การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมือง รุ่นที่ 1

สวัสดีครับชาว Blog, 

        ขอต้อนรับทุกท่านสู่หลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมือง รุ่นที่ 1 ซึ่ง Chira Academy ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้รับมอบหมายจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ให้เป็นผู้ดำเนินการด้านวิชาการส่วนหนึ่งสำหรับหลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมือง รุ่นที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อพัฒนาข้าราชการสำนักอนามัย จำนวน 30 คน ในระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2561 (หลักสูตร 5 วัน)

       ผมจึงขอเปิด Blog นี้เพื่อเป็นคลังความรู้ และช่องทางในการแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันครับ

จีระ   หงส์ลดารมภ์


หลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมืองรุ่นที่ 1


หัวข้อ ภาวะของผู้นำและการนำองค์กรทางสุขภาพ


โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์


     อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล


คุณวราพร ชูภักดี


วันที่ 10 ตุลาคม 2561

(บันทึกสรุปการเรียนรู้โดยทีมงานวิชาการ Chira Academy เขมิกา ถึงแก้วธนกุล)

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สิ่งสำคัญในวันนี้ที่ดร.จีระ อยากจะพูดให้ทุกท่านคำนึงถึงคือ

1. Value Added

2. Value Creation

  - อยากให้แต่ละท่านหลุดจากวัฒนธรรมเดิม ๆ อยากให้ใน 5 วันนี้มาให้ทุกท่านคิดนอกกรอบ

  - นอกจาก Creativity ยังมี Smart Creativity

3. Value Diversity คือหัวใจในการเรียนอีกอันหนึ่ง  การนำความหลากหลายมาสร้างมูลค่าเพิ่ม การนำความคิด เอามุมมองที่แตกต่างไปใช้

 

วัตถุประสงค์

1.การมีเป้าหมาย โดยเฉพาะถ้าเป็นเป้าหมายที่สูงจะเป็นเรื่องดีที่นำไปสู่เป้าหมายได้

2.การมี Good Idea จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

 

Happy at Work

          ถ้าคนเราอยากเป็นคนมี Happy at work อย่างน้อยต้องมี 3 อย่าง

1. Passion ในการทำงาน หมายถึงงานที่ทำอยู่มีความหลงใหลหรือไม่  You like what you do

2. Purpose

          อย่างเป้าหมายหลักของผู้เรียนในห้องนี้คือการตอบสนองงานของทุกท่าน เป้าหมายรองคือการสร้าง Networking

3. Meaning

ยกตัวอย่าง Meaning ในห้องนี้จะจับเรื่อง Ageing Population ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นการนำเรื่อง Health มาแบ่งปันให้สังคม

นอกจากนี้อาจอยู่ที่เรื่อง Life Long Learning ด้วย

วิธีการเรียนรู้

ใน 5 วันนี้จะทำหน้าที่ดึงความเป็นเลิศของแต่ละคนออกมา จะดึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของทุกคนมา อยากมี Excellent ในการเอาไอเดียไปต่อยอด

ยกตัวอย่าง Peter Drucker บอกว่าให้ลองหาดูว่าก่อนตายสิ่งที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จคืออะไร อย่าง Peter บอกว่า ได้เรียนรู้จากลูกศิษย์ คนในห้องต้องออกความเห็นกันเอง และรวมพลังแล้วก็ดี อย่าง Peter ชอบให้เด็กถามคำถาม และเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

Professor ที่ดีคือต้องให้เด็กเก่งกว่าอาจารย์

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          กทม.ที่เห็นคือการมีชุมชนที่แตกต่าง มีชุมชนเมือง ชนบท และที่ยากไร้จำนวนมาก แต่มีเครือข่ายที่ช่วยเสริมแรงในการทำงานได้

          ในองค์กรเดียวกัน บางครั้งต้องผลัดกันนำเนื่องจากไม่ได้มีการนำโดยหน้าที่

          โจทย์ของหลักสูตร

          1. ผลงานที่เป็นรูปธรรม หัวข้อหลักของรายงานการศึกษา ผ่านการศึกษาร่วมกันและเป็นทีม เป็นผู้นำที่กลุ่มแต่งตั้ง (Authorize) และผู้นำโดยธรรมชาติ ซึ่งกลุ่มของท่านเป็นกลุ่มอิสระ มีการ Commit หลวม ๆ ทุกท่านมีอิสระต่อกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดออกแบบผลลัพธ์ของหลักสูตร ประกอบด้วย

1. การจัดกิจกรรมชุมชน และ

2. การเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม

การจัดกิจกรรมชุมชน ต้องมีผู้นำแบบ Soft Power อย่างหนึ่งต้องเรียนรู้การบริหารเครือข่าย หมายถึงเขาก็ไม่สามารถบังคับเองได้ สิ่งหนึ่งที่ทุกท่านต้องมีคือ Multi skill

ผลงานหลักสูตรต้องมีรายงานทางวิชาการในการเขียนกึ่งวิจัย มีทักษะที่ทำให้ได้งานชิ้นหนึ่ง

ดร.จีระเสริมว่า การมีเป้าหมายรองต่อจากการป้องกันโรคสมองเสื่อม เราอาจใช้วิธีกระตุ้น  Aging Population ทางสื่อโดยไม่มองคนว่าแก่ อย่างการมี Networking กับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อย่างการมี  Sense of Belonging อยู่ที่ไหน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการบริหารจัดการ ที่จะนำเสนอในรายงาน  อาทิ

          1. Information Flow

          2. Financial Flow

          3. Aging Population

          4. Urban Architecture

          5. ชุมชนเมือง ชุมชนผู้ด้อยโอกาส

          6. Urban Design

          7. Team ที่ต้องเก่งทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนเก่งแต่ละคนเหมือนกันหมดจะมี Ego

          ปัญหาที่พบคือ กทม.ไม่เก่งเรื่องประชาสัมพันธ์เลย

          ทั้งหมดจะนำสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้โดย Chira Way มีระบบนิเวศน์ที่ต้องดูเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

 

คุณวราพร ชูภักดี

 

 

การบ้าน

ใน 1 วันได้เรียนรู้อะไร 1 ประเด็น เขียน 1 วัน 1 คำคมที่จะสื่อสารให้กับสังคมด้วย

 

การร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น      

1. โดยปกติเป็นคนที่ติดอยู่ในกรอบแต่เด็ก ตอนเรียน และทำงาน วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการออกนอกกรอบ

          คุณพิชญ์ภูรี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าทุกท่านจะมีกล่องที่มีอยู่ในตัวตนอยู่แล้วคือ Tacit Knowledge  คนพูดแบบนี้เป็นคนที่เปิดกว้างแต่นึกว่าตัวเองแคบ ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอาน้ำเติมเต็มแก้วอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการจุดไฟในน้ำ มีการกวนตะกอนที่เปิดรับความรู้ใหม่ ๆ แล้วสร้างอะไรที่เป็น Master Piece ของเรา ของหน่วยงาน ขององค์กร ของประเทศ

          ดร.จีระ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า เป็นคำถามที่ถูกต้องมาก มี 4 ประเด็น อันแรกเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าสิ่งที่พูดทำไม่ได้หรอก งานมากแล้ว แต่ที่มาคือมาให้กำลังใจ และ Inspire ทุกท่าน ประเด็นที่สองคือการคิดเล็ก ๆ เพื่อเอาชนะใหญ่ ๆ เพราะการออกนอกกรอบมีความเสี่ยงที่จะชนะ Culture ใหญ่ ๆ ซึ่งยาก อย่าทำคนเดียวเป็น Coalition และประเด็นสุดท้ายคืออ่านหนังสือมาก ๆ

          การที่เราอยู่ในบรรยากาศ 5 วันเหมือนกับการออกนอกกรอบ เพราะคำพูดของเขาเป็น Defensive และทำอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง การทำงานเกี่ยวกับการคิดไปสู่ความเป็นประโยชน์ของประชาชนใช้ทฤษฎี 3 ต.(ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง) ถ้าเราคิดถึงคนจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ของประเทศก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล

          คำถามแรกอย่าท้อใจ เพราะนำสู่ทฤษฎีหนึ่งในการปรับ Mindset เราต้องปรับตัวให้รอด

 

2. หลักสูตรแพทย์ในประเทศไทยไม่ได้เรียนมาเพื่อบริหารแต่เพื่อมารักษา แต่สำหรับตนเองได้มาเป็นผู้บริหาร มาอยู่สาธารณสุข ราชการ และกทม. มีกรอบที่ตึงอยู่ สำนักอนามัยที่อยู่ทำให้เราต้อง Approach กับส่วนอื่น ๆ ต้องลงเรือไปในส่วนอื่น ๆ Motto ของตัวเองคือ  ผู้นำที่ดีคืออย่าหลงตน เข้าใจคน สร้างคน สร้างเครือข่าย

          อาจารย์พิชญ์ภูรี เสนอความคิดเห็นว่า ต้องยอมรับว่าท่านถ่อมตัว อย่างหลายโครงการที่คิดขึ้นมา มีบุคลากรทางการแพทย์เป็นคนคิด และเป็นคนลงมือทำ มีการหาทีมอาสา และทำด้วยจิตสาธารณะ          ถ้าคนหนึ่งดูแลผู้ป่วย  1 คนจะไม่มีเวลา แต่ถ้าหาอาสาสมัครจะมีประโยชน์มาก การดูงานเป็นส่วนหนึ่งของกรณีศึกษาที่ดีที่สุด อย่างคนรวยอาจไม่ต้องห่วงมากเนื่องจากมีคนดูแล แต่มีคนอีกคนกลุ่มหนึ่ง ถ้าทำได้จะได้ศักดิ์ศรีและบุญมหาศาล

          ประเทศที่ไปดูงานคือญี่ปุ่น เห็นคนแก่กวาดใบไม้ เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคสมองเสื่อม เป็นการดูแลชุมชน และมีคนในชุมชนเอาหารมาให้เนื่องจากเขาดูแล

          Behavior Change และการเรียนไปเพื่อชนะอุปสรรค เราต้องเริ่มจาก

1. Where are we?

2. Whrere do we want to go?

3. What are strategy?

          4. ที่สำคัญคือที่หลักสูตรนี้สอนคือ How do you overcome difficulty ?

เราสนใจในลูกค้าของเรา เราสนใจว่าคนจะได้รับประโยชน์หรือไม่  สามารถ Inspire ให้คนเป็นเลิศได้หรือไม่

เราต้องจำบรรยากาศ Moment นี้ไว้ อย่างทั้งสองคำถามตรงกับแนวคิด ดร.จีระคือ 2R’s ประเด็นอยู่ที่เราสามารถ Expose Idea ต่าง ๆ ได้หรือไม่ เราต้องนำไปปฏิบัติ

 

3. วันนี้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ ถ้าคิดแทนเพื่อนทุกคนเป็นผู้นำองค์กรตัวเองอยู่แล้ว มีความคิดเป็นผู้นำส่วนหนึ่ง  หลังจากที่ฟังมา เรารู้สึกว่าความเป็นผู้นำละลายไปแล้ว รู้สึกว่าไม่ใช่ผู้นำ หรืออาจต้องให้คำจำกัดความใหม่ และคิดว่าจะนำพวกเราทุกคนไปสู่ความเป็นผู้นำที่เหมาะสม และสร้างให้สำเร็จสู่ความเป็นผู้นำ เรื่อง Networking อาจเชื่อมจาก 1ต่อ 1 เชื่อมกันก่อน

          ดร.จีระ เสริมว่า หลักสูตรยังอยู่ที่ผู้นำ แต่ผู้นำไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งอย่างเดียว อยู่ที่การทำองค์กรให้เป็นเลิศได้ อย่างผู้นำที่เรียกว่า Servant Leadership ผู้นำยุคใหม่คือผู้นำที่กระตุ้นคนอื่น ยกย่องให้เกียรติ

          ผู้นำที่มาจากตำแหน่งคือ Authority Base  และผู้นำที่มาจากความศรัทธาคือ Trust Base เราต้องมาปรับที่พฤติกรรมด้วยและจะทำให้เราสร้างอะไรได้มากขึ้น

          อาจารย์พิชญ์ภูรี เสริมว่า มีผู้นำที่เป็น Humanize Leadership คือผู้นำที่มีจิตวิญญาณถึงมนุษย์

          ความเป็นผู้นำสามารถใช้ได้ทุกรูปแบบ เป็นทฤษฎีที่เป็น Chira Way จริง ๆ

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ข้อดีของ ดร.จีระคือวิธีการเรียนที่กระตุ้นให้คนเป็นเลิศ

4 L’s : Tool of Learning & Development

1. Learning Methodology มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี สอนให้คิด

- สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ลอก

2. Learning Environment  สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้

3. Learning Opportunities   สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้

          - โอกาสที่ได้ปะทะกันทางปัญญา

4. Learning Communities   สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้

          - หลังจาก 5 วันที่จบไปแล้วต้องมีวัฒนธรรมในการเรียนรู้

 

2 R’s : Tool of Learning & Development

Reality        มองความจริง      

          Relevance       ตรงประเด็น

          เราอย่าพูดทุกเรื่อ แต่ให้พูดในประเด็นที่สำคัญที่สุด เอาความจริงของ กทม.มา

 

3 L’s

1. Learning from pain เรียนรู้จากความเจ็บปวด

2. Learning from experiences เรียนรู้จากประสบการณ์

3. Learning from listening  เรียนรู้จากการรับฟัง

 

ทฤษฎี 3 ต.

          ทำงานแบบกัดไม่ปล่อยคือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง

 

Quotations

“Managing is doing things right , Leadership is doing the right things.”

– Peter Drucker-

Doing the right thing คือเลือกสิ่งที่มีประโยชน์และคุณค่าสูงสุด

 

 

 

 

 

ผู้นำกับผู้บริหาร

ผู้นำ

  • เน้นที่คน
  • Change

-          Trust

-          ระยะยาว

-          What , Why

-          มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์

-          เน้นนวัตกรรม

ผู้บริหาร

  • เน้นระบบ
  • Static

-          ควบคุม

-          ระยะสั้น

-          When , How

-          กำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน

-          จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ

ชนิดของผู้นำ

          - Trust / Authority

          - Charisma

          - Situational

          - Quiet Leader

เรื่อง Trust หรือ ศรัทธาของการเป็นผู้นำเกิดได้แก่ทุก ๆ คน ไม่ใช่แค่มีตำแหน่งเท่านั้น

Trust คืออะไร?

มีหลายคำจำกัดความ..แต่ในความเห็นของผมน่าจะแปลว่าคนในองค์กร/ชุมชน/สังคมเชื่อมั่น ศรัทธาและพึ่งพาในการกระทำในช่วงวิกฤติ และช่วงปกติที่จะนำองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน และคนในองค์กร/ชุมชน/สังคมมีความสุข

Trust มี 3 ขั้นตอน

  • สร้าง (Grow)
  • ขยาย (Extend)
  • ดึงกลับ ถ้าหายไป    (Restore)
  • Self Trust – ตัวเองต้องมีก่อน สัญญาจะทำอะไรกับตัวเองต้องสำเร็จตามสัญญา
  • Relationship Trust – ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร
  • Organization Trust
  • Social Trust

Trust มีหลายประเภท

วิธีการได้มาซึ่ง Trust ระหว่างบุคคล (Relationship Trust)

  • พูดจริงทำจริง ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • รักษาคำมั่นสัญญา (Commitment)

2.      ยกย่องนับถือเพื่อนร่วมงาน (Respect)

3.      ทำงานด้วยความโปร่งใส

4.      มีปัญหาที่ไม่ดี แก้ให้ดี ถูกต้อง

5.      เน้น Results มากกว่าทำโดยไม่รู้ว่าผลสำเร็จคืออะไร

6.      ต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา

7.      รับความจริงหรือรู้ศึกษาความจริง (Reality)

8.      มีความชัดเจนต่อความคาดหวังของผู้ร่วมงาน และของตัวเอง

9.      รับฟังอย่าสั่งการข้างเดียว

วิธีการได้มาซึ่ง Organization Trust ในที่นี้หมายถึงชุมชนของเรา

  • มี VISION – MISSION – Strategies + Core Value
  • มี Shared Vision

2.      ไปสู่ความสำเร็จด้วยทุกกลุ่ม (Alignment)

วิธีการได้มาซึ่ง Social Trust หมายถึงสังคมวงกว้างออกไป

          มีบทบาทที่ดีต่อส่วนรวม สร้างความปรองดอง  ความมั่นคงของคนในประเทศ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก มีหัวข้อวิจัยมากมายเกี่ยวกับผู้นำ  สำหรับตะวันออกยังมีน้อยอยู่จึงมักจะใช้ Role Model เป็นหลัก

ตัวอย่างผู้นำที่โลกกำลังให้ความสนใจในยุคปัจจุบัน และผู้นำที่สำคัญของไทยไว้ดังต่อไปนี้

1. กล้าหาญ

2.  ต้องรุกได้ แต่ต้องตั้งรับ และไม่ประมาท

3. การนำอยู่ข้างหลัง จะต้องแน่ใจว่า คนที่เรายกย่องให้มีบทบาทอยู่ข้างหน้า ต้องให้เขามีความรู้สึกว่า เขาได้นำอย่างน่าภูมิใจ และสมศักดิ์ศรี

4. ถ้าจะจัดการบริหารศัตรู ต้องรู้จักศัตรูให้ดี

5.  การจะอยู่อย่างผู้นำควรใกล้ชิดกับเพื่อน แต่กับคู่แข่ง หรือคนที่เราไม่ชอบ ต้องใกล้ชิดมากกว่า

6.  มีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ อย่างมีเกียรติและสง่างามเสมอ

7. ไม่เน้น ถูกหรือผิด แบบ 100% หรือ ขาวหรือดำ 100% มีการประนีประนอมที่เหมาะสม แต่รักษาหลักการไว้ และหาทางตกลงกันได้แบบ Win – Win

8.  รู้ว่าจังหวะไหน จะ "พอ" หรือ จะ "ถอย"

8 Rules of Leadership (Obama)

  • สร้างศรัทธาและความมั่นใจ Trust และ Confidence แก่ผู้ร่วมงานและแนวร่วม
  • เป็นผู้นำต้องรู้ว่า จะพาประเทศไปทางไหนโดยสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Communicate your Vision Effectively)
  • สร้างให้คนส่วนใหญ่ เข้าถึงประวัติ ความสำเร็จ ความสามารถที่สะสมมาในอดีต สร้างชื่อเสียง (Build Strong Reputation)
  • สร้าง Networks ในทุกๆ แห่ง โดยเฉพาะในจุดที่ตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมพันธ์มาก่อน (Make Friends in Unusual Places)
  • ทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่มีแค่ High performance ของความสำเร็จของบางกลุ่ม แต่ต้อง All hands คือการให้ทุกๆ คนมีส่วนได้ส่วนเสีย ก็คือการสร้างทีมงานที่ทุกคนทำงานร่วมกัน
  • สร้างความหลากหลายให้เป็นมูลค่าเพิ่ม (Diversity to value added)
  • ใช้ Technology ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน เช่นการสร้าง Social Network ก็ให้คน 2 ล้านคน ช่วยสนับสนุนการเงินในช่วงหาเสียง
  • สร้างขวัญกำลังใจให้แก่เพื่อนร่วมงานทุกคน (Motivation and inspiration)

คุณสมบัติของผู้นำของฮิลลารี คลินตัน

  • เรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ถึงจะเก่งอย่างไร? ก็ต้องรับฟังคนอื่น

2.   อย่าพอใจกับปริญญาเท่านั้น

3.   อย่าพอใจกับการเรียนในห้อง (Formal Learning)

4.   สนุกกับการคิดนอกกรอบ

5.   สนุกกับการคิดข้ามศาสตร์

6 of the Dalai Lama's Leadership Principles

  • อย่าสั่งการ ต้องเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน
  • ถ้าต้องการเรียนรู้อะไรบางอย่าง ต้องฟัง และค้นคว้าหาข้อมูล
  • อย่าคิดว่าตัวเราคิดถูกทุกเรื่อง หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราซึ่งคุณคิดว่าไม่ถูกต้อง..ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้
  • มีอารมณ์ขัน อย่าโกรธง่าย รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • สอนให้คนรู้จักคิด หาคำตอบได้ด้วยตัวเอง อย่าบอกคำตอบหรือหาทางออกให้ทุกเรื่องทุกเรื่อง
  • มีความรับผิดชอบ

คุณสมบัติของผู้นำของท่านผู้ว่าฯ เกษม จาติกวณิช หรือ “Super K”

1. ผู้นำต้องมีความรู้

2. ผู้นำต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพ

3. ผู้นำต้องสร้างจิตวิญญาณในการทำงานเป็นทีม

4. ผู้นำต้องรู้จักมอบหมายงาน

5. ผู้นำต้องฟังความเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ

6. ผู้นำต้องรู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่โอ้อวดและยกตนข่ม

7. ผู้นำต้องมีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา

กฎของการเป็นผู้นำของ อีลอน มีดังนี้ 1.ผู้นำที่เป็นตัวอย่าง ผู้นำต้องทำงานในสิ่งที่ยากและเป็นไปไม่ได้เสมอ 2.นำโดยมีเป้าหมาย เรื่องนี้คือไม่ใช่เป้าหมายธรรมดาแต่เป็นเป้าหมายที่ปฏิวัติโลกเปลี่ยนแปลง อย่างรุนแรง 3.เป็นผู้นำเน้นการคิดสร้างสรรค์ 4.ผู้นำที่ไม่ทำงานคนเดียว สร้างทีมงาน ร่วมมือกับคนอื่นๆ 5.ผู้นำเน้นนวัตกรรม 6.ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ 7.ผู้นำพร้อมจะเปลี่ยนแปลง 8.ผู้นำต้องเลือกคนเก่งมาทำงาน การรับคนมาทำงานต้องเอาใจใส่มากๆ 9.ผู้นำต้องมีมาตรฐานสูง 10. ผู้นำจัดคนให้ตรงกับงาน   

สีจิ้นผิง คิด 2 อย่างคือ

1. มีคุณภาพ มี Professionalism

2. มีคุณธรรมจริยธรรม

4 E’s Leadership ( Jack Welch )

1. Energy    มีพลัง

2. Energize    สามารถกระตุ้นให้คนอื่นมีพลัง

3. Edge   เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ

4. Execution   ลงมือทำให้เกิดความสำเร็จ

4 Roles of Leadership (Stephen Covey)

1. Path finding           การค้นหาเส้นทางความก้าวหน้า/การพัฒนา

2. Aligning    กำหนดทิศทางไปในแนวทางเดียวกัน

3. Empowering           การมอบอำนาจ

4. Role Model           การเป็นแบบอย่างที่ดี

 

ทฤษฎีล่าสุดของ      Jack Welch

Leader / Teacher

 

Transactional Leader

          คือการทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

Transformational Leader

          คือการเปลี่ยนแปลงจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง การปฏิวัติการทำงานให้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

 

Leadership Roles (Chira Hongladarom style) 1. Crisis management การจัดการภาวะวิกฤต

2. Anticipate change คาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้

3. Motivate others to be excellent การกระตุ้นผู้คนสู่ความยอดเยี่ยม

4. Conflict resolution การแก้ไขความขัดแย้ง

5. Explore opportunities การสร้างโอกาสแก่ผู้อื่น

6. Rhythm & Speed รู้จักใช้จังหวะและความรวดเร็ว

7. Edge ( Decisiveness ) กล้าตัดสินใจ

8. Teamwork ทำงานเป็นทีม

9. Uncertainty Management การบริหารความไม่แน่นอน

ภาวะผู้นำของ Peter  Drucker

1. Ask what needs to be done ถามตัวเองว่าเราต้องทำอะไรให้สำเร็จ

2. Ask what’s right for enterprise ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่ต้องลงมือทำ

3. Develop  action  plans พัฒนาแผนปฏิบัติการ

4. Take  responsibility for decision รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ

5. Take  responsibility for  communicating รับผิดชอบต่อการสื่อสาร

6. Focus on opportunities  not problems  มุ่งที่โอกาสไม่ใช่ปัญหา

7. Run  productive  meetings  จัดให้มีการประชุมที่สร้างให้เกิดผลผลิต

8. Think  and say  We not  I  คิดและพูดด้วยคำว่า “เรา” ไม่ใช่ “ฉัน”

 

HUMAN-CENTRED LEADERSHIP

 

หนังสือของดร.จีระ ซึ่งเขียนร่วมกับพระอาจารย์ ว. วชิรเมธี ชื่อ “พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม”

ยกตัวอย่าง 4 ผู้นำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Key Research – ทักษะของผู้นำ

  • Integrity Skill
  • Balancing Skill

2.      Transparency Skill

3.      Grooming Young Leaders

4.      Innovation Skill

5.      Diversity Skill

 

 

 

ทฤษฎี 5 E’s

1. Example คือ เป็น/สร้างตัวอย่างที่ดี

2. Experience คือ สะสม/ถ่ายทอดประสบการณ์

3. Education คือ ให้การศึกษา ให้ความรู้

4. Environment คือ สร้างบรรยากาศที่ดี

5. Evaluation คือ มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

การสร้างผู้นำแบบ Ram Charan

  • Identifyผู้นำตั้งแต่อายุน้อย
  • ดูแลไม่ให้เขาตกราง

2.   ศึกษาว่าแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร

3.   พัฒนาเขาเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

Workshop

1. วิเคราะห์คุณลักษณะของผู้นำที่พึงปรารถนา 5 ประการในการนำองค์กรของสำนักอนามัยพร้อมเหตุผลสนับสนุน (กลุ่ม 1)

         

2. วิเคราะห์บทบาทผู้นำของผู้นำสำนักอนามัยที่สำคัญที่สุด 5 เรื่อง และยกตัวอย่าง Role Modelของกลุ่ม 3 ท่าน พร้อมอธิบายเหตุผล (กลุ่ม 2)

3. ผู้นำในสำนักอนามัยมีกี่ระดับ วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของการพัฒนาผู้นำในระดับต่าง ๆ และเสนอแนะกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาตอบโจทย์ 4.0 และการพัฒนาที่ยั่งยืน (กลุ่ม 3)

 

การนำเสนอ Workshop

1. วิเคราะห์คุณลักษณะของผู้นำที่พึงปรารถนา 5 ประการในการนำองค์กรของสำนักอนามัยพร้อมเหตุผลสนับสนุน (กลุ่ม 1)

          1. การทำงานเป็นทีม เป็นผู้ประสานที่ดี

          2. มีความสามารถในการวางแผน เนื่องจากต้องเชื่อมโยงหลายหน่วยงานทั้งระบบบน ระดับล่าง และหน่วยงานใกล้เคียง

          3. มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ต้องได้ข้อมูลที่พร้อม รวมการติดตามข้อมูล

          4. มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

          5. สร้างโอกาส บุคลากรควรได้รับการผลักดันและสนับสนุนในการสร้างทีมงาน

          ดร.จีระ เสริมว่ากลุ่มนี้มองโลกความจริง ชอบสุดคือข้อสุดท้ายคือผู้นำไม่ควร Blame หรือต่อว่าอย่างเดียวควรคิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ลองคิดว่าโอกาสที่เกิดขึ้นของสำนักอนามัยคืออะไร  เพราะเรื่องผู้สูงอายุนอกจากเรื่องสุขภาพยังมีเรื่องการมีงานทำ สิ่งแวดล้อม สิ่งที่อยากฝากไว้สำหรับสำนักอนามัยคือการเป็นผู้ประกอบการ แต่บางครั้ง กทม.มองว่าเรื่องเศรษฐกิจไม่สำคัญแต่ความจริงถ้าปากท้องดี อนามัยก็จะดีด้วย

         

2. วิเคราะห์บทบาทผู้นำของผู้นำสำนักอนามัยที่สำคัญที่สุด 5 เรื่อง และยกตัวอย่าง Role Modelของกลุ่ม 3 ท่าน พร้อมอธิบายเหตุผล (กลุ่ม 2)

          Role Model ในฝัน

          1. Crisis Management

          2. Teamwork

          3. Rhythm and Speed

          4. Conflict Resolution

          5. Take Responsibility for decision

          Role Model 3 คน

          1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีมากกว่า 5 ประการ

          2. ผู้ว่าราชการ ณรงค์ศักดิ์ มีทุกข้อ

          3. Steve Jobs เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ดี มี Innovation มากมาย ทำให้เปลี่ยนโลกเราไปเลย

          ดร.จีระ เสริมว่า ในการเลือกแต่ละหัวข้อเป็นนักเรียนที่ดีคือนำ Peter Drucker และ ดร.จีระ รวมกัน ของ Peter Drucker เหมือนกัน Basic Leadership เราต้องแน่นเสียก่อน ให้ลองถามว่าอะไรเป็นหัวใจในการทำงาน และมีผลกระทบต่อคนในสำนักงานอนามัย  ทำอะไรก็ตามต้องจัด Priority ให้ได้

 

3. ผู้นำในสำนักอนามัยมีกี่ระดับ วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของการพัฒนาผู้นำในระดับต่าง ๆ และเสนอแนะกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาตอบโจทย์ 4.0 และการพัฒนาที่ยั่งยืน (กลุ่ม 3)

          การทำงานกทม.มี 50 เขต 80 ศูนย์ ก่อนอื่น ต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

มี 3 ส่วนคือ

          1.Action มีเรื่องงาน คน ทรัพยากร และเทคโนโลยี

          2.Operation

          3. Executive

          เริ่มต้นจากการมอง 1. ส่วนพื้นฐานคือ ส่วน Action ปฏิบัติ อาทิ ศูนย์บันดาลสุข คือเข้าถึงประชาชนง่าย ใกล้บ้านใกล้ใจ 2. ศูนย์Operation เป็นส่วนสนับสนุน ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

3. Executive เป็นการออกนโยบายออกมา

          หมายถึงว่า ทุกจุดต้องสอดคล้องกันหมด

          หลักการ 4.0 คือการพัฒนาอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดความยั่งยืน สร้างรายได้ประชาชนมากขึ้น

          การทำงานแต่ละระดับ มีจุดอ่อน จุดแข็ง อย่างไร

          จุดอ่อนคือ หน่วยงานมาก 68  แห่ง คนน้อย งานมาก

          จุดแข็งคือ ทำเครือข่ายทั่วถึงและครอบคลุม

          การพัฒนาแต่ละระดับมี ผอ.ศูนย์เป็น Director ไม่สามารถทำงานคนเดียว ดังนั้น Director ต้อง Motivate ได้ หมายถึงต้องรู้เรื่องงาน และมีความเป็นผู้นำ ทุกอย่างต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำอย่างไรให้ Leader แต่ละระดับแก้ปัญหาเฉพาะจุดเพื่อไม่มาปวดหัวที่ Director

          อย่างกทม. นโยบายต้องแยกตามพื้นที่ที่แท้จริง ต้องรับฟังปัญหาแต่ละส่วนแต่ละระดับต้องพัฒนาคนเนื่องจาก Director ไม่สามารถทำคนเดียวได้ เช่นเดียวกับ ส่วน   Executive ก็ควรใช้แบบเดียวกัน

การพัฒนา

1. Director ต้องมาดู SWOT แล้วมา Accept แก้ไข ให้ทีมเรียนรู้

2. Motivate

3. Director มา Sharing สิ่งดี ๆ

    สรุปคือ ถ้าระบบนี้เป็นในฝันได้ก็จะเกิดความยั่งยืนในที่สุด

 

 

ท่านรองฯ

          ทั้ง 3 กลุ่มพูดตรงจุด ขอเลือกเป็น Transformation Leadership หลักการที่ใช้มาตลอดคือ ได้ใช้หลักที่ในหลวง ร.9 พระราชทานให้ พระองค์ท่านบอกว่าทุกคนมีดีอย่าดูถูกคนอื่น ให้อ่อนน้อมถ่อมตน เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่ละคนเก่งคนละเรื่อง สำนักอนามัยมี Gap อยู่คือผู้บริหารกับหน่วยปฏิบัติ แต่ขอให้เชื่อว่าเราทำบนจุดมุ่งหมายเดียวกัน  เราทำทุกอย่างเพื่อคนของเรา ใครดีเอา ใครไม่ดีไม่เอา การสาธารณสุขต้องทำแบบ Transformation เพราะทำแบบ Routine ยังไงก็มาแล้วมาอีก สิ่งที่ดีต้องทำแล้วขยายผล

 

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          โจทย์ทั้ง 3 กลุ่มต่างกัน สรุปรวมคือ สิ่งที่อยากเสริมคือหลักสูตรภาวะผู้นำแบบ Chira Way คือการสั่งสมประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ทรัพยากรมนุษย์เป็นทุนมนุษย์  กระบวนการเรียนรู้แบบ Chira Way คือการเรียนรู้แบบ Learn-Share-Care

          การปลูก – HR Development

          การเก็บเกี่ยว – HR Management

          การเอาชนะอุปสรรค – การบริหารจัดการเครือข่าย  และการจัดการด้วยตัวเอง อย่างถ้าเครือข่ายที่เป็นผู้นำอยู่แล้วจะทำให้การทำงานง่ายขึ้น

Care

          คือการเลือกประเด็นในการรับฟังคนในกลุ่ม และการCare คนที่เราดูแลโดยเฉพาะคนยากไร้

HRDS

          Happiness- ความสุขร่วมกัน ทำให้งานสำเร็จ

          Respect – การเคารพนับถือซึ่งกันและกัน

          Dignity – การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

          Sustainability – การทำแล้วต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง

ข้อคิดการทำงานเป็นทีม

1. ภาวะผู้นำ

2. การจัดการเป้าหมาย

3. บริหารจัดการทีม

4. การแบ่งหน้าที่

5 ติดตามงาน

6 การนำผลไปใช้ได้จริง

ความสำคัญ

1. การปลูก Learning how to learn

2. 4L’s มี

- Learning  Methodology

- Learning Environment เปิดใจเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง

- Learning Opportunity โอกาสปะทะกันทางปัญญา

- Learning Communication การเรียนรู้เป็นทีม

ผลลัพธ์

นักบริหารเขตเมือง ผู้นำต้องสามารถถ่ายทอด 2 ด้านคือ

1. พันธกิจ – ชุมชนสร้างเสริมสุขภาพ

          นอกจากโอกาสยังมีปัญหา และ Crisis ที่แฝงด้วย มีการสอนเรื่อง Stakeholder ภาครัฐ ชุมชน นักวิชาการ เอกชน (มีงบประมาณ อยากได้หน้า อยากได้สื่อสารองค์กร) และเพิ่มต่างชาติ อาทิ แรงงานต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติ

          Disruptive – การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

          Anticipate Change

          วิสัยทัศน์ร่วมต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง อย่าง 4.0 ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามแนวทิศทางของโลก

          วิสัยทัศน์ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง

          สร้างกิจกรรมที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง

          สังคมกทม.ต้องน่าอยู่ และพึ่งพาตัวเองได้

          การจัดการด้วยจิตอาสา

          ผู้นำมีคุณสมบัติเฉพาะตัวจะเดินไปได้ง่าย มีความสามารถในการรวมพลัง รวมกลุ่ม ทักษะ เป็นคุณสมบัติส่วนตัวที่เสริมได้

          ความสามารถในการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดวัตถุประสงค์ กำหนดเป้าหมาย พันธกิจ เป็น Diversity Skill แล้วสามารถสร้าง Value Diversity

          กระบวนการทำงานเป็นเครือข่าย ทำงานเป็นทีม กระจายอำนาจ สร้างแรงจูงใจ พัฒนาแผนงาน สร้างโอกาสและกระตุ้นผู้คนสู่ความยอดเยี่ยม

          สุดท้ายคือการจัดการวิกฤติ การแก้ปัญหา และการวิจัย

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ

1. ผลงานที่เป็นรูปธรรมตามเป้าหมายกำหนด สามารถถ่ายทอดประสบกาณณ์

2. สร้างเสริมภาวะผู้นำ

3. สร้างทีมเวอร์ก

4. กรณีศึกษาที่พัฒนาแล้วนำไปใช้ได้

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ให้แต่ละท่านคิดว่าเราได้อะไรเพิ่มเติมจากที่เรียนเมื่อเช้า  อยากเห็นสำนักอนามัยเป็นสำนักที่มีบทบาทต่อ กทม.อย่างแท้จริง การมีสุขภาพดีจะนำสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ปัจจุบันอาจมุ่งไปที่การรักษามากกว่าการใส่ใจเรื่องอนามัย

ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาผู้นำ

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          การสร้างเครือข่ายเนื่องจากให้เกิดการยอมรับแล้วต้องสร้างให้เกิด Deepening หมายถึง Connecting อย่างเดียวไม่พอ ต้อง Engaging ด้วย คือผนึกกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ต้องมีคุณธรรมจริยธรรม

          ศาสตร์พระราชานอกจากการบริหารความเสี่ยงยังมีเรื่องภูมิคุ้มกันด้วย ยกตัวอย่าง ดร.จีระ เรื่องความยั่งยืน ต้องเน้นการรักษาสุขภาพที่ดี และไม่หยุดการเรียนรู้

          สิ่งสำคัญคือการนำศาสตร์พระราชามาขับเคลื่อนงานของสำนักอนามัยสู่ความเป็นเลิศ

          1. ความยั่งยืน

          2. ความรู้

          3. คุณธรรม จริยธรรม

          4. ภูมิคุ้มกัน – บริหารความเสี่ยง

          ความต่อเนื่องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างสำนักอนามัยไปดูแลป้องกันเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพราะถ้าสุขภาพไม่ดีจะทำให้คนมี Wealth ได้อย่างไร

          การรักษาอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูเรื่องการป้องกันด้วย จึงอยากให้ร่วมมือกันทำโครงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น

          เป้าหมายแรกคือดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม

          .Purpose ใหญ่ที่สุดคือเรื่อง Health  และ Purpose ที่ตามมาคือเรื่อง Wealth

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          แม้ว่า กฟผ.เป็นองค์กรใหญ่แต่ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน อย่างเขื่อนสิรินธร ยังคงมีปัญหาเรื่อง ม๊อบปากมูล และต้องการสร้างงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนเหนือเขื่อน  แก้ปัญหาด้วยสิรินธรโมเดล และมีวัดสิรินทรวรารามภูพร้าว  มีการทำการท่องเที่ยวโดยใช้แพรับนักท่องเที่ยวในน้ำเหนือเขื่อน

          ดอยตุงโมเดล มีการพัฒนาต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ครบหมดเลย ดอยตุงมีการพัฒนาอย่างมีความสุข มีเสื้อผ้า กาแฟดอยตุง แมคคาเดเมีย  ส่วนปลายน้ำคือขายของได้ เช่นเดียวกับ กทม. ต้องคำนึงถึงประชาชนที่ขายของได้ด้วย

          คำจำกัดความของศาสตร์พระราชาคือการพัฒนา ความรู้ รอบด้าน มองไกล เป็นศาสตร์แห่งชีวิต ยืดหยุ่น ใช้ได้ตามสภาพแวดล้อม บุคคล และสถานการณ์ตลอดเวลา สอดรับกับภูมิสังคม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ครองหัวใจคนไทยและคนทั้งโลก

ตัวอย่างหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน..สะท้อนบทเรียนเรื่อง “ภาวะผู้นำ” อย่างไร?

  • ภูมิสังคม
  • รู้จริง (เป็นระบบ)
  • เริ่มจากจุดเล็ก ๆ
  • เรียบง่าย (ประโยชน์สูงสุด)
  • ไม่ติดตำรา
  • ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
  • อธรรมปราบอธรรม
  • ขาดทุนคือกำไร
  • ปลูกป่าในใจคน
  • ยึดความถูกต้อง
  • ประโยชน์ส่วนใหญ่
  • องค์รวม
  • บริการที่จุดเดียว
  • มีส่วนร่วม
  • รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
  • เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
  • รู้ รัก สามัคคี
  • ระเบิดจากข้างใน
  • พึ่งพาตนเอง
  • ตั้งใจ (ความเพียร)
  • ซี่อสัตย์
  • อ่อนน้อมถ่อมตน
  • พออยู่ พอเพียง (เศรษฐกิจพอเพียง)

                   UN ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปประยุกต์ใช้ เป็น UN Sustainable Development Goals 17 เป้าหมาย

 

ดร.จีระ เสริมว่าเราจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร

1. คุณธรรมจริยธรรม

2. หลักสูตรสอนให้เรียนรู้ Chira Way , 4L’s มีเดินสายกลาง ระบบความคิดมี System Thinking  และมีภูมิคุ้มกัน เช่น ท่านที่เรียนทำเรื่องอนามัยก็เสมือนเป็นภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุด

                   สรุปคือ โครงการที่จะนำศาสตร์พระราชาและความเป็นผู้นำเกี่ยวกับอนามัย เสนออะไรขึ้นมาอย่าขึ้นหิ้ง เราน่าจะทำอะไรร่วมกัน

                   โครงการบางโครงการที่ทำอยู่ มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง ข้าราชการอย่างไรก็ตามต้องเกษียณอายุ การสนใจความรู้คือคุณได้เปรียบ ถ้าเรารวมกันเป็นสังคมการเรียนรู้จริง ๆ เอาสุขภาพอนามัยเป็นหลัก และมีเป้าหมายเพื่อชุมชน ให้ผู้อำนวยการเขตสนใจเรื่องนี้ด้วย

                   เศรษฐกิจรากหญ้าไม่ได้ตัดสินด้วยวัตถุนิยม ตัดสินด้วยวิถีชีวิตของคน ในหลวง ร.9 ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เรามีเงินมาก แต่พระองค์ท่านพูดว่าถ้าพร้อมก็ค่อยขยาย สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอนามัยคือการให้คนรู้จักตัวเอง ดูแลสุขภาพให้ดี เพราะถ้าดูแลไม่ดีคนก็จะเสียชีวิตด้วย

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี  สรุปหลักศาสตร์พระราชา 4 ด้านคือ

1. ต้นทางคือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข

2. วิธีการคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ระเบิดจากภายใน

3. ประยุกต์ใช้

4. ครองแผ่นดินโดยธรรม ผดุงคุณธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และได้ขยายไปถึง UN Sustainable Development Goal แล้ว

 

    ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                   ความจริงคือโลกในสังคมเป็นทุนนิยมสามาลย์มาจากสมองมนุษย์ที่โกงเก่ง และความโลภ ดังนั้นท่านทั้งหลายที่นั่งในห้องให้นำเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชานำไปใช้กับอนามัย เพราะใครก็ตามถ้ามีสุขภาพดี เงินก็ไม่ต้องเสีย ก็จะมีความสุข และชีวิตคนเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สบายทุกอย่างจะล้มเหลวหมด ภายในห้องนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งและมีบทบาทต่อสังคมไทยเพราะถ้ามีเงินแล้วสุขภาพไม่ดี ก็ไม่ยั่งยืน

Workshop 2

  • คำว่า “ศาสตร์พระราชา กับ การพัฒนาภาวะของผู้นำของสำนักอนามัย” ในความคิดเห็นของท่านเป็นอย่างไร? สำคัญอย่างไร? (กลุ่ม 3)
  • วิเคราะห์ช่องว่าง/ปัญหาพัฒนาภาวะของผู้นำของสำนักอนามัยและเสนอแนะการพัฒนาด้วยศาสตร์พระราชา 3 เรื่อง (กลุ่ม 2)

3.  วิเคราะห์และเสนอโครงการที่จะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำจากการเรียนรู้ในวันนี้ โดยใช้ Networking ชองสำนักอนามัย (กลุ่ม 1)

 

การนำเสนอ Workshop

1. คำว่า “ศาสตร์พระราชา กับ การพัฒนาภาวะของผู้นำของสำนักอนามัย” ในความคิดเห็นของท่านเป็นอย่างไร? สำคัญอย่างไร? (กลุ่ม 3)

                   ศาสตร์พระราชาจุดหลักที่เป็นพื้นฐานคือเรื่องความรู้กับจริยธรรม คือความรู้ต้องคู่คุณธรรม ถ้าเราเองไปด้านใดด้านหนึ่งมากเส้นทางจะเอียง ถ้าทำให้มั่นคงและยั่งยืนได้ต้องทำให้สองสิ่งนี้สมดุลคือต้องมีความพอประมาณ ภูมิคุ้มกันที่ดีและมีเหตุผล

    อย่างการใช้งบประมาณที่คุ้มค่า บนพื้นฐานที่ดีคือตรงไปตรงมาไม่เอนเอียงตามสิ่งที่ยั่วยุต่าง ๆ ซึ่งทำให้การดำเนินงานตรง และการมีเหตุผลทำให้จุดมุ่งหมาย ประชาชนในกรุงเทพฯอยู่อย่างมีความสุขและพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างตัวอย่างที่กทม.ทำโปรเจคเรื่องไข้เลือดออกมีโปรเจคอะไรที่จะสร้างความระมัดระวัง การทำงานมีสิ่งยั่วยุอะไรหรือไม่ ต้องหนักแน่นไม่เอนเอียงไปตามสิ่งที่นำมาเสนอ

                   ดร.จีระ เสริมว่า เป็นครั้งแรกที่มองเห็นว่าเป็นการมองศาสตร์พระราชาเป็นองค์รวม ตัวอย่างแบบนี้น่าจะส่งไปที่อธิบดีทุกกรมในเมืองไทยคือถ้าอธิบดีเข้าใจจริยธรรม และความรู้ ความรู้ของในหลวง ร.9 ท่านไม่ได้มองที่ Knowledge แต่มองที่ Learning ประเทศไทยควรมีศูนย์ศาสตร์พระราชาในทุกเขต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในหน่วยงานของท่าน  อยากให้อ่าน HR Architecture ของ ดร.จีระ ดู เพราะมีหลายคนที่คิดไม่เป็นแต่เป็นตามกระแส  ความจริงพระองค์ท่านพูดเรื่องรวยแล้วต้องยั่งยืนด้วย  ขอชมเชยและนำสิ่งนี้ไปตามสำนักทุกสำนักใน กทม. เพราะพูดว่าต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ใฝ่รู้ พอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน และต้องมี System Thinking เป็น Long term Thinking

 

2. วิเคราะห์ช่องว่าง/ปัญหาพัฒนาภาวะของผู้นำของสำนักอนามัยและเสนอแนะการพัฒนาด้วยศาสตร์พระราชา 3 เรื่อง (กลุ่ม 2)

                   1. มีบางส่วนที่ยังขาดความเข้าใจ เข้าถึงในเชิงพื้นที่ งานที่ทำอยู่แล้วมีอะไร อาจมีงานส่วนอื่นเพิ่มขึ้นอีก บางอันยังไม่จบแล้วมีงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ปฏิบัติงานก็จะขาดความไว้ใจผู้นำคือไม่รู้ว่าเป้าหมายที่ทำงานนั้นจริง ๆ ทำไปเพื่ออะไร ส่งผลให้งานบางอย่างไม่มีเชิงนโยบายกลับมาจะขาดความต่อเนื่องยั่งยืน

                   การเสนอแนะการพัฒนาด้วยศาสตร์พระราชา

                   1. เข้าใจเชิงพื้นที่ก่อน ต้องมีการส่งต่อจากพื้นที่มาผู้บริหาร ผู้บริหารต้องเปิดรับข้อมูลจากพื้นที่ก่อน แล้วพิจารณาว่าควรทำมากน้อยขนาดไหน

                   2. มีการส่งต่อข้อมูลให้เชิงพื้นที่ว่าควรทำเพราะอะไร และส่งต่อข้อมูลว่าเกิดผลดีกับผลเสียอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ทำตามคำสั่งอย่างเดียว

                   3. การทำงานด้วยความเข้าใจ และไว้ใจจะส่งผลให้เกิดความยั่งยืน ใช้เหตุผลในการทำอย่างต่อเนื่อง

                   ดร.จีระ เสริมว่า ข้อ 1 นี้ตรงประเด็น ความเข้าใจ เข้าถึงของสำนักอนามัยน่าจะเป็นหัวใจของการปรับปรุงให้ดีขึ้น และเมื่อรู้แล้วควรปรับปรุงให้ดีขึ้น  Network ที่พูดถึงเป็นความสนใจเป็นพิเศษ ข้อนี้เห็นชัดว่าเป็นช่องว่างที่ยิ่งใหญ่มากและเพื่อนเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ ก็พร้อมและอยากร่วมมือช่วยอยู่แล้ว แต่กทม.อย่าปิดตัวเอง ให้เขียนสิ่งที่เป็นประโยชน์ในนามของตัวคุณ ขอให้ทำเรื่องพื้นที่ให้ชัดขึ้น  เพราะถ้าชัดขึ้นเมื่อไหร่ สำนักอนามัยก็จะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้าสิ่งไหนมีจุดอ่อน ก็หาคนข้างนอกที่รักกทม. เชิญเขาเป็นตัวกลางที่ทำประโยชน์ได้

 

3.  วิเคราะห์และเสนอโครงการที่จะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำจากการเรียนรู้ในวันนี้ โดยใช้ Networking ชองสำนักอนามัย (กลุ่ม 1)

                   โครงการผู้สูงอายุที่ทำชุมชนแออัดคือโครงสร้างเสริมสุขภาพป้องการผู้ป่วยสมองเสื่อม … ได้นำทฤษฎี 2 R’s คือ การสำรวจภาวะผู้สูงอายุ ความสามารถในการประกอบชีวิตในประจำวัน การคัดกรองภาวะสมองเสื่อม สมมุติว่ามีอัตราคัดกรองเท่ากับ X %

                    มีการจัดโครงการให้เหมาะสมกับชุมชน อาจเริ่มจากหน่วยเล็กสุดในชุมชนให้เป็นผู้ริเริ่มและมีส่วนร่วมในโครงการ ระเบิดจากภายใน คุยอย่างยั่งยืน ให้เกิดปัญหาว่าจะทำอะไร อาจคัดเลือกอาสาสมัครในชุมชนเข้าร่วมกับชุมชน

กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

                   โครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาจากศูนย์บริการสาธารณสุข มีหมอเป็นผู้นำ มีการฝึกพยาบาลดูแลผู้สูงอายุ ฝึกออกกำลังกายสมอง  มีสำนักอนามัยส่วนดูแลสุขภาพจิต สำนักงานเขต ฝ่ายเขต ฝ่ายสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ฝ่ายพัฒนาสังคม สำนักทะเบียน  และมีการร่วมมือกับสถานพยาบาลของรัฐในพื้นที่ มีเครือข่ายที่ส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ทหาร ตำรวจ การเคหะแห่งชาติ สำนักพัฒนาสังคม และภาคเอกชนในพื้นที่ที่ปัจจุบันทำ CSR จำนวนมาก มีการบริจาคอุปกรณ์ผู้สูงอายุ และหน่วยงานการศึกษา สถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยดูแผ่นพับ สื่อออนไลน์ให้เป็นคู่มือที่ใช้ต่อเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โรงเรียนมีการนำเด็กมาร่วมกิจกรรมกับผู้สูงอายุ

กิจกรรมพัฒนาสาธารณสุข ผู้นำชุมชน สอนการออกกำลังกายสมองเป็น โดยนัดมาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำให้มีเพื่อนเพิ่ม ป้องกันสมองเสื่อม และเมื่อผ่านไป ครึ่งถึง 1 ปีมาดูผลว่าความจำผู้สูงอายุดีขึ้นหรือไม่ มีภาวะสมองเสื่อมน้อยลงหรือไม่ มีภาวะความแข็งแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่

                   ดร.จีระ เสริมว่า ทุกกลุ่มได้มีการปะทะกันทางปัญญาสูงมาก ดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มสุดท้ายจะนำไปคิดต่อ Networking ในชุมชนอย่าให้เขามีความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ให้เขารู้สึกว่าเสมอภาคกัน การเชิญ Network มาเราต้องมี Trust ศรัทธาซึ่งกันและกัน มีศักดิ์ศรีเท่ากัน แล้วประเทศไทยจะรอด อย่างที่สำนักอนามัยต้องเข้าใจว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ถ้าทำโครงการนี้ตัวละครที่เสนอเข้ามาครบมาก

                   อาจารย์พิชญ์ภูรี เสริมว่า ทั้ง 3 กลุ่มพูดกันคนละเรื่องแต่ทุกกลุ่มเชื่อมโยงกัน กลุ่มที่ 3 เรื่องทะเบียนราษฎร์ มีการทำวิจัยว่าจะเก็บข้อมูลนี้อย่างไร สิ่งที่นำเสนอของทุกกลุ่มมาจากธรรมชาติ ไม่ได้เป็นที่ปั้นแต่ง แต่เป็นสิ่งที่มาจากข้างใน ทฤษฎีจะทำให้จับประเด็นได้ และนำไปใช้ได้

 

การบ้านโดย ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

    1. ถ้าองค์กรมี Purpose จะต่างกับ Vision , Mission , Strategy อย่างไร

    2. ถ้าองค์กรมี Purpose แล้วจะนำไปสู่ Performance อย่างไร

หลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมืองรุ่นที่ 1

หัวข้อ การพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน ( Sustainable Urbanization Development)

โดย รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา

วันที่ 17 ตุลาคม 2561

(บันทึกสรุปการเรียนรู้ทีมงานวิชาการ Chira Academy โดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล)

เมืองที่มีความยั่งยืน

          เมืองที่เราเห็นเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่เมืองทั้งนั้น เมืองคือปลายสุดของการพัฒนาทั้งหมด ยกตัวอย่าง การทำบ้านหลังหนึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากแบบบ้านเป็นอย่างไร แต่เริ่มจากการบอกสภาพทางสังคมก่อนว่าเป็นอย่างไร มีคนอยู่กี่คน มีเงินอยู่เท่าไหร่ มีอาชีพอะไร มีเงินหรือไม่

สรุปคือ สังคมและเศรษฐกิจเป็นอย่างไรจึงออกแบบเมือง

ความยั่งยืน

1.       ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบแต่อยู่ที่การทำให้เศรษฐกิจและสังคมยั่งยืนต่างหาก

2. ประเด็นคือการทำความยั่งยืนจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

- ยกตัวอย่างกลุ่ม Green บอกว่าที่ประเทศเยอรมันจะไม่มีพลังงานนิวเคลียร์แล้วจะปิดทั้งหมด  ผลจากการรู้ข่าวคือ เยอรมันซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จากที่อื่นแล้ว เช่น ฝรั่งเศส เชคโกสโลวาเกีย จึงประกาศว่าประเทศเยอรมันไม่มีพลังงานนิวเคลียร์

- เมืองทั้งหมดมีพื้นที่ 100 ต้องมี 1 ใน 3 ที่ออกแบบเป็นถนนแล้วทำให้รถไม่ติดตามมาตรฐาน กทม.มีถนน 3.67 % รวมทางด่วนเป็น 8% ถามว่ารถจะติดหรือไม่  หมายถึงใช้เทคโนโลยีก็ไม่สามารถแก้ได้

- ปัญหาของเมืองเช่นเดียวกันคือ ไม่มีใครยอมเจ็บ ไม่มีการแก้ปัญหาโดยไม่เจ็บตัว

- โลกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนได้กี่เมกะวัตต์ต้องสร้างพลังงานไฟฟ้าฐานเสมอ หมายถึงไฟฟ้าฐานต้องเพียงพอ แต่ประเทศอื่นที่มีพลังงานไฟฟ้าทดแทนมากเนื่องจากมีพลังงานไฟฟ้าฐานเพียงพอแล้ว  ยกตัวอย่าง ไฟฟ้าสวีเดนมีพลังงานไฟฟ้าขยะ ต้องนำเข้าขยะปีละ 800,000 ตัน เนื่องจากไปพึ่งพลังงานขยะมากเกินไป

การทำโครงสร้างพื้นฐานเมือง ประชากร 10 ล้านคนมี 1 ล้านหลังใช้พลังงานไฟฟ้าขยะ  กลุ่ม NGOs ไทยชื่นชม แต่สวีเดนมีปัญหาหลักคือไม่มีขยะเข้าประเทศ แล้วเป็นขยะไม่มีมูลค่า

ชุมชนเมืองคืออะไร

          ประชากรเมืองเพิ่มที่ไหนบ้าง เพิ่มที่กลางเมืองไม่ได้ชั้นในเมือง ถ้ามองในภาพรวมของโลกมีประชากร 6,000 – 7,000 คน ทุก 1 สัปดาห์ประชากรเพิ่มอย่างไร

เมืองเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. มนุษย์เปลี่ยนจากการเร่ร่อนมาลงหลักปักฐานอย่างถาวรเพราะอะไร

          มนุษย์ต่างจากสัตว์ประเภทอื่นอย่างไร มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลก ที่ค่ากันได้ด้วยความเชื่อ ต่างกับสัตว์ที่ฆ่าด้วยการสืบพันธุ์และหาอาหาร มนุษย์หนีตายด้วยการลงหลักปักฐาน วิ่งตามน้ำไปเรื่อย ๆ สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือ ปักหลักปักฐาน

          การที่มนุษย์เร่ร่อนและลงหลักปักฐาน สิ่งที่มนุษย์ทำคือการควบคุมทรัพยากรน้ำ ควบคุมสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เพื่อให้มีชีวิตยั่งยืน การปักหลักปักฐานทำให้มนุษย์มีความมั่นคงใช้ชีวิตตัวเอง ทำให้ควบคุมทรัพยากรน้ำได้ ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี  อย่างไรก็ตามการควบคุมทรัพยากรน้ำการเบี่ยงน้ำมาใช้ในพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทำไม่ได้ ต้องมาจากหลายบ้านที่แตกต่างกัน คิดต่างกัน ตกลงกันไม่ได้ จึงต้องมีกฎระเบียบกลาง การรวมตัวกันแล้วเข้ามาร่วมกลุ่มกันแล้วเกิดอะไรขึ้น  สมัยยังไม่มีวิทยาศาสตร์ใช้คนแก่ เพราะ Cycle สภาพแวดล้อมไม่ได้เกิดทุกปี ต้องอาศัยคนที่มีอายุมาก ประสบการณ์ เงื่อนไขสังคมมนุษย์คือคนที่มีประสบการณ์มาก จึงเป็นผู้นำเนื่องจากเห็นโลกมากกว่า มีประสบการณ์ที่ไม่มีใครเคยเห็นเนื่องจากมนุษย์ยังผูกพันกับสภาพแวดล้อม

          ปัญหาสังคมเปลี่ยนไปในปัจจุบันเนื่องจากมีการย้ายเข้ามาสู่เมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่เป็นชนบท ลูกเป็นคนเมือง  ทำให้พ่อแม่ที่เป็นเกษตรกรสอนลูกแบบเกษตรกรไม่ได้อีกแล้ว ทำให้เกิดช่องว่างเกิดขึ้น มีการใช้ความเชื่อเป็นตัวบอก

          เนื่องจากไม่มีวิทยาศาสตร์ ต้องอาศัยพระเจ้าเป็นคนบอก ดังนั้น การควบคุมเมืองสมัยก่อนคือการติดต่อกับพระเจ้าได้มากน้อยแค่ไหน ต้องอาศัยประสบการณ์ของคนแก่ มีคณะกรรมการเมือง  ช่างฝีมือแต่ละท่านมารวมตัวเมือง มีการคุยกันแต่ละอาชีพต้องการกฎระเบียบอะไรบ้าง

          ประเทศไทยเป็นวัฒนธรรมข้าว เยอรมันเป็นวัฒนธรรมเบียร์ สะท้อนวิถีมนุษย์ อย่างคนเยอรมันกินเบียร์เพราะไม่มีน้ำสะอาดกิน การผลิตเบียร์เยอรมันแท้จะแอลกอฮอล์ต่ำ ใครทำเบียร์เยอรมันอร่อย คำตอบคือ พระ เพราะอาชีพพระเป็นอาชีพเดียวที่แลกเปลี่ยนความรู้ที่ต่าง ๆ แล้วเอา Knowhow มาผลิตของตัวเอง เมืองของเยอรมันสะท้อนวิถีวัฒนธรรมเบียร์ทั้งหมด มาตรฐานบ้านในเมืองของเยอรมันต้องมีอย่างน้อยรถเข็นเบียร์ 2 คันสวนกันได้

          วัฒนธรรมไทยมีแก่บ้านกับแก่วัด วัดจึงเป็นที่ทั้งรักษาพยาบาล การศึกษา ที่รวมพล การปกครอง ด้วยแบบนั้น อย่างคนไทยทักว่าไปไหนมา  แต่คนต่างชาติจะทักว่าสบายดีไหม

          คนไทยที่ทักว่าไปไหนมา เนื่องจาก แต่ก่อนมีพื้นที่ดิน 20 ไร่ ไม่ค่อยมีวันเจอเพื่อนบ้าน ถ้าเพื่อนบ้านมาให้เห็นเมื่อไหร่ แสดงว่าเป็นเรื่องแปลกที่เขาต้องไปธุระที่ไหนมา ใครจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต้องเป็นคนลักษณะแบบไหน คือการเอาทรัพยากรของตัวเองมาให้เราฟรี จึงสะท้อนมาเป็นตำนานของเลือกผู้แทน เลือกส.ส.เป็นการเอาของคนอื่นมาให้เขาฟรี ๆ ก็มีตำนานแบบนี้นี่เอง

สังคมเร่ร่อนของมนุษย์

          การเป็นมนุษย์เมืองเปลี่ยนวิถีชีวิต  การเคลื่อนที่ของมนุษย์ทำให้เรามีความยั่งยืนของตัวเอง

ภูมิศาสตร์กับวิถีชีวิตมนุษย์

          อาชีพมนุษย์ผูกพันกับทรัพยากร สภาพแวดล้อมในพื้นที่ ปัญหาของมนุษย์คือการลุกล้ำเข้าพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้นไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทรัพยากรและวิถีชีวิต ทำให้ไม่ยั่งยืน

หลักการรวมเป็นชุมชนเมือง

1. การมีโครงสร้างพื้นฐาน

    - มนุษย์ไม่สามารถอยู่ตามธรรมชาติได้ จำต้องมีโครงสร้างพื้นฐานแบบเมืองเป็นอันดับแรก มีสาธารณูปโภค ไม่สามารถขับถ่ายและย่อยสลายสู่ตัวเองก่อน

    - ผังเมืองไทยครั้งแรก ร.7 ตั้งคณะกรรมการ ครึ่งหนึ่งคือหมอ ปัญหาคือเรื่องสาธารณสุขและอนามัย ได้พูดถึงสำเพ็ง 3 ครั้งคือสมัยนั้นเป็นชุมชนแออัด  วางหลักการเรื่องสุขภาพวะ

2. สนับสนุนการแบ่งงานกันทำ

    - มนุษย์เมืองแบ่งงานกันทำ  ส่วนมนุษย์ในชนบทเป็นทุกอย่าง

    - ผลิตภาพและประสิทธิภาพของเมืองจึงดีกว่าชนบทเป็นอย่างมาก การแบ่งงานกันทำทำให้เมืองรุ่งเรืองขึ้นเนื่องจากผลิตภาพดีขึ้น

3. มีกฎระเบียบร่วมกัน

ความยั่งยืนแบบเมือง

เมืองในยุคกรีก

          กรีกบอกว่าองค์ประกอบของเมืองมี 8 ประเภท ใช้ทรัพยากรร่วมกันเป็นศูนย์กลาง รวมตัวกันเพราะเทพเจ้า มีเกษตรกร คนเมืองและทหาร วิถีชีวิตเปลี่ยนจากการใช้ยูนิตบ้านเล็กสุด ตลาด 4 เท่า ศาสนสถานกี่เท่า ก็ให้สอดคล้องกับจำนวนคน ดังนั้นสิ่งที่ต้องการคือ Absolute Number ของเมือง ถ้าเราไม่รู้จะจบในการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน

          ปัญหาของกรุงเทพฯคือทะเบียนราษฎร์ กับคนที่อาศัยอยู่จริงไม่สอดคล้องกัน อาศัยอยู่จริงมากกว่าทะเบียนราษฎร์

          แนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศ ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นปัญหาแล้วไม่ยอมแก้ไขจะไปถามอะไรอีก

เมืองในยุคโรมัน

          เกิดจากการขยายอาณาจักร มีเทคโนโลยี 2 อย่างคือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในการดึงน้ำจากข้างนอกมาใช้ในเมืองได้ มีน้ำสะอาดใช้ ที่เมืองบาส  มีวิถีชีวิตแบบโรมันแล้วไม่ตาย คือเป็นเมืองน้ำอย่างนี้ สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือโลจิสติกส์ การส่งกำลังทางทหาร หลักการคือถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม มีที่พักม้า กินน้ำ กินข้าว ที่ขยับได้ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นอันดับแรกที่มี วิถีของโรมันคือมีเป้าหมายว่าทำอย่างไรถึงไม่ตาย

          ปัญหาของไทยที่มีอยู่เกิดจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน

          กรุงศรีอยุธยา สร้างคลองเป็นรูปดวงอาทิตย์ ไม่เคยปล่อยให้น้ำท่วมเมือง น้ำออกนอกเมืองทั้งหมดและเมื่อ 5 เดือนที่แล้วมีการขุดพบประตูน้ำที่น้ำเหนือ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมเพราะทุ่งกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมหมดแล้ว

          เจ้าพระยา มีการขุดคลองหลอด ขยายเมืองได้ น้ำไม่ท่วม  มีน้ำเหนือเป็น 2-4 ช่องที่คลองผดุงกรุงเกษม เมืองไทยไม่ปล่อยให้น้ำท่วม

          ไทยยกไปพม่า  ไทยชนะพม่าหรือพม่าชนะไทยได้ ต้องชนะเชียงใหม่ ล้านนา พิษณุโลก สองแคว เพื่อให้เป็นเมืองที่ส่งกำลังให้  

          สรุปวิถีชีวิตของเมืองต้องมีโครงสร้างพื้นฐานก่อน ต้องแยกว่าสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ         เช่นสาธารณูปโภค เป็นระบบที่วิ่งมาหาเรา เช่น ไฟฟ้า ประปา ส่วนระบบสาธารณูปการ เป็นระบบที่ไม่ใช้ทุกวัน เป็นระบบที่อยู่กับที่ แล้วคนวิ่งไป เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล  อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ  น้ำประปาสมัยก่อนเป็นสาธารณูปการ แต่ปรับมาเป็นสาธารณูปโภค

          เยอรมันมีความยั่งยืนของตัวเอง อย่างกรุงเทพฯ เป็นเกิดจากแต่ละอาชีพมีเชื้อสายสืบต่อในตัวมันเอง แต่ละคนมีวิถีชีวิตแตกต่างกันมาตกลงร่วมกัน ผ่านโรคต่าง ๆ มากมาย ทำให้มีความสะดวกสบายดีขึ้น

เมืองในยุคเรเนซองส์

          ปารีส Von Housemann ให้โจทย์ในการออกแบบเมืองเป็นซอกซอยมาก ๆ คือเพื่อป้องกันการอาชญากรรม และป้องกันการรวมตัวก่อการปฏิวัติได้ สังเกตได้ว่าตัดเป็นเส้นตรงหมดเลย ทำให้เมืองมีความงามมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนมนุษย์ไม่สนเรื่องความงาม ศิลปะเลย จนกระทั่ง อะนู เป็นครั้งแรกที่นำศิลปะมาเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตมนุษย์ จนเกิดเป็น Made to order   รูปเด็กสมัยก่อนแต่งตัวเหมือนผู้ใหญ่ การใช้ชีวิตไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ทุกอย่างเป็น Standardize ทั้งหมด แต่คนยุคนี้ คนต้องยอมรับในความแตกต่างนั้น ทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด  การเป็น Standardization ถูกเปลี่ยน

เมืองยุคโมเดิร์น

          โมเดิร์นคือการด้วยโครงสร้างเล็ก และลิฟต์ทำให้ห้องขยายขึ้นเรื่อย ๆ ทำสูงได้ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนอยู่ในพื้นที่ประหยัดมากขึ้น

ความหนาแน่นสูง กับความแออัดไม่เหมือนกัน

          กรุงเทพฯ ไม่ได้มีความหนาแน่นสูง แต่แออัดสูง เพราะวางผังเมืองไม่ดี

ปัญหาเรื่องการเวนคืน คนไม่ยอมให้เวนคืน การตั้งราคาตามสัญญาซื้อขายที่ไปแจ้งไว้ที่ที่ดิน เนื่องจาก ราคาขายจริงกับที่ลงไว้ในที่ดินไม่ตรงกัน

          กรุงเทพฯ มีบ้านเดี่ยวเยอะที่สุดในโลก และนำสวนไว้ในบ้านของตัวเองหมดแล้ว มหานครปารีสมีการวางแผนให้ตัวอาคารสูง 4-5 ชั้น จึงเอาพื้นที่สีเขียวไปไว้

          กรุงเทพฯ มีความหนาแน่นน้อยมาก แต่บริหารจัดการไม่ดี ไม่มีใครทำตาม

หลักการทางผังเมือง

          มีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะละเมิดไม่ได้  ประเทศไทยก็มีเขียน แต่มีการยกเว้นไว้เสมอ เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์ ความปลอดภัยสวัสดิภาพประชาชน ไม่ให้ทำร้ายฉ้อโกงได้

          ทำไมผังเมืองถึงมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพ  ผังเมืองรวม สามารถละเมิดสิทธิ์ โดยไม่จ่ายคืน ห้ามสร้างติดกันเกิน 1 ตารางเมตร สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ Public Safety , Public Welfare , Public Health  มีระยะห่างที่ถูกกำหนด

          ปอดกรุงเทพฯ อยู่ที่บางกระเจ้า ให้มีการจัดสรรที่ดินเกิน 100 ตารางวาได้ ก็มีการประท้วงว่าปอดกรุงเทพฯ จะหายไปหรือไม่

ปัญหาคือ

          ทุกคนอยากได้เมืองยั่งยืน เมืองที่ดีที่สุดในโลก แต่คนไม่ยอมรับเรื่องการจัดผังเมือง 

การสร้างเมืองยั่งยืนต้องประกอบด้วย

1. เกณฑ์มาตรฐานต้องไม่หลุด

          เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงทะเลาะกันเพราะว่าไม่เคยมีคนจนและคนรวยเจอกันในฐานะปกติ ไม่มีพื้นที่ที่ทำความเข้าใจและอยู่ร่วมกันกับความแตกต่างได้อย่างไร สังคมไทยจึงเปราะบางในการมี Classification สูงในการ Provide Space ที่เหมาะสมสำหรับ 2 กลุ่ม

Sustainable Development Goals ของ UN

          สิ่งที่ต้องระวังคือหน่วยงานรัฐไทยมักคิดว่า For all หมายถึง คนแก่ คนสูงอายุ คนพิการที่ต้องการ Service แต่คำว่า For All หมายถึง ทุกคนต้องเดินทางทุกคน อย่างตอนกลางคืน ฝนตก แดดร้อน สถานที่ที่เปลี่ยน ที่ก่อสร้าง ก็มีปัญหาในการเดินทางทั้งนั้น ดังนั้นหลักการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนคือทุกคนต้องสามารถใช้ได้

ความยากของการบริหารจัดการเมือง

          ช่วงเวลาเดินทางในหนึ่งวัน โครงสร้างพื้นฐานของเมืองเป็นแบบนี้ทุกประเภท แต่การใช้เวลาไฟฟ้าอย่างใช้มากตอนกลางวัน ใช้น้อยตอนดึก ความยากคือเราจะ Provide Demand ตรงไหน เช่นการคิดเรื่องระบบขนส่งมวลชน  ส่วนที่เป็นปัญหาคือ มีส่วนที่ Peak และ Off Peak ปัญหาคือโครงสร้างพื้นฐานไม่พอในบางเวลา และบางพื้นที่ ความยากการบริหารจัดการเมืองอยู่ตรงนี้ทำอย่างไรให้มีการบริหารเพียงพอ และอยู่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

          ยกตัวอย่างช่างซ่อมท่อส้วมตันของอเมริกา มีวันเดียวใน 1 ปี  เป็นวันเฉพาะของอเมริกาคือวันที่มีซุปเปอร์โบว์ คือ มีการจัดงานปาร์ตี้ และพักครึ่งทุกคนชักโครกหมดทั้งประเทศ  ช่างต้องเตรียมตัวทั้งหมด เช่นเดียวกัน Earth Day ตอนเปิดมีปัญหาในการกระชาก Generator ดังนั้นทำอย่างไรให้ Stable

หลักการสร้างเมืองยั่งยืน

1. ต้องคิดถึงทุกคน คิดถึงคนแก่ คนพิการไม่ได้ เพราะทุกคนต้องการความยั่งยืนเสมอในเงื่อนไข เวลาต่างกัน

2. ทำอย่างไรให้ Demand นิ่งที่สุด

          - ทำตามกฎหมายดีหรือไม่ เพราะกฎหมายหมายถึง สิ่งที่แย่ที่สุดที่มีอยู่ได้  เพราะความจริง เราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากำลังทรัพย์ของตนนั้น ทำแค่กฎหมายไม่ได้ แต่ต้องทำดีกว่ากฎหมาย แต่ดีกว่าแค่ไหน ทำอย่างไรที่จะตบ Peak ลง และ ยก Off Peak ขึ้น เพื่อให้การใช้สาธารณประโยชน์ดีขึ้น สิ่งที่ทำได้คือมาตรการทางการเงิน เช่น ตั๋วหนังราคาถูกในวันพุธ หรือการไฟฟ้าบอกว่าถ้าสมัครใช้แผนว่าใช้ไฟเวลานี้จะทำให้ค่าไฟถูกลง

          - อยากให้คนไป Register ต้องรู้ Absolute Number เราไม่สามารถ Provide Supply ตรง Peak ได้ แต่เราต้องให้ทุกคนเข้าถึงโครงการสาธารณกุศล  คำว่าจำเป็นแตกต่างตามสถานที่ บริการ สถานการณ์ แต่โครงสร้างพื้นฐานไมว่ายากดี มีจน ต้องจ่ายหมด

          ยกตัวอย่าง BTS เป็นโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นหรือไม่ ให้ลองนึกว่าคนจนจ่ายได้หรือไม่  ยังพบว่าในเส้นทางรถไฟฟ้าคนยังขึ้นรถเมล์อยู่ไม่สามารถเอารถเมล์ออกได้ เนื่องจากคนจนไม่มีเงินจ่ายค่า BTS แต่จ่ายค่ารถเมล์ได้

          เราต้องทำความเข้าใจว่าผู้สูงอายุ คนพิการต่างกัน การออกเมืองสำหรับทุกคน ให้คิดถึงรถเข็นเด็กว่าต้องไปได้ทุกที่ ทางเท้าทั้งหมด ถ้ารถเข็นเด็กสามารถไปได้ด้วยล้อเล็ก หมายถึงรถเข็นใหญ่ไปได้หมด หมายถึงพื้นผิวต้องเรียบ สิ่งที่ต้องคิดตามมาคือ ความยั่งยืนทั้งหลาย ปัญหาของมนุษย์เมืองคือเป็นโรคอ้วน

          มนุษย์เมืองมีความพิเศษอย่างหนึ่ง  เช่นการเกิดโรคอ้วน  

ทำไมประเทศไทยมีอุบัติเหตุและโรคติดต่อมากกว่าเกณฑ์ประชากรเมืองในมุมมองของโลก

          - การพัฒนาย่านชานเมืองถึงจุดสูงสุด จะเห็นการสร้าง ล้ง 1919 The Asiatique การปรับปรุงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ปัญหาเกิดจาก ตึกแถวนั้นร้างหมดแล้ว ตัวกันสาดที่อยู่บนห้อง พัง เสื่อมโซม  มีอาคารร้างในกรุงเทพฯ เยอะมาก  ปัญหาคือ เราจะปล่อยให้เมืองที่มีความหนาแน่นสูงมีพื้นที่ทิ้งร้างไม่ได้  คนที่อยู่อาศัยกลางเมืองย้ายไปสู่ชานเมืองหมดแล้ว  ทิ้งพื้นที่ตรงกลางเป็นร้านค้าอยู่ คนอาศัยเป็นแรงงานต่างชาติ และโรงงานสินค้า ทำให้การดูแลรักษาไม่ดี  ปัญหาคือเราจะกำจัดพื้นที่เสียเหล่านี้อย่างไร

          - เมืองมีปัญหาต้องเฉือนเนื้อเท่านั้นถึงอยู่ได้ แต่คนไม่อยากเฉือนเนื้อตัวเอง การ Put Effort ดีกับตัวเองนิดเดียว แต่ดีกับส่วนรวมมาก แต่ผลที่ได้รับกับตัวเราน้อยมาก แล้วใครจะกล้าลงทุน

          - มีงานวิจัยว่า คนซื้อคอนโดฯ ตามแนว BTS หลังปี 2542 จะเดินทางด้วย BTS มากน้อยแค่ไหน คำตอบคือ น้อยมาก เพราะราคาที่ดิน แพงกว่าที่พนักงานระดับล่างจะซื้อได้ เวลาในการทำงานเขาไม่ใช้ BTS แต่ใช้เพื่อเดินทางไปช้อปปิ้ง

          การพัฒนาเมืองพูดถึง Compact City เพื่อทำให้การบริการโครงสร้างพื้นฐานให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          - Smart City คนยุโรปคิดระบบเพื่อทำให้คนมีเวลาทำงานน้อยลงเพื่อให้มีเวลามากขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่คนเอเชียนำเทคโนโลยีเพื่อมาให้ทำงานมากขึ้นแทนที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          - องค์ประกอบโครงสร้างพื้นฐาน Movement มีมากขึ้น ไปสู่สิ่งที่คนต้องใช้มากขึ้น ตามมาตรฐานเด็กเล็ก จะมีชื่ออยู่ในโรงเรียนมาตั้งแต่เกิด เด็กสามารถเดินไปเรียนได้ในลักษณะ Walking Distance  แต่สังคมเมืองประเทศไทยทำลายสุขภาพจิตทั้งหมด ชุมชนเราไม่มีเลย วิถีของคนไทยเลิกงานแล้วไปศูนย์การค้า เพราะแหล่งงานและวิถีชีวิตไกลกว่า

          - งานวิจัยสืบเรื่องความยั่งยืนในการใช้ชีวิต เพราะกลุ่มเพื่อนของเขาไม่เหมือนในสังคมไทย กลุ่มเพื่อนของเขาคือคนในชุมชน เป็นการ Hang Out กับเพื่อนที่บ้าน ในแต่ละหมู่บ้านอาจมีชมรมมากกว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านก็ได้  ระบบนี้เป็นระบบที่แต่ละคนมีความแตกต่างกันแต่สนใจในสิ่งเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

          - วิถีการสาธารณสุขปี 54 คนช่วยมากสุดคือ อสม. เพราะรู้ว่าคนติดเตียงและน้ำท่วมมากสุดอยู่ที่ไหน แต่มีปัญหาคือรถตกถนน ต้องให้คนอสม.เดินนำ ดังนั้น เราต้องพลิกวิธีคิด ให้คนกลับไปใช้ตามวิถีชุมชน แต่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  เพราะไม่สามารถเข้าใจความแตกต่างหรือเข้าใจคนอื่นได้

          - สังเกตได้ว่าทุกอย่างถูก Made to order ตามชุมชนนั้น สิ่งที่ต้องพลิกวิธีคิดคือ หลักการศึกษาภาคบังคับคือ คิดเลขได้ อยู่กับตนเอง และคนอื่นได้ ใช้ชีวิตได้ เลี้ยงตัวเองได้  แล้วจำเป็นต้องรู้ฟิสิกส์ เคมี ชีวะหรือไม่

          - วอเรน บัฟเฟต บอกว่าทำอะไรกับ 3 กลุ่มนี้จะไม่มีวันจนคือ คนโสด คนแก่ คนดูแลสุขภาพ เช่น คนโสด คนแก่ รักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก คนจบสัตวแพทย์รวยมาก

ในอนาคตที่จะสร้างเมืองอย่างยั่งยืนได้

1. Every Counts  อย่างการหยุดพฤติกรรมทำลายสุขภาพ ให้เอาเงินคนที่ทำลายสุขภาพมาช่วยคนดูแลสุขภาพ

2. ค่าส่วนกลาง –

          ประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มที่เมืองใหญ่ เพราะโอกาสทางเศรษฐกิจมีมากกว่า กลุ่มผู้ประกอบการบนศูนย์การค้า  พบว่าศูนย์การค้าปัจจุบันไม่ได้เพื่อขายสินค้าอย่างเดียวแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นพื้นที่ จัด Event  จัดแสดงสินค้า เพราะคนส่วนใหญ่ไปซื้อ Online แทน

          รถ ซื้อมาจอดไม่ได้ซื้อรถมาขับ ต่อไปต้องทำ Car Caring ใช้รถอย่างคุ้มค่า เน้นการมีส่วนตัวเล็กลง พื้นที่สาธารณเพิ่มขึ้น

          พื้นที่สวนในกรุงเทพฯ ต้องมีมากขึ้น ยานยนต์ไร้คนขับ กับรถไฟฟ้า ทุกคนสามารถครอบครองรถยนต์ได้ ค่าซ่อมบำรุงถูกลง คนเข้าถึงรถได้มากขึ้น และต่อไปคนจะไปถือครองรถยนต์เลย กดแล้วจะมารับคนได้เลย

เราจะยั่งยืนได้ด้วยอะไร

แนวทางที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

          ทุกคน เวลา สถานการณ์ที่ต่างกัน ต้อง Everyone Counts การใช้จ่ายภาครัฐอย่างโปร่งใส จะทำให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนได้  Cycle ของคนเมือง ของคนสูงอายุย้อนกลับอีกครั้ง  สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

          ยกตัวอย่างสถานีดับเพลิงต้องอยู่ในถนนสายหลัก

          สรุปเมืองของเราต้องอยู่และไม่ตาย ต้องทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และอยู่ร่วมกันได้ แล้วคำนึงถึงเศรษฐกิจ 

          ที่ดินของรัฐ มีมากมายในการให้พื้นที่สร้างเวนคืน และพื้นที่สีเขียว แต่ไม่เคยให้ หลักการของรัฐต้องเป็นตัวอย่างที่ดีกับประชาชน  แต่รัฐไม่ได้ทำ ทำแก้กฎหมายไม่ได้ ต้องทำดีกว่ากฎหมาย และรัฐอย่างผิดกฎหมายสักเอง

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. ในโครงสร้างพื้นฐานของกทม. ธรรมชาติของมนุษย์มีแนวทางอะไรบางอย่างที่ทำให้ตอบโจทย์ได้ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีผู้พิการ ที่เอื้อต่อเป้าหมาย อย่างการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการเลือกบางจุดได้หรือไม่ ทำบางที่ได้หรือไม่ ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นกทม. จะมีเครื่องมืออะไรช่วยได้หรือไม่

          ตอบ การวางผังเมือง สิ่งที่เห็นในผังเมือง แต่ละสีดูถึงความหนาแน่นของประชากรก่อน แล้วใช้เป็นอะไร มีโครงสร้างพื้นฐานก่อน รองรับคนกี่คน มีเรื่องความหนาแน่น กับประเภท หลักของการพัฒนาเมือง ไม่สนใจเจ้าของที่ดิน เป็นรัฐ เอกชน ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานตามนั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินหลักสีเหลืองเป็นหนาแน่นน้อย แต่ใช้ไฟ ใช้โครงสร้างพื้นฐานอยู่ สิ่งที่พัฒนาเมืองไม่สนใจว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สีแดง  เราต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานที่มี  เพราะเราจ่ายภาษีลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไป แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่าจะเป็นปัญหา

          โครงสร้างพื้นฐานของรัฐต้อง Heavy Duty รถเมล์หลายเส้นทางไม่ผ่านคอสะพาน จะสามารถทำให้ผ่านคอสะพานได้หรือไม่ ตัดผ่านหน้าบ้านใครจะยอมหรือไม่

          สุดท้ายสังคมยั่งยืนคือความโปร่งใสทางการเงิน  อรรถประโยชน์จะเกิดขึ้นหรือไม่  ในอนาคตคนที่สำคัญและต้องเก่งที่สุดคือ 1.นายกรัฐมนตรีเหมือน CEO  2.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนที่เก่งมาก  และ 3. คนสุดท้ายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เพราะต้องดูว่าการบริหารเงินคุ้มหรือไม่

2. ในประเทศไทย ผังสีแดง สีเหลือง มีข้อยกเว้นหรือไม่ และค่าใช้จ่ายที่จัดเก็บและรัฐต้องให้เช่นค่าขยะถูกกำหนดโดยกทม. ปัจจุบันเก็บอยู่ 20 บาทต่อเดือน ถ้าไม่ต่ำกว่า 800 กว่าบาท คนที่มาตรวจสอบจะช่วยตรวจสอบ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความโปร่งใสทางการเงิน เรามีสิทธิที่จะทำเทคโนโลยีไปกำกับหรือไม เช่น 5 G

          ตอบ มีคนบอกว่าสังคมไทยจะดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี ดีขึ้น เพราะกล้องที่ติดมือถือช่วยถ่ายผู้กระทำผิด  เรื่อง 5G พร้อมสำหรับ 5 G แต่ไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากรัฐตั้งราคา 4 G แพงไป จนทำให้เอกชนยังไม่คุ้มทุน เกณฑ์ตั้งราคาของ กสทช. มี KPI ว่าต้องคุ้มที่สุด แต่ผู้ลงทุนยังไม่มีเงินจ่ายครบ 4 G เลย

3. เราน่าจะมี Space ให้คนรวยกับคนจนมารวมกัน ถ้าทำให้เกิดขึ้นจริง น่าตาจะเป็นอย่างไร

          ตอบ มันไม่ใช่แค่ส่วนสาธารณะ แต่หมายถึง จะรวยจะจน จะเล็กใหญ่ ก็อยู่ในกรอบของคุณ พื้นที่สาธารณะจะใช้ร่วมกันทั้งหมด ไม่มีการสร้างชุมชนล้อมรั้ว ถ้าเปลี่ยนตรงนี้ไม่ได้ก็จะเป็นสังคมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

Networking เด็กรุ่นใหม่รู้กว้างแต่ไม่รู้ลึก  โลก Networking ไปอยู่บนโลก IT ทั้งหมด  โลกถูกย้ายไปสู่อีกช่องทางการสื่อสาร

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          สังคมไทยบางครั้งเป็นสังคมลิเก อะไรควรทำไม่ควรทำ  ถ้า Sustainability ในมุมของคน หรือราชการที่นั่งอยู่ในห้อง ต้องมี Sustainability Mindset ในการไปดูแลผู้สูงอายุ อย่างเรื่องสมองเสื่อม มีอะไรแนะนำหรือไม่ในการทำ Project อย่างไร ตอนบ่ายจะพูดเรื่อง Social Management และไปพูดเรื่อง Health ในความคิดเห็นของอาจารย์ในเรื่อง Human Social Sustainability ที่เกี่ยวกับ Architect ในเมืองด้วยมีอะไรจะแนะนำ

          ตอบ เมืองตามอัธยาศัย สุดท้ายแล้วเมืองไม่ได้ Provide อะไรเลยนอกจากสิ่งที่เป็นตามอัธยาศัย เมืองไม่ได้ทำอะไรนอกจากปรับแต่งพื้นที่ตามความพึงพอใจของคุณ  คำว่า Sustain ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่นบางคนมีความสุขกับการทำงาน ดังนั้นเมืองที่คิดต่อไปคือเมืองที่ปรับเปลี่ยนได้ตามอัธยาศัยของผู้ใช้งาน การสร้าง Innovation ของเมืองรัฐไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจาก Provide Open Data ที่สามารถไปทำต่อได้ แล้วเอกชนเห็นเอง  รัฐมีหน้าที่จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืน แล้วเอกชนเก็บเกี่ยวโครงสร้างพื้นฐานนั้นตามอัธยาศัยและจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐเป็นภาษีอากร เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคำนึงถึง  ไม่ใช่แค่มองเพียงว่าทุกเมืองต้องสวยงาม ปลอดภัย เท่านั้น

หัวข้อ การพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน ( Sustainable Urbanization Development)

ในมิติของการพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์

โดย ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

สิ่งแรกสำหรับคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัย ขอให้คิดไปข้างหน้าให้ยาวมากขึ้น สิ่งแรกที่อยากฝากไว้คือระยะสั้น กลาง ยาว เน้นการทำงานที่ต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างการเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก   สาเหตุการกู้เงิน มีผลจากเรื่องการลดดอกเบี้ย เราต้องมองในระยะยาว ไม่ใช่หวังผลในระยะสั้นอย่างเดียว

โจทย์ในบ่ายวันนี้ โครงการฯที่เรามีโอกาสยั่งยืนได้อย่างไร และมีปัจจัยสำคัญอะไรให้ความสำคัญนี้ยั่งยืนขึ้นมา ความยั่งยืนวันนี้น่าจะมีตัวละครในห้องนี้เป็นหลัก มีโครงการยั่งยืนในอนาคตอย่างผู้อำนวยการเขต  และโปรเจคเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน อยากให้สิ่งที่สะสมมาในประสบการณ์ 40 ปีของ ดร.จีระ เป็นประโยชน์ต่อทุกท่านในห้องด้วย ดังนั้นการทำวิจัย การทำโครงการใด ๆ ก็ดีขอให้มองเรื่องความยั่งยืนเกิดขึ้น แล้วตัวท่านจะมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับความยั่งยืน ถ้าเราเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ความยั่งยืนจะเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเรื่อง Health

1. Where are we? สิ่งที่จะทำต้องศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

2. Where do we want to go? ต้องตอบโจทย์ Vision หรือ Purpose คืออะไร อย่างเป้าหมายของคุณหมอคือสังคมผู้สูงอายุเป็นสังคมมีความสุข เพียงแต่จะทำสำเร็จหรือไม่

- Why do we want to do it? ยกตัวอย่าง ดร.จีระ โปรโมทคอนเซปต์เรื่องคนเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เนื่องจากเมื่อ 40 ปีไม่ได้มีคนสนใจ คนมุ่งแต่การทำให้เจริญ แต่ Purpose ผิดคือ การอยู่ดีกินดี ไม่ใช่เพื่อเศรษฐกิจอย่างเดียว

3. Strategy หรือ Tactic จะเป็นอะไรก็ใส่ไปได้ ยกตัวอย่าง นายกฯประยุทธ์ เราต้องไม่ยอมแพ้อุปสรรค และต้องเอาชนะมันให้ได้

4. Execution  คือประเด็นสำคัญที่สุดที่เราคิดให้ดีนอกจากการเจออุปสรรคแล้ว เราจะสู้กับมันอย่างไร

เราไม่มีประสบการณ์ในการเอาชนะอุปสรรคมัน ต้องทำ 2 R’s ให้ชัดเจน คำว่า Sustainability ต้อง Define ให้ชัด

ตัวละครมี 2 กลุ่ม ถ้าคนในห้องนี้มองถึงความมั่นคง และความเป็นเลิศจะช่วยในระดับหนึ่ง  และถ้าเน้นไปที่การสร้างคนใน กทม. จะเป็นประโยชน์มาก หลายครั้งที่คิดระยะยาวยังไม่ทัน แต่ได้เขียนเรื่อง Sustainability เป็นทุนอย่างหนึ่ง  พฤติกรรมไปเป้าหมายที่ความเป็นเลิศระยะยาวหรือไม่

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          เราต้องเรียนรู้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก  และต้องรู้จักการถ่ายทอดผู้บังคับบัญชาได้ด้วย สิ่งที่อาจารย์ให้คือเป็นสิ่งที่ติดตัวไปเป็นกรณีศึกษา  

          กรณีศึกษาไปประกอบใช้ทำ Paper เวลาเรียนรู้เป็นทีม กรณีศึกษาไม่ได้เป๊ะเหมือนสมองเสื่อม แต่เป็นเรื่องการจัดการภาคีเครือข่าย สุขภาวะ เป็นเรื่องของคน ทุกท่านไม่ได้ความรู้ด้าน HR  เขาจะไม่เข้าใจว่าเราทำงานกับคน โดยเฉพาะประชาชน สิ่งที่อาจารย์ให้จะทำให้เข้าใจชุมชน เข้าใจสังคมเมือง สังคมชนบท อย่างเมืองกทม. เป็นเมืองที่มีความซับซ้อนมาก มีเมืองรวยมาก จนมาก สิ่งที่ชุมชนมีคือต้องเข้าใจความหลากหลาย วิชาที่ดร.จีระให้ทำจะทำให้เขาเข้าถึงได้  ความเข้าถึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความเข้าใจกันถึงจะพัฒนาไปได้

          ดร.จีระ เสริมว่า ต้องให้ Stakeholder ไปด้วยกัน พฤติกรรมที่มีอยู่แล้วเพื่อความยั่งยืน ต้องให้ตัวละครมีอิทธิพลต่อคนกทม. และต้องไป Networking ด้วย แม้เส้นทางที่เดินขรุขระ ก็สามารถเดินผ่านต่อไปได้

Quotations

          Building sustainable cities - and a sustainable future - will need open dialogue among all branches of national, regional and local government. And it will need the engagement of all stakeholders - including the private sector and civil society, and especially the poor and marginalized. - Ban Ki-moon

          การทำเพื่อความสำเร็จและยั่งยืน ต้องมีการร่วมมือกันของประเทศ Regional ,local เป็นความร่วมมือแบบหลวง ๆ เน้นการมี Stakeholder และนึกถึงคนจนกับคนที่เสียเปรียบในสังคม

- บังคีมูน

          “Sustainability creates new knowledge and wisdom with multidisciplinary approach.” - Unknown

          Sustainability สร้างความรู้ใหม่และปัญญา ด้วยการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ความยั่งยืนในอนาคต คนต้องเป็น Multidiscipline – Unknown

          เศรษฐกิจพอเพียงต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความใฝ่รู้ มีพอประมาณ เดินสายกลาง คิดเป็นเหตุเป็นผล และมีภูมิคุ้มกัน อย่างฝรั่งตกภูมิคุ้มกันเนื่องจากมี Greed มาแทรก อย่างวันนี้สังคมไทยอยากรวยเร็ว  หลายคนคิดว่า Sustainable Goal ไม่สามารถ Achieve ได้ แต่ Achieve ได้ต้องเดินต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ความต่อเนื่องของ ดร.จีระ ก็สร้างคนที่เป็นแนวร่วมของ ดร.จีระ

โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคต่าง ๆถึงปัจจุบันและอนาคต

          Sustainability  ต้องลงไปถึง Sustainable Healthcare for Aging  คือการสร้าง New Knowledge ใหม่ ๆ

คนสูงอายุที่ญี่ปุ่น เรียก คนที่อายุ 65-75 ว่า Young , 75- 85 Medium Age , 85 ขึ้นไปเรียกว่า Old

คนทำงานในกทม.ควรเน้นเรื่อการปลูกด้วย

การพูดถึง Incentive ไม่ได้พูดถึงการเก็บเกี่ยว

การปลูกฝังเรื่อง Heath ในกทม.ต้องทูทุกช่วงอายุของรา ต้องการพัฒนาคนชั่วชีวิต

ทุนแห่งความยั่งยืน คือพฤติกรรมที่ทำให้ไปสู่ระยะยาวได้

1. ต้องแสวงหาความรู้ข้ามศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และต่อเนื่อง  ต้องมี Life Long Learning ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ออกกำลังกาย ทำงานได้ ทำงานได้ดี

ทุนแห่งความยั่งยืนคือพฤติกรรมของคนที่ไปสู่ระยะยาวอย่างยั่งยืนตามที่เราปรารถนา ใครก็ตามที่ทานต้องมีความสุข

Health ไม่ได้ช่วยเรื่องความสุขอย่างเดียว แต่ช่วยเรื่อง Sustainability ด้วย

กฎในการสร้างทุนแห่งความสุขของผม

Happiness Capital (Dr. Chira Hongladarom’s Model)

1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม (Healthy)

2. ชอบงานที่ทำ   (Passion)

3. รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)

          -เป้าหมายต้องปฏิบัติได้ เคลียร์ และสร้างพลังงานให้เรา

4. รู้ความหมายของงาน     (Meaning)

5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ (Capability)

6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา (Learning)

7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)

8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)

9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)

10.ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)

11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

6 Chira’s Factors of Sustainability

  1. 1. Sustainable Development must;
  2. 2. Balance the short-term and the long-term benefits ระยะสั้นไม่ทำลายระยะยาว
  3. 3. Be environmentally friendly
  4. 4. Balance the morality, ethics and development  ความสมดุลระหว่างศิลธรรม จริยธรรม การพัฒนา
  5. 5. Be based on  scientific thinking, analytical thinking, life-long learning and learning society เราไม่มีการพัฒนาฝีมือแรงงานของคนแก่  ไปดูแลคนที่มีประโยชน์แต่ยากจนได้รับผลประโยชน์ ถึงแก่แล้วก็ดูแลตัวเองได้
  6. 6. Benefit the majority instead of small groups of people
  7. 7. Be self – reliant

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กรณีศึกษา : ภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพชุมชนบ้านขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ

1) ผู้นำ ทุ่มเท / ประสานพลัง

2) มิติภายในชุมชน

          - มีเป้าหมายร่วมกัน ไม่ทิ้งกัน

          - เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข พึ่งพากัน

          - ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ ลดความทุกข์

    มิติภายนอกชุมชน

          - โรงพยาบาลเครือข่าย

          - ภาคเอกชน

                ฯลฯ

3) โอกาส (จุดเด่น)

          - แพทย์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ

          - มีนวัตกรรม ใช้เครื่องมือชักรอกมือเท้า ออกกำลัง

          - หมอนวด (ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย) ขับรถมอเตอร์ไซด์ มีการพูดคุย ไปนวดให้ผู้สูงอายุตามบ้าน

          - หมอนวดตาบอด ไปเรียนนวด แล้วของบมาเปิดห้องนวด

          - ขยะศูนย์บาท สร้างรายได้ไปใช้ในชุมชน

4) ข้อจำกัด (จุดอ่อน)

          -ระยะทางระหว่างชุมชนกับโรงพยาบาลไกล

          - ชาวบ้านไม่ไปหาหมอ เพราะจน สูงอายุ เดินทางลำบาก

5) ทางแก้ปัญหา : รถเมล์สายสุขภาพ ได้งบประมาณท้องถิ่น เหมารถไปส่งรพ. เป็นตามนัดภายหลังรถลดราคาให้ คิดแค่ค่าน้ำมัน คนที่มีเงินก็ช่วยรายได้บ้าง ระหว่างเดินทาง มีพยาบาลคอยดูแล

6) แนวทาง :

          - ต้องติดอาวุธ ให้ปัญญาชาวบ้าน

          - อสม.ต้องไปอบรมช่วยผู้ป่วย ติดบ้าน ติดเตียง เครือข่ายชาวบ้านจิตอาสา ซักผ้าซักความทุกข์ ไม่ทอดทิ้งกัน

          - สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ

          - พัฒนาอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างกิจกรรม ประสานพลังผู้นำภาคีเครือข่าย , กิจกรรมปั่นปันรัก , ลงพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุ “บ้านเดี่ยว” ในชุมชน  “สัมผัสบำบัด” อาสาสมัครนวดบำบัดให้ผู้สูงอายุตามบ้าน ช่วยสุขภาพกายและจิตใจ   เด็ก ๆ เก็บขยะขาย นำเงินสมทบกองทุนสุขภาพและช่วยลดมลภาวะดีต่อสุขภาพ

          นอกจากสังคม วัฒนธรรม ชุมชนแล้วต้องมีเศรษฐกิจ

          ดร.จีระ เสริมว่า ขอให้ทุกท่านร่วมมือในการทำ โดยเฉพาะเรื่อง Aging Population งบประมาณในอนาคตจะมหาศาล เน้นเฉพาะอุปสรรค ใช้ Coalition รวมพลังเพื่อชนะเป็นกลุ่มก้อน

WORKSHOP (3) – ทำทุกข้อ

  1. 1. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 5 เรื่องที่จะนำมาสู่การปรับใช้ในการพัฒนาโครงการที่กลุ่มท่านได้รับมอบหมาย พร้อมอธิบายเหตุผล
  2. 2. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 1 เรื่องและหัวข้อวิจัยที่สามารถนำกลับไปพัฒนางานของสำนักอนามัย พร้อมอธิบายเหตุผล

การนำเสนอ Workshop

กลุ่มที่ 1

1. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 5 เรื่องที่จะนำมาสู่การปรับใช้ในการพัฒนาโครงการที่กลุ่มท่านได้รับมอบหมาย พร้อมอธิบายเหตุผล

          โครงการส่งเสริมสุขภาพให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายเพื่อป้องกันสมองเสื่อม

          1. สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ตั้งแต่นอกบ้านถึงในบ้าน ชุมชนต้องเป็นชุมชนที่ไฟสว่าง พื้นไม่ลื่น มีการทำราวจับ มีพื้นที่ส่วนกลางในชุมชน เป็นที่นั่งคุยกันออกกำลังกายร่วมกัน ห้องน้ำควรทำเป็นต้นแบบให้กับบ้านต่าง ๆ ให้เห็น

          2. ความรู้ ทางศูนย์บริการสาธารณสุขควรให้ความรู้กับคนในชุมชน อาจเอาคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และคนที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว 60 ปีขึ้นไป เชิญญาติมาฟังภาวะของผู้สูงอายุที่พึงเป็น การดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมเป็นอย่างไร

          3. เศรษฐกิจ ชุมชนมีการทำกิจกรรมที่มีรายได้สูงขึ้น มีการนำขยะแลกไข่ นำท่อแป๊บต่อเป็นไม้เท้า เปิดตลาดนัดในชุมชนขายของเป็นส่วนกลางพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง

          4. ระบบโลจิสติกส์ เครือข่ายสุขภาพ มีการส่งต่อชุมชนใกล้ ๆ กัน มีการส่งต่อผู้ป่วย รวมถึงวันส่งต่อข้อมูลต่าง ๆ การสร้าง Group Line ให้ความรู้ในกลุ่มเราเพื่อส่งข้อมูลร่วมกัน ร่วมกันผลิตสื่อ มีการทำบอร์ดติดที่ส่วนกลางชุมชน

          5. นวัตกรรม กิจกรรมการออกกำลังกายป้องกันสมองเสื่อม มีการเริ่มตั้งแต่ตรงกลางคล้ายเป็น Experimental และหลังออกกำลังกายร่วมกัน ก็มีการประดิษฐ์สื่อเครื่องมือใช้ในชุมชนอื่นต่อไป หรือผลิตสื่อการออกกำลังกายร่วมกัน ผ่านครบ 1 ปีนำคนเหล่านี้ไปขยายผล และไปสู่จังหวัดอื่นด้วย

2. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 1 เรื่องและหัวข้อวิจัยที่สามารถนำกลับไปพัฒนางานของสำนักอนามัย พร้อมอธิบายเหตุผล

          เลือกเรื่อง นวัตกรรม กิจกรรมการออกกำลังกายป้องกันสมองเสื่อม มีการเริ่มตั้งแต่ตรงกลางคล้ายเป็น Experimental และหลังออกกำลังกายร่วมกัน ก็มีการประดิษฐ์สื่อเครื่องมือใช้ในชุมชนอื่นต่อไป หรือผลิตสื่อการออกกำลังกายร่วมกัน ผ่านครบ 1 ปีนำคนเหล่านี้ไปขยายผล และไปสู่จังหวัดอื่นด้วย

กลุ่มที่ 2

1. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 5 เรื่องที่จะนำมาสู่การปรับใช้ในการพัฒนาโครงการที่กลุ่มท่านได้รับมอบหมาย พร้อมอธิบายเหตุผล

          1. เรื่องโลจิสติกส์จะมีระบบ Trasformationอย่างไรให้ตอบโจทย์เป็น Active Aging City มีกระบวนการหรือเทคโนโลยีที่นำความรู้ไปใช้เพิ่มความตระหนักอย่างไร

          2. สิ่งแวดล้อม การป้องกันการล้ม

          3. ชุมชนเมือง Town home

          4. Health

          5. การสร้างการมีส่วนร่วมโครงการใดโครงการหนึ่ง กับหน่วยงานอื่น

2. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 1 เรื่องและหัวข้อวิจัยที่สามารถนำกลับไปพัฒนางานของสำนักอนามัย พร้อมอธิบายเหตุผล

          เลือกเรื่อง Health มาพูด เป็นกิจกรรมที่เหมือนกันทุกอย่างคือเพิ่มทางกายภาพ และความมีส่วนร่วมในชุมชน แต่ต่างใน Process การดำเนินงานมากกว่า

กลุ่มที่ 3

1. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 5 เรื่องที่จะนำมาสู่การปรับใช้ในการพัฒนาโครงการที่กลุ่มท่านได้รับมอบหมาย พร้อมอธิบายเหตุผล

          การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในการเข้าบ้านเดี่ยว จะเสนอผลประโยชน์อย่างไรให้เขาเปิดใจให้เราเข้าไปได้

          1. องค์ความรู้ เพราะทุกบ้านต้องมีคนเป็นโรคสมองเสื่อม ถ้ามีความรู้นี้จะนำไปช่วยเหลือญาติได้ การมีสุขภาพที่ดีจะช่วยป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้

          2. การจ้างงานที่มีคุณค่า ส่งเสริมคุณค่าทางเศรษฐกิจ การทำงานเป็นการใช้สมองโอกาสเกิดโรคน้อยลง

          3. การจัดสิ่งแวดล้อมให้มั่นคงและปลอดภัย อย่างบ้านเดี่ยวมีสวนส่วนตัวทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น เดินไปต้องล้มบ่อย ๆ มองสิ่งแวดล้อมแบบระยะยาว เช่นคนอายุถึง 80 ปี ทำห้องน้ำเหมาะกับคน 80 ปีเลย

          4. นวัตกรรมการฝึกสมอง หวังว่าการดูงานที่ญี่ปุ่นอาจมีนวัตกรรมใหม่ ๆ

          5. การพัฒนาเพื่อความร่วมมือที่ยั่งยืน ต้องมีองค์ความรู้ในการช่วยดู อย่างเรื่อง Logistics transformation  Information  มีการสื่อสารตั้งแต่คนที่ดูแลคนที่มีญาติ เช่นโรคสมองเสื่อมอาจมีการดูว่าคนนี้หลงทางหรือไม่ ดึงชุมชนมาช่วยดู ในสังคมคนไทยยังมีตรงนี้อยู่ อาจมีส่วนร่วมช่วยกันได้

2. จากการเรียนรู้หัวข้อการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน.. นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ 1 เรื่องและหัวข้อวิจัยที่สามารถนำกลับไปพัฒนางานของสำนักอนามัย พร้อมอธิบายเหตุผล

          โรคสมองเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะคือก่อนเสื่อม เริ่มเสื่อม เสื่อมแล้ว ควรมีการเข้าถึงโลกเหล่านี้ มีการดูแลให้คำปรึกษาอย่างไร มี Facebook มี Line ให้คนไข้สามารถ Line เข้ามาถาม การเข้าถึงกิจกรรม ลดความเสื่อมในผู้สูงอายุ มีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมคนในบ้านเอง การดูแลคนในชุมชนให้มีส่วนร่วม มีระบบบัดดี้ ในการเข้าไปดู

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          ฝากไว้ 2 เรื่อง เวลาพูดถึงทุนทางเครือข่ายใช้คำว่า Social Capital ไม่ใช่ Networking Capital อยากให้ทั้ง 3 กลุ่มใส่ประเด็นเรื่องอุปสรรคที่ไม่นำไปสู่ความยั่งยืน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

          ท่านได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไร

ลิ้งค์ข่าวประชาสัมพันธ์หลักสูตร

บทความ

https://www.naewna.com/politic/columnist/37435

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริง. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 หน้า 5

รายการวิทยุ

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/videos/2733240090034763/

ที่มา: รายการวิทยุ Human Talk. ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 ทาง FM 96.5 MHz.


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy

คำสำคัญ (Tags)#การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารสุขภาวะเขตเมือง รุ่นที่ 1#สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

หมายเลขบันทึก: 655186, เขียน: 10 Oct 2018 @ 09:56 (), แก้ไข: 19 Oct 2018 @ 17:36 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)