เมื่อก่อนการเรียนการสอนมักจะอยู่แต่ในตำรา ครูจะไม่ค่อยนำพานักเรียนออกนอกกรอบของหลักสูตร เพราะคิดว่ามันจะเสียเวลาและไม่สอดคล้องกับการวัดและประเมินผล..
แต่การศึกษาในศตวรรษนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ครูไม่จำเป็นจะต้องสอนเนื้อหาให้ครบถ้วนตามหน่วยในหนังสือหรือตามบริบทที่สำนักพิมพ์จัดพิมพ์ไว้..
สิ่งที่ครูต้องใคร่ครวญคือ ตัวชี้วัดตามหลักสูตร ที่ไม่ต้องยึดติดเงื่อนไขของเวลา แต่ให้คำนึงถึงกระบวนการเรียนรู้ ที่ตรงตามวัยและความสนใจของผู้เรียน
การสร้างกิจกรรมและสถานการณ์ในห้องเรียนและในแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูพึงกระทำ เพราะนั่นหมายถึงการปฏิรูปการสอนที่แท้จริง..ที่จะช่วยยกระดับ “คุณภาพ” ทั้งความรู้ความจำและการนำไปใช้
บูรณาการให้สานต่อ “ทักษะชีวิต”ได้ด้วย ถ้าครูใช้โรงเรียนเป็นฐาน ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นสื่อ ใช้บริบทของโรงเรียนเป็นเครื่องมือ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้นและงดงาม...
สำหรับผมแล้ว..สิ่งที่อยู่ใน “บ้านเล็กในป่าใหญ่” หยิบอะไรมาก็สอนได้หมด แต่ไม่ใช่หยิบยื่นกระดาษให้นักเรียน..แล้วสั่งงานสร้างโจทย์ โดยที่ไม่มีการพูดคุย..
การสอนจากง่ายไปหายาก ต้องมีการนำเข้าสู่บทเรียน ผมทดลองทำมาแล้วหลายครั้ง และแต่ละครั้งก็ราบรื่น ครูจึงต้องพยายามให้นักเรียนตกผลึกทุกครั้งที่มีการเรียนรู้
ครั้งนี้..ผมใช้ถั่วเขียวเป็นสื่อการสอนเขียน..หลังจากนักเรียนเก็บฝักถั่วจากแปลงใหญ่ที่หว่านกันไว้เมื่อสามเดือนที่แล้ว..นำมาตากไว้กลางแจ้ง..
วางแผนไว้ว่าถ้าฝนไม่ตกแล้วแดดจัดจ้านอย่างนี้ สามวันฝักถั่วเขียวก็จะแห้งกรอบ วันศุกร์นักเรียนจะช่วยกันกะเทาะเปลือกออกเพื่อนำเมล็ดถั่วเขียวออกมา
ผมจึงตั้งใจว่าจะสอนการเขียนจากถั่วเขียว ให้ออกมาในรูปแผนภูมิความคิด เพื่อฝึกให้นักเรียนคิดอย่างหลากหลายและคิดแบบเชื่อมโยง โดยการตั้งคำถามที่เสริมต่อการเรียนรู้..
ถามนักเรียนว่า..จำได้ไหม? วันที่หว่านเมล็ดถั่วเขียวนั้น ทำคนเดียวหรือช่วยกันทำ แดดร้อนมากแต่เราก็หว่านจนสำเร็จ นักเรียนบอกได้ไหมว่าวันแรกที่ปลูกถั่วเขียวนั้น..เราต้องใช้คุณธรรมอะไรบ้าง?
นักเรียนเก็บฝักถั่วเขียวจนหมดแล้วนำมาตาก ในแปลงจึงเหลือแต่ลำต้น ถึงเวลาที่นักเรียนจะต้องสืบค้นแล้วว่า..ต้นถั่วเขียวมีประโยชน์หรือไม่ เราจะตัดทิ้งหรือจะไถกลบไปในดิน
แล้วเมื่อเรากะเทาะเมล็ดออกมา เปลือกสีดำนำไปทำอะไรบ้าง บางคนบอกว่านำไปทำปุ๋ย..ก็ควรจะบอกได้ว่าเป็นปุ๋ยแบบไหนให้ธาตุอาหารอะไร?
แค่ “ถั่วเขียว”คำเดียว..สอนอาหารหลัก ๕ หมู่ได้อย่างสบาย ถ้าได้ผลผลิตมากพอที่จะขาย การขายก็ย่อมได้เงิน งานนี้ก็ต้องนำไปสอนคณิตศาสตร์ได้เลย
ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ใกล้จะเป็นเมนูของหวานประจำโรงเรียน แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ถั่วเขียวอาจต้องกลายเป็นถั่วงอก นักเรียนต้องบอกหรือพูดอภิปรายถึงวิธีการเพาะและประโยชน์ของถั่วงอกให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน
ดังนั้น..การจะฝึกเด็กให้รู้จักคิดและเขียน ก็ต้องใช้การเขียนแผนภูมิ..โดยครูจะต้องให้นักเรียนเขียนจากสิ่งใกล้ตัว หรือสิ่งที่นักเรียนประสบพบเห็นและได้ลงมือปฏิบัติจริง
ผมจึงอยากบอกว่า..สิ่งแวดล้อมและกิจกรรมในโรงเรียน..ครูควรจะได้นำมาใช้เป็นสื่อหรือเครื่องมือ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางภาษา..การสอนนอกตำราหรือการออกนอกกะลา มันก็อยู่ที่ตัวครูเอง..ไม่เกี่ยวกับนโยบายใดๆเลย
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑
เรียน อาจารย์ ใช่เลยค่ะ แบบนี้แหละที่ควรสอนให้กับเด็กๆ การนำผลไปใช้งาน การแตกแขนงความคิด และเมื่อต้องนับ คำนวณ จึงมีหลักคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ทำนองนั้น ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ทุกวิชาหลักในอดีต กลายเป็นหลักการที่อ้างอิงถึง แต่แก่นการเรียนการสอน คือ การใช้ชีวิตรอดได้ในอาคต อย่างมีทักษะนะคะ
ขอแสดงความนับถือคุณลิขิต
ครูที่แท้.. ดูแบบ.. คุณ ชยันต์.. เพชรศรีจันทร์.. เพชรแท้.. ที่น่าชมเชย.. และสนับสนุน…
ขอบคุณครับ..ผมยังต้องศึกษาเรียนรู้อีกเยอะครับ แต่ก็เชื่อว่าไม่ยากที่จะทำความเข้าใจแล้วลงมือทำ เพราะโอกาสของผมเปิดกว้าง ทั้งกายและใจ ที่จะนำทางไปสู่ “คุณภาพ”นักเรียน ที่พยายามให้ตรงเป้าประสงค์มากที่สุด โดยทำจริง มากกว่าพูด แต่ไม่ลืมที่จะถอดบทเรียน เพื่อการปรับปรุงแก้ไข และหาเครือข่ายเพื่อนร่วมเดินทาง…ครับ
วันนี้ผมไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่งก่อนเลิกงาน … ผมนึกถึงโรงเรียน ผอ.ชยันต์ … นักเรียน ๔ ชั้น กำลังทำเวร ทำความสะอาดโรงเรียนกัน เพราะครู ๒ คน (ยัง)ต้องไปอบรม …. ถ้าเพียงมีกิจกรรมแบบนี้ ครูที่พูดไม่ได้ก็สอนได้เยอะ…..
ถ้ารู้ว่าครูจะต้องไปประชุมอบรม ผมจะมีความสุขทุกครั้ง ความสุขที่เกิดจากทำใจได้ แต่จะนอนไม่หลับ เพราะต้องคิดและเตรียมการสอนมากขึ้นเป็นพิเศษ จากสอนซ่อมเสริม เป็นการสอนทั้งวัน ใบงานต้องมี ทีวีต้องใช้ เพลงและเกม ตลอดจนแปลงเกษตรก็ว่ากันไปให้หลากหลาย ชินแล้วครับ
เรียน อาจารย์ โจทย์การแก้ไขปัญหาการศึกษาของเด็กไทยนั้นถูกกล่าวถึงในระดับชาติ แต่ไร้คำตอบนั่น คือ แนวทางการแก้ไขปัญหา ตามที่เข้าใจนั้น เวลานี้ อาจารย์ได้ทดสอบพิสูจน์ จนค้นพบแนวทางแก้ไขปัญหาแล้วที่หน้างาน ด้วยความพยายามอดทน และด้วยคุณสมบัติที่อาจารย์มีฐานของระบบการศึกษาเดิม มีความเข้าใจรากฐานปัญหาอย่างแท้จริง และที่สำคัญ คือมีจิตวิญญาณ และจรรยาบรรณ ของอาชีพ “ครูผู้ให้” ดังนั้น แนวทางที่อาจารย์ใช้ความคิดสร้างสรรค์หาวิธีต่างๆในการสอนเด็กๆ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้ เด็กๆแถบเลาขวัญจะสามารถดำรงชีวิตรอดในอนาคต เป็นผู้ที่สมควรได้ชื่อว่าผ่านการศึกษาจริงๆ และมีครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพเลื่อมใส อย่างคนไทยรุ่นเก่าๆได้สัมผัส ถ้าเราติดตามชีวิตของพวกเขาจนเติบโต คงจะได้เห็นความแตกต่างจากเด็กๆในระบบการศึกษาปัจจุบันตามระบบ หรือตามกระแส เงื่อนปมนี้สำคัญมาก จะสามารถแก้ไขปัญหายุ่งๆได้ต่ออีกมากมาย เช่น สังคมครอบครัว (พ่อแม่คงต้องการให้ลูกมาเรียนกับอาจารย์) การรู้จักรักษาถิ่นที่เกิดของคนไทย เป็นต้น เพียงขยายผลบุคลที่มีคุณสมบัติ เช่น อาจารย์ ในหลากหลายสาขา ปัญหาเดิมๆก็จะถูกแก้ไขโดยพลัน คนที่เข้าใจการใช้ทักษะเรียนรู้ให้เหมาะสม จะค้นพบวิธีการที่ใช่สำหรับจุดนั้นๆ ดังนั้นอดีตอาจเป็นความเข้าใจผิดที่ว่าการแก้ไขปัญหาต้องมาจากส่วนกลาง เขาไม่สามารถพบ แต่ สามารถอำนวย และสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขอย่างมีพลังได้เพียงนั้น น่ายินดี ประเทศไทย อาจได้เริ่มมีแบบฉบับของตนเอง ในการวางระบบการศึกษาแบบใหม่ๆให้ รุ่นลูกหลาน และอาจกลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจทดแทน สิ่งต่างๆที่สูญสลายไป (คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังเคว้งคว้าง ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว) จะเห็นได้ว่า ท่านผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก ล้วนแสดงความชื่นชม กับวิธีการที่อาจารย์ใช้ นั่น คือ คำตอบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาระดับมหภาค และต่างก็ใช้สื่อกลางGotoKnow อย่างเกิดประสิทธิผล สมราคานักวิชาการ ( เป็นมุมมองในฐานะของนักเผชิญปัญหา ) ปมเชือกที่ยุ่งเหยิง เมื่อถูกไขปมสำคัญแรกถูกต้อง ก็จะสามารถคลายปมทั้งหมดได้ต่อไปค่ะ ขอเป็นกำลังใจหนึ่งสู่ความสำเร็จค่ะ
ขอแสดงความนับถือคุณลิขิต