายช่างติมาเห็นพระพุทธรูป ถึงกับตกตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์นี้สวยสดงดงามจริงๆ เขาพิจารณาพระพุทธรูปอย่างละเอียดลออ แต่ก็ยังหาที่ติไมพบ เขาจนเกือบจะยอมแพ้
แต่แล้ว สุดท้าย นายช่างติ ก็เอ่ยขึ้นมาจนได้ว่า
"พระพทุธรูปองค์นี้ ช่างสวยสดงดงามจริงๆ
พุทธลักษณะถูกต้องทุกประการ” แต่............
"แต่...อะไร" เสียงชาวบ้านถามออกมาพร้อมๆ กัน ....
"มีที่เสียอยู่นิดหนึ่ง" นายช่างติพูดเบาๆ ..
"เสียตรงไหน" ชาวบ้านถาม ...
"พระพุทธรูปองค์นี้ สวยสดงดงามทุกอย่าง แต่เสียอยางเดียว คือ.....
“พูดไม่ได้"
นายช่างติตอบอย่างหน้าตาเฉย ...
ชาวบ้านพอได้ยินดังนั้น ก็พากันนิ่งเงียบหมด เพราะไม่คิดว่าจะแพ้นายช่างติแบบง่ายๆ อย่างนี้ ต่างก็พากันชมว่า
“นายช่างติคนนี้ เก่งจริงๆ นะที่สามารถหาที่ติพระพุทธรูปองค์นี้จนได้”
อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างติ ไปนอนเล่นอยู่ใต้ต้นมะมวง เขามองขึ้นไปบนต้นมะม่วงเห็นลูกมะม่วงเต็มต้นไปหมด พลางเขาก็นึกตําหนิพระเจ้าผู้สร้างต้นมะม่วงขึ้นมาว่า
"แหม! พระเจ้านี้ ช่างโง่เสียจริงๆ สร้างอะไรขึ้นมา ไม่เห็นจะสมดุลกันเลย ....
ดูสิ! มะม่วงต้นออกใหญ่โต แต่กลับสร้างเพียงลูกเล็กนิดเดียว ส่วนแตงโมต้นเล็กนิดเดียว แต่กลับสร้างให้ลูกใหญ่โตอย่างกับบาตรพระ พระเจ้านี่ช่างโง่เสียจริงๆ ...
นี่ถ้าเราเป็นพระเจ้านะ เราจะสร้างให้ต้นมะม่วงมีผลโตๆ ส่วนแตงโมจะสร้างให้มีผลเล็กๆ จะได้สมดุลกัน
ในขณะที่นายช่างติกำลังวาดวิมานในอากาศอยากจะเป็นพระเจ้าอยู่เพลินๆ นั้น ทันใดนั้น ลมหน้าร้อนก็พัดมาวูบหนึ่ง ทำให้มะม่วงลูกหนึ่งหล่นลงมาถูกบนหน้าผากของเขาพอดิบพอดี จนนายช่างติ ถึงกับตาลาย มองเห็นดาวระยิบระยับไปหมด และหน้าผากของเขาก็บวมปูดออกมาขนาดเท่ากับผลมะนาว
เมื่อเหตกุารณ์เป็นอย่างนี้ นายช่างติก็คิดได้ว่า
"โอ !!!...พระเจ้าสร้างถูกแล้ว" นี่ถ้าพระเจ้าฉลาดอย่างที่เราคิด สร้างให้มะม่วงลูกใหญ่โตเท่ากับบาตรพระ ป่านนี้ หัวเราคงไม่แหลกไปแล้วหรือนี่ ดีนะที่พระเจ้าไม่ฉลาดอย่างที่เราคิด...หัวเราก็เลยบวมเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่เก่งแต่คอยจับผิดผู้อื่น โดยไม่ยอมดูตัวเองนั้น สักวันหนึ่งเขาจะประสบกับสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจอย่างที่สุด
------------
เกิดเป็นคน จำต้องทน คำเขาด่า
จะทำดี ทำบ้า เขาด่าหมด
แม้ทำซื่อ เขาก็ด่าว่า ไม่คด
พอเลี้ยวลด เขาก็ด่าว่า ไม่ตรง
