“พกถุงผ้า รับยาแล้วกลับบ้าน”
ข้อความนี้มันผ่านสายตาแว้บหนึ่งขณะที่นั่งรถผ่านข้างโรงพยาบาล ซึ่งหากเป็นวันอื่นๆแล้ว ผมคงไม่ใส่ใจ
แต่ทำไมวันนี้มันกลับรู้สึกว่า “สะกิดใจ” เสียเหลือเกิน
ผมก็แค่สงสัยว่า “ทำไมต้องเป็นถุงผ้า”
คนไข้จะใช้ถุงกระดาษ “โชคดี” ถุงกระดาษ “สตาร์บั๊ก” ได้ไหม หรือเค้าอาจจะหิ้วถุงใส่ของชั้นดีติดยี่ห้อว่า “แฮหรอด” มาได้ไหม หรือกระทั่งคนไข้เดินไปเซเว่นแล้วได้ถุงพลาสติกใส่ของมา เขาจะใช้ถุงพลาสติกนั้นซ้ำจะได้ไหม
“เฮ้ย.. ทำไมต้องเป็นถุงผ้าวะ” มันยังคงก้องในสมองผม
ผมว่าเรื่องนี้มันมีประเด็น
ประเด็นคือการ “ชอบสั่ง” ของพวกเรานั่นแหละ
ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้การชอบสั่งมันเป็นภาวะปกติของสังคมพวกเราไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เอาเหอะ แม่สั่งให้ผมอาบน้ำแปรงฟันตั้งแต่ผมจำความได้ ผมถูกสั่งการบ้านตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน ถูกสั่งให้อ่านหนังสือ ถูกสั่งให้ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถูกสั่งให้ใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน ถูกสั่งจนรู้สึกว่าเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว ถูกสั่งมาตั้งแต่เล็กจนโตและจนชิน
แต่บางเรื่องผมไม่รู้สึกชินแฮะ ก็อย่างที่ถูกสั่งให้ “ใส่ชุดโทนชมพูมาร่วมงาน” นั่นปะไร
สังเกตไหม เราถูกสั่งแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราถูกสั่งให้แต่งตัวชุดสีอะไรสักอย่างไปงานแต่งงานมาตั้งแต่ตอนไหนกันนะ มันก็คงจะบ้าได้ที่ทีเดียว ที่กล้าสั่งให้แขกแต่งกายตามสีที่เจ้าภาพต้องการ
ดูเอาเถิด เดี๋ยวนี้ไปงานแต่งงานที่ไหน เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว แต่งตัวเหมือนกันหมด งานทั้งงานเห็นแต่สีเนื้อนวลตา สีฟ้านวลใจ ไอ้จะว่าสวยมันก็สวยแหละ แต่จะหาความสวยงามจากความหลากหลายไม่ได้เอาเสียเลย
ผมอาจจะแก่ไปแล้ว คนรุ่นใหม่อาจจะชอบแบบนั้นก็ได้ ผมคงไม่อิน นึกๆแล้วก็อยากลองแต่งงานใหม่อีกสักรอบสองรอบ อยากมีมุมมองแบบคนสั่งให้แขกแต่งกายตามที่ตัวเองอยากเห็นสักครั้ง เอิ่ม..เอาชุดอะไรแบบไหนดีวะ คิดแล้วสนุกพิลึก
นอกเรื่องไปเสียไกล มาเรื่องถุงผ้ากันต่อ
ผมมีความรู้สึกว่า เราควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไข้ได้คิดเอง ว่าเขาควรเตรียมตัวก่อนมาโรงพยาบาลบ้างมากกว่าการไปสั่งเขาให้เตรียมพกถุงผ้ามาโรงพยาบาล หรือไม่ก็สื่อสารไปอย่างปลายเปิดว่า โรงพยาบาลจะไม่มีบริการแจกถุงพลาสติกใส่ยากลับบ้านแล้วนะ เป็นต้น คือแบบว่า มันมีวิธีการแจ้งบอกตั้งหลายวิธีไง
ถ้าผมเป็นผู้บริหารน่ะเหรอ
ผมจะสั่งให้จัดทำป้ายติดข้อความประชาสัมพันธ์ไว้ที่หน้าโรงพยาบาล (เห็นไหม สั่งอีกแล้ว) ทำป้ายให้น่าสนใจ หารูปผู้หญิงสวยๆ ทาปากแดงๆ ยิ้มหวานๆ แล้วเขียนข้อความใหญ่ๆ ประหนึ่งแคมเปญดังๆว่า
“มาโรงพยาบาล อย่าลืมพกถุงมาด้วยนะคะ”
อย่างนี้ ประชาชนคนป่วยก็จะได้คิด และตัดสินใจได้เองอย่างสังคมประชาธิปไตย ว่าเขาจะพกถุงอะไรเตรียมมาใส่ยาที่โรงพยาบาล
จริงไหม
เฮ้อ..เขียนมาจนจบ ก็เพิ่งเข้าใจตัวเอง ว่าทำไมวันนี้จึงสะกิดใจกับไอ้ข้อความนี้นักหนา
ผมคงยังเคืองเมียขี้สั่งมานั่นเอง
ดูเอาเถิด ขนาดเมียผมก็ยังชอบสั่ง
“พ่อ รอบนี้ใช้ถุงนะ”
ออ ว่าแล้วไง ทำไมมันตะหงิดตะหงิดนัก
ธนพันธ์ ชูบุญพกถุงมาโรงพยาบาลทุกวัน
๓๐ สค ๖๑