เป็นชื่อกลุ่มหรือหมวดหนังสือประมาณนี้ ที่แต่งและแปลเยอะมากๆ ในรอบ ๑๐ ปีมานี้ ขายดิบขายดีหรือเปล่า? ผมไม่แน่ใจ
เมื่อก่อนผมอ่านอยู่บ่อยๆ อ่านจนเกือบจะติดอยู่กับความฝัน อ่านอย่างเดียวจนแทบจะลืมทำงาน ตอนหลังจึงหันหลังให้ แบบว่าอ่านน้อยลง ลงมือทำมากขึ้น..
หลายคนบอก..”ความฝัน”ต้องอยู่คู่กับอุดมการณ์และศรัทธา..อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วย เพราะคนเราหากไร้อุดมการณ์และศรัทธา ชีวิตย่อมไร้ทิศทาง ขาดแรงกระตุ้น
แล้วยิ่งผนวกความฝันเข้าไปด้วย ก็ยิ่งเพิ่มสีสันให้อุดมการณ์และทำให้ถนนสายศรัทธาสวยงามยิ่งขึ้น
ผมมีความรู้สึกว่า ยิ่งติดตาม เพื่อศึกษาและเรียนรู้ความฝันอย่างใกล้ชิด ก็ยิ่งพบข้อคิดและถ้อยคำปลอบประโลมอย่างเด่นชัดมากขึ้น เช่น
"คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ล้วนเคยล้มเหลวมาก่อนทั้งนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างมีเป้าหมายในชีวิต.."
"คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเหล่านี้ จิตใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นศรัทธา คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคขวากหนาม ปัญหายิ่งมากยิ่งอยากชนะ อยากลองปัญญาก้าวข้ามปัญหา"
แต่ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ล้วนมีความฝันของตัวเอง มิใช่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ เป็นความฝันที่เปล่งประกาย เปี่ยมด้วยความหวัง เห็นภาพในฝันชัดเจน เชื่อมั่นในความปรารถนา เต็มไปด้วยกำลังใจ พร้อมเปลี่ยนวิธีการมองโลก
สุดท้าย..ก็บอกว่า “คนที่กล้าฝันเท่านั้น..จึงจะพบกับความสำเร็จ” โดยที่ไม่ได้มีถ้อยคำเตือนสติใดๆ ว่า..อย่าลืมทำตามฝันด้วย อย่าเอาแต่ฝันอย่างเดียวนะ...
ผมมีความเชื่อมั่นกับแนวทางปฏิบัติมากกว่า..การสร้างจินตนาการไปกับความฝันถึงเป้าหมายปลายทาง เพราะในระหว่างทางที่ปฏิบัติ มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขและความสำเร็จอยู่เสมอ..
ความฝัน..ใช้หัวใจ น่าจะเป็นส่วนย่อยของสมองและสองมือ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ระหว่างการ “ออมมือ” กับการ “ยั้งมือ” อันไหนจะช่วยนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่ากัน
การทำอย่างเต็มที่ เต็มเวลา และเต็มความสามารถ ใช้ “ฝีมือ” จริงๆ กับการคอย “ยืมมือ”คนอื่นมาทำให้ อันไหนจะช่วยให้งานสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ
การได้ “ลงมือ” ก็เท่ากับได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ ตลอดจนยังมองเห็นความสำเร็จตรงหน้า แต่การทิ้งงานกลางคัน “วางมือ”แบบดื้อๆ ก็คงทำงานให้สำเร็จได้ยาก
บางคนงาน “ล้นมือ” แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่า “ไม่พอมือ” เพราะมีความสุขกับงาน กับการได้ลงมือและรับผิดชอบในงานที่ทำ
สำหรับผมถือว่า “ความฝัน” ไม่ต้องกล้ามากนักก็ได้ แต่การทำงานแบบ “ไม่ยั้งมือ”ต่างหาก รวมทั้งทำงานสุดฝีมือ และไม่วางมือกับอะไรง่ายๆ จะนำพาให้ชีวิตสำเร็จสมประสงค์ได้
ผมเคยฝันว่า..อยากให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการทำนา..ตอนนี้ไม่ต้องฝันแล้ว ลงมือทำจริงๆ และมีอยู่จริงในโรงเรียน
ผมเคยฝันว่า..จะเลี้ยงปลาให้หลากหลาย ในสระของโรงเรียน ตอนนี้เลิกฝันแล้ว เริ่มจากการลงมือกั้นตาข่าย แล้วนำปลามาปล่อยลงสระ เท่านี้ก็จบ..
ผมเคยฝันว่า..จะใช้ที่ดินของโรงเรียนให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ฝันอยู่นานสองนาน ตัดสินใจทำเลย ใช้พื้นที่ ๒ ไร่ในสนามกีฬา ปลูกถั่วเขียวและงาอย่างงดงาม
และผมเคยฝันว่าอยากจะมีอาคารเรียนหลังใหม่ให้เป็นของขวัญแก่ครูและนักเรียน ก่อนที่ผมจะเกษียณ..ฝันอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้าง “คุณภาพ”ให้เกิดขึ้นด้วย
คุณภาพในที่นี้หมายถึง..ผลสัมฤทธิ์ และความสะอาด สวยงาม ร่มรื่น ซึ่งมิอาจสร้างได้ในวันเดียว..การลงมือทำที่ต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะบังเกิดผล..
พอธนาคารออมสินเข้ามา..ผมก็เลยมีความมั่นใจที่จะของบประมาณสร้างอาคารเรียน..แล้วก็สำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้..วันที่ฝันเป็นจริง..แต่ก็เหนื่อยกับการลงมือทำมิใช่น้อย..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๒ กันยายน ๒๕๖๑
หนังสือดี ถ้าไม่ลงมือทำ ก็คงเหมือนเดิมครับ ท่าน ผอ. ;)…
ขอบคุณครับ